เสียงสะท้อนจากวอร์ดผู้ป่วยที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เสียงฝีเท้าที่เดินสลับวิ่งตลอดทั้งคืน และความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากอนามัย คือภาพสะท้อนความจริงของ “พยาบาลไทย“ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อสภาการพยาบาลได้ออกประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 11 มี.ค. 69 กำหนดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลให้ ”ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน“ แม้จะเลื่อนบังคับใช้ออกไปก่อนก็ตาม
แม้เจตนารมณ์เบื้องหลังนโยบายนี้จะมุ่งหวังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหนื่อยล้า แต่แรงกระเพื่อมที่ตีกลับจาก ”พยาบาลหน้างาน“ กลับเต็มไปด้วยคำถามและความกังวล
Thai PBS Policy Watch จะพาไปถอดรหัสและมองทะลุถึงรากเหง้าของปัญหา ว่าเหตุใดการขยับตัวของเชิงนโยบายครั้งนี้ จึงอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากยังไม่สามารถอุดรอยรั่วของ ”อัตรากำลังคน“ ที่กำลังวิกฤตหนักในระบบสาธารณสุขไทย
หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของแรงกระเพื่อมระลอกนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้สังคมและหน่วยงานกำกับดูแลต้องหันมามองเรื่องชั่วโมงการทำงานอย่างจริงจัง คือโศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของพยาบาลจ้างรายวันในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบ ที่ปล่อยให้บุคลากรด่านหน้าต้องแบกรับภาระงาน (Workload) ที่หนักอึ้งและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานจนเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์
การประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 จึงเปรียบเสมือนความพยายามของ “สภาการพยาบาล” ในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย โดยมุ่งเป้าไปที่การลดการ “ควงเวรยาว” เช่น การทำงาน 16 ชั่วโมง (8+8) หรือ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการขาดแคลนคนมาเปลี่ยนกะ
ถอดรหัสตารางเวร ของการทำงาน 8 ชั่วโมง vs 12 ชั่วโมง
เพื่อทำความเข้าใจสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จำเป็นต้องเปรียบเทียบรูปแบบการจัดเวรทั้งสองแบบอย่างละเอียด ระบบเดิมที่ใช้กันแพร่หลายในโรงพยาบาลไทยคือการจัดเวรแบบ 8 ชั่วโมง ซึ่งแบ่งเป็นสามเวรต่อวัน
ระบบเวร 8 ชั่วโมง (ระบบเดิม)
- เวรเช้า: 08.00 – 16.00 น.
- เวรบ่าย: 16.00 – 00.00 น.
- เวรดึก: 00.00 – 08.00 น.
ระบบนี้มีการส่งเวรถึง 3 รอบต่อวัน แต่ละครั้งต้องใช้เวลารายงานอาการผู้ป่วยและส่งต่องาน พยาบาลในระบบนี้มีวันหยุดเฉลี่ยประมาณ 8 วันต่อเดือน ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ เมื่อบุคลากรขาดแคลน พยาบาลบางคนต้องรับทำงานต่อเนื่อง เช่น เวรเช้าต่อเวรบ่าย (8+8) รวมเป็น 16 ชั่วโมงติดกัน หรือในบางกรณีรุนแรงถึงขั้น 24 ชั่วโมงเพื่อรอทำหัตถการหรือผ่าตัดเพราะไม่มีคนมาแทน
ระบบเวร 12 ชั่วโมง (แนวทางใหม่)
- เวร Day (กลางวัน): 08.00 – 20.00 น.
- เวร Night (กลางคืน): 20.00 – 08.00 น.
