จากรายงานการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2569 พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่วนใหญ่ยังต้องการมีลูก เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว
แต่ที่ตัดสินใจยังไม่มีลูกเพราะกังวลเรื่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น
ผลการสำรวจยืนยันว่า สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประชาชน “ไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่รัฐยังไม่มีนโยบายและสวัสดิการเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมีลูกได้อย่างสบายใจ ซึ่งการที่รัฐมีเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ที่เป็นเพียงมาตรการ “แจกเงิน” นั้นไม่เพียงพอ
นโยบายสำคัญที่สอดคล้องกับความต้องการและสามารถกระตุ้นให้คนอยากมีลูกได้ จึงเป็นเรื่องสิทธิและสวัสดิการ เช่น ศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ หรือ วันลาคลอดและเลี้ยงลูกที่เพียงพอ ที่จะช่วยให้คนตัดสินใจมีลูกมากขึ้น
สิทธิเเรงงานลาคลอดยังคงอยู่ที่ 120 วัน
เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 และมีผลบังคับใช้ 7 ธ.ค. 68 ได้ให้สิทธิลูกจ้างหญิงลาคลอดได้รวมสูงสุด 120 วัน จากเดิม 98 วัน และสามารถลาต่อเนื่องกรณีลูกป่วยหรือพิการได้อีก 15 วัน หากจำเป็นต้องดูแลบุตรนานกว่านั้น แต่อาจเป็นการลาโดยไม่รับค่าจ้าง
อย่างไรก็ตาม วันลาคลอด 120 นี้เป็นตัวเลขที่ต่อรองปรับลดมาแล้ว ในชั้น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างฯ จากข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ตัวเลขอยู่ที่ 180 วัน แต่ถูกโต้แย้งว่า 180 วันจะฉุดให้เศรษฐกิจตกต่ำ นายจ้างห้างร้านจะได้รับผลกระทบ ฐานการผลิตจะย้ายออกจากประเทศ
จะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนขยายสิทธิลาคลอดในช่วงปี 2535-2536 และเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่เพิ่มสิทธิลาคลอด ในปี 2568 กล่าวกับ Policy Watch ว่า
“ข้อโต้แย้งที่ว่า ขยายวันลาคลอดจะทำให้เศรษฐกิจและการผลิตประเทศตกต่ำ และจะเกิดการย้ายฐานการผลิตของนายจ้าง เป็นข้ออ้างเดิม ๆ ที่เคยปรากฏขึ้นตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวการขยายสิทธิแรงงานลาคลอดจาก 30 วันเป็น 90 วัน ในปี 2535-2536 โดยกลุ่มนายจ้าง โรงงาน ภาคอุตสาหกรรม
แม้แต่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายขยายวันลาคลอดเป็น 180 วัน ก็มีกรรมาธิการฝั่งนายจ้างที่ยังใช้ข้ออ้างนี้ จนทำให้ต้องปรับลดวันลาคลอดเหลือ 120 วัน”
อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งเหล่านี้ มีงานวิจัยศึกษาแล้วว่า ไม่เพียงเกิดขึ้นได้ยากมากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย หากแต่ยังย้อนแย้งกับความเป็นจริงตามหลักเศรษฐศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม วันลาคลอด 180 วัน ยังส่งผลดีต่อนายจ้างและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยมีหลักฐานทางสถิติและงานวิจัยยืนยัน
ขยายวันลาคลอดไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจและการผลิตตกต่ำตามที่มักกล่าวอ้าง
ภาวะประชากรลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยเมื่อปี 2568 ระบุว่า การลดลงของประชากรกระทบทั้ง 1) ด้านการบริโภค (Consumption) ของครัวเรือน 2) การลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) และ 3) ค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Government Spending) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของ GDP
กล่าวคือ ด้านการบริโภค ผู้สูงอายุไทยไม่ได้มีกำลังซื้อมากหากเทียบกับต่างประเทศ การก้าวเป็นสังคมสูงวัยในระดับที่มากขึ้น ทำให้การบริโภคมีแนวโน้มโตช้าลง การลงทุนภาคเอกชน เพราะเมื่อกำลังแรงงานลดลง ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ภาคธุรกิจลงทุนลดลง ส่วน ค่าใช้จ่ายของภาครัฐ เนื่องจากหากภาครัฐต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ก็จะทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไม่เรื้อรังเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายแปรผันตามต้นทุนค่าพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อดูการศึกษาของ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ในปี 2567 เกี่ยวกับความเห็นคนงานโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 1,437 คน พบว่า
- 69.4% ไม่มีแผนมีลูก ใน 5 ปี ข้างหน้า เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวเงินไม่พอค่าคลอด ค่าเลี้ยงลูก
- 59.4% ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท
- 50.3% ยืนยันว่า สถานที่ทำงานหรือสภาพการทำงานไม่เอื้ออำนวย เช่น ไม่มีห้องปั๊มนม ไม่มีตู้แช่เก็บนม ต้องทำงานไม่มีเวลาปั๊มนม
- 47.9% ร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อยหลังคลอด
- 39.1% กลัวไม่มีเวลา
- 29.5% สุขภาพอ่อนแอ เจ็บแผลคลอด
- 24.9% ขาดคนช่วยเลี้ยง
- 14.5% ลาเพียง 30-59 วันเท่านั้น แล้วต้องรีบกลับมาทำงาน เพราะต้องการรายได้ ต้องการโอที กลัวถูกลดโบนัส
- 14.1% เครียด ซึมเศร้าหลังคลอด
- 11.5% เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวช่วง 6 เดือนแรก
ดังนั้น การขยายวันลาคลอดและยังได้รับค่าจ้างเต็มอัตรา รวมถึงสวัสดิการที่เพียงพอ จะช่วยให้แรงงานตัดสินใจมีลูกมากขึ้น อีกทั้งการเพิ่มวันลาคลอดจะเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงในภาคการผลิต และช่วยเพิ่มอัตราส่วนการจ้างงานต่อประชากรโดยเฉพาะผู้หญิง เพราะแรงงานหญิงไม่ต้องเลือกระหว่างการดูแลครอบครัวกับการรักษางาน เพิ่มโอกาสที่แรงงานจะกลับมาทำงานแทนที่จะลาออกจากงาน หรือใช้เวลาว่างงานเป็นเวลานานเพื่อหางานใหม่
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การขยายวันลาคลอดส่งผลบวกทางเศรษฐกิจ เช่น จากงานวิจัยในกรณีศึกษารัฐแคลิฟอร์เนียและนิวเจอร์ซีย์ ในปี 2559 ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ The American Economic Review พบว่า การลาเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้รับค่าจ้างในทั้ง 2 รัฐนี้ สัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานหญิงที่มีการศึกษาน้อยด้วย (อ้างอิงจาก Tanya S. Byker, “Paid Parental Leave Laws in the United States: Does Short-Duration Leave Affect Women’s Labor-Force Attachment,” The American Economic Review 106 (5) (2016): 242–246.)
และจากงานศึกษาที่ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการเศรษฐศาสตร์ Journal of Economic Perspectives ในปี 2560 กล่าวว่า การลาเลี้ยงลูกโดยยังคงมีค่าจ้าง ทำให้มีอัตราการจ้างงานที่สูงขึ้นหลังการตั้งครรภ์ของแรงงาน เพราะแรงงานหญิงไม่ต้องลาออกจากงาน และมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน 82% ตลอดระยะเวลาหลังคลอด 10 ปี (อ้างอิงจาก Claudia Goldin and Joshua Mitchell, “The New Life Cycle of Women’s Employment: Disappearing Humps, Sagging Middles, Expanding Tops,” Journal of Economic Perspectives 31 (1) (2017): 161–82.)
ขยายวันลาคลอดอาจทำให้นายจ้างจะไม่จ้างแรงงานหญิง ?
ในปี 2568 มีแรงงานหญิงทั้งในระบบและแรงงานอิสระมากกว่า 30 ล้านคน หรือคิดเป็น 44% ของแรงงานทั้งหมด ถือว่าเป็นสัดส่วนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มากที่นายจ้างไม่สามารถปฏิเสธได้
ข้ออ้างประเภทนี้เป็นเพียงการนำเงื่อนไขเพศกำเนิดมาเลือกปฏิบัติ กีดกันในการเข้าถึงงาน การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิภาพที่เป็นธรรม ที่ผลักผู้หญิงไม่ให้มีส่วนร่วมในการผลิตนอกบ้าน
เพราะนับตั้งแต่ประเทศไทยปรับตัวเข้ากับกระแสทุนนิยมโลก พื้นที่นอกบ้านถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของผู้ชายในการเป็นแรงงานและมีส่วนร่วมในการผลิต การผลิตภายในบ้านเป็นบทบาทของผู้หญิง พื้นที่และโครงสร้างการทำงานนอกบ้านที่ผ่านมาจึงออกแบบเพื่อผู้ชายเท่านั้น ไม่ได้เพื่อผู้หญิง
และเมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป สถานภาพ สิทธิ และเสรีภาพของผู้หญิงได้รับการยกระดับและเข้ามาเป็นแรงงานหนึ่งของการผลิตทุนนิยมและอุตสาหกรรม หากแต่โครงสร้างและพื้นที่ทำงานยังไม่ได้พัฒนาตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ยังไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่จำเป็นในการลาคลอดของแรงงานหญิง
เพราะการขยายวันลาคลอด จะช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สิทธิลาคลอดนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือสิทธิพิเศษของแรงงานหญิง หากแต่สัมพันธ์กับการเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพิ่มการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งสร้างประโยชน์ในหลายมิติ การขยายวันลาคลอดจะช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการสร้างความเป็นธรรมทางเพศ
แม้ผลผลิตในอุตสาหกรรมจะลดลง แต่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่าที่ลูกจ้างลาคลอดเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับการสร้างประชากรที่มีคุณภาพในระยะยาวถือเป็นความคุ้มค่า เพราะเด็กเล็กช่วงก่อนปฐมวัย เป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีในทุกมิติตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะด้านความสามารถในการเรียนรู้ ที่จะเป็นการต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในอนาคต
มาตรการกระตุ้นการเกิดโดยตรงของรัฐเท่าที่มีในตอนนี้
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 (สำรวจ มกราคม – ตุลาคม 2568) ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน และอาจเป็นไปได้ว่า ในปี 2569 อาจลดต่ำกว่า 4 แสนคน
ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ซึ่งสถานการณ์เกิดน้อย ตายมาก ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 อย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2567 มีเด็กเกิด 386,567 คน ผู้ตาย 481,156 คน
ทาง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์ลดลงต่อเนื่องเช่นนี้ ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน
รัฐพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 0-6 ปี 600 บาทต่อเดือนซึ่งเป็นสวัสดิการโดยรัฐ สำหรับครอบครัวรายได้น้อยเท่านั้น (เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี) โดยโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองทุกวันที่ 10 ของเดือน ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่ายังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นอัตราการเกิด จูงใจให้คนอยากมีลูกได้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
Full-time Mother Full-time Journalist : เพราะชีวิต ‘แม่นักข่าว’ ไม่มีคำว่าพาร์ทไทม์
ลาคลอด 180 วัน : ประโยชน์และความเป็นไปได้
เกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีซ้อน เสี่ยงเผชิญวิกฤตประชากร ฉุดเศรษฐกิจประเทศ