ระบบนี้ลดการส่งเวรเหลือเพียง 2 รอบต่อวัน ผู้ป่วยหนึ่งคนจะได้รับการดูแลจากพยาบาลเพียง 2 คนต่อวัน แทนที่จะเป็น 3 คน ทำให้ข้อมูลและการดูแลต่อเนื่องกันได้ดีกว่า ขณะเดียวกัน พยาบาลจะมีวันหยุดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15 วันต่อเดือน และการเดินทางกลับบ้านหลังเวรกลางวันก็อยู่ในเวลา 20.00 น. ซึ่งปลอดภัยกว่าการขึ้นรถในช่วงเที่ยงคืนตามระบบเก่า
ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาที่สภาการพยาบาลอ้างถึง พบว่าระบบเวร 12 ชั่วโมงอาจช่วยลดจำนวนพยาบาลที่ต้องใช้ในการจัดเวรลงได้ประมาณ 24% เนื่องจากจำนวนเวรลดจาก 3 เหลือ 2 ซึ่งในเชิงทฤษฎีหมายความว่า กำลังคนที่มีอยู่จะถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในส่วนของรายได้ สภาการพยาบาลยืนยันว่าค่าเวรและค่าล่วงเวลาไม่ได้ลดลง บางกรณีอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณหลักร้อยบาทต่อเดือน
เสียงจากหน้างาน เมื่อชีวิตต้องหยุดนิ่ง 12 ชั่วโมง
แม้บนกระดาษระบบเวร 12 ชั่วโมงจะดูสมเหตุสมผลและมีประโยชน์ แต่พยาบาลที่ทำงานหน้างานจริงมองเห็นภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ข้อกังวลหลักไม่ใช่เรื่องความยาวของเวร แต่คือ “อัตรากำลังที่ไม่เพียงพอ” ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่ยังไม่ถูกแก้ไข
พยาบาลหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า ขณะนี้โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการถึงแนวทางปรับตารางเวร เพราะติดปัญหาพื้นฐานที่ไม่มีใครแก้ได้ นั่นคือ “ตอนนี้พยาบาลขาดเกือบทุกที่ อัตรากำลังไม่พอจริง ๆ จึงยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะจัดเวรตามรูปแบบใหม่อย่างไร”
ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงชัดเจนที่สุดคืออัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย ตามมาตรฐานสากล ในหอผู้ป่วยสามัญ (Ward) ทั่วไป พยาบาล 1 คนควรดูแลผู้ป่วยไม่เกิน 4–6 คน เพื่อให้สามารถติดตาม สังเกต และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอาการได้อย่างทันท่วงที
แต่ความเป็นจริงในโรงพยาบาลรัฐของไทยนั้นห่างไกลจากมาตรฐานนั้นมาก พยาบาลหน้างานเปิดเผยว่า ในทางปฏิบัติ พยาบาล 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยมากถึง 20 คน นั่นคือมากกว่ามาตรฐาน 3 ถึง 5 เท่า ในสภาพเช่นนี้ ไม่ว่าจะจัดเวรยาวหรือสั้น หากจำนวนคนไม่เพิ่ม ภาระงานก็ยังคงหนักเช่นเดิม
อีกหนึ่งข้อกังวลที่สำคัญคือผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของพยาบาล การทำงาน 12 ชั่วโมงติดต่อกันอาจฟังดูเหมือนมีวันหยุดมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การทำงานต่อเนื่องยาวเช่นนี้รบกวนนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องขึ้นเวรกลางคืน ซึ่งหมายความว่าร่างกายต้องสลับจังหวะการนอนและตื่นอย่างผิดปกติเป็นประจำ
พยาบาลที่มีครอบครัวและบุตรหลานต้องการดูแล ย่อมรู้สึกถึงความกดดันเมื่อต้องอยู่นอกบ้านติดต่อกัน 12 ชั่วโมง โดยเฉพาะในเวรกลางคืนที่ต้องทิ้งลูกไว้กับญาติหรือเพื่อนบ้านตั้งแต่หัวค่ำจนเช้า การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตารางเวร แต่กระทบถึงระบบนิเวศของชีวิตครอบครัวด้วย
บทเรียนจากหมอ กำหนดแล้วยังไม่ได้ปฏิบัติ
พยาบาลบางส่วนยังหยิบยกกรณีของแพทย์มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก่อนหน้านี้มีการกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานของแพทย์ไว้ว่าไม่ควรเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริง แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งยังคงทำงานเกินเกณฑ์นั้นมาก เพราะจำนวนแพทย์ยังไม่เพียงพอ ประกาศที่ดีบนกระดาษจึงกลายเป็นแค่ตัวอักษรที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ หากโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนยังไม่ได้รับการแก้ไข
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงตารางเวรเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมองไปที่ภาพใหญ่ของกำลังคนด้านการพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่จุดวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
คลื่นพยาบาลเกษียณ 4,000 คน /ปี
ทุก ๆ ปี มีพยาบาลเกษียณอายุออกจากระบบประมาณ 4,000 คน นี่คือตัวเลขที่น่ากังวลมาก เพราะการผลิตพยาบาลทดแทนต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี และต้องการทรัพยากรมาก ทั้งอาจารย์พยาบาล สถานที่ฝึกงาน และอุปกรณ์การเรียนการสอน หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ช่องว่างระหว่างพยาบาลที่เกษียณกับพยาบาลที่ผลิตใหม่จะยิ่งถ่างกว้างออกไปเรื่อย ๆ
นอกจากการเกษียณตามอายุ ปัญหาการลาออกกลางคันก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน สาเหตุหลักมักเป็นเรื่องของค่าตอบแทนที่ไม่สมดุลกับภาระงาน ความเครียดสะสม และทางเลือกอาชีพอื่นที่ดึงดูดมากกว่า ทั้งภาคเอกชนในประเทศและโอกาสทำงานในต่างประเทศ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ พยาบาลรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาและเข้าสู่ระบบ เมื่อพบว่าสภาพการทำงานไม่ตรงกับที่คาดหวัง อาจตัดสินใจลาออกภายในไม่กี่ปีแรก ทำให้การลงทุนด้านการศึกษาไม่สามารถแปรออกมาเป็นกำลังคนในระบบได้อย่างเต็มที่
ขณะที่กำลังพยาบาลลดลง ความต้องการบริการสาธารณสุขกลับไม่ลดตาม ประเทศไทยมีข้อดีที่ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่าย แต่นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลรัฐต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ในต่างประเทศ ผู้ป่วยต้องรอคิวนานก่อนพบแพทย์เฉพาะทาง แต่ในไทย ผู้ป่วยสามารถเดินเข้าห้องฉุกเฉินหรือตึกผู้ป่วยนอกได้เกือบตลอดเวลา ความสะดวกสบายของผู้ป่วยจึงแลกมาด้วยภาระงานที่หนักอึ้งของพยาบาล
ยิ่งประกอบกับสังคมสูงวัยที่ไทยกำลังเผชิญ จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องในโรงพยาบาลจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายถึงความต้องการพยาบาลที่สูงขึ้นไปอีก ทั้งที่ทิศทางกำลังคนกลับเป็นไปในทางตรงข้าม
ทางออกที่ยั่งยืน ต้องมองให้ไกลกว่าตารางเวร
ต่อข้อกังวลเหล่านี้ สภาการพยาบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในหลายประเด็น พลตรีหญิง สว่างจิตต์ ย้ำว่าองค์กรตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนพยาบาล และมีการดำเนินมาตรการเพิ่มกำลังผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการเพิ่มจำนวนพยาบาลต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย ไม่ใช่แค่ปริมาณ
นอกจากนี้ สภาการพยาบาลยังผลักดันข้อเสนอเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ และความมั่นคงในการจ้างงาน เพื่อจูงใจให้พยาบาลอยู่ในระบบ และยืนยันว่าพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์นโยบายสาธารณสุขที่ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับตารางเวรเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นการบรรเทาอาการ แต่ไม่ใช่การรักษาโรค ปัญหาแท้จริงคือการขาดแคลนพยาบาลอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องการนโยบายระยะยาวที่ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การผลิต การรักษา ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าอยู่
การวิเคราะห์สถานการณ์นี้อย่างรอบด้านทำให้เห็นว่า ปัญหาพยาบาลไทยต้องการแนวทางแก้ไขหลายระดับพร้อมกัน ไม่มีมาตรการเดียวที่จะแก้ได้ทุกอย่าง
- ระยะสั้น: การสื่อสารที่ชัดเจนและการเตรียมพร้อม
ประการแรก สภาการพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าประกาศฉบับนี้มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร บังคับหรือไม่บังคับ ในขอบเขตไหน มีบทลงโทษหรือไม่ ความคลุมเครือนี้ทำให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและพยาบาลหน้างานไม่รู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร
ในระยะนี้ การเปิดพื้นที่ให้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมทดลองระบบเวร 12 ชั่วโมงก่อน และเก็บข้อมูลผลกระทบทั้งต่อพยาบาลและผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้มีหลักฐานประกอบการตัดสินใจในระยะต่อไปได้ดีกว่าการประกาศนโยบายโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
- ระยะกลาง: ค่าตอบแทนและสภาพแวดล้อมการทำงาน
หากต้องการรักษาพยาบาลไว้ในระบบ ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พยาบาลที่ทำงานหนักในโรงพยาบาลรัฐควรได้รับค่าตอบแทนที่สะท้อนถึงความเสี่ยงและภาระงาน การปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้แข่งขันได้กับภาคเอกชนและตลาดแรงงานต่างประเทศ จะช่วยลดแรงจูงใจในการลาออก
นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีและระบบสนับสนุนที่ช่วยลดภาระงานซ้ำซาก เช่น ระบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยอัตโนมัติ การใช้ผู้ช่วยพยาบาลสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ และการบริหารจัดการเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้พยาบาลมีเวลาทุ่มเทให้กับงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญจริง ๆ
- ระยะยาว: การปฏิรูปการผลิตกำลังคน
ในระยะยาว ประเทศไทยต้องการแผนกำลังคนด้านการพยาบาลที่ครอบคลุมและมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 10-15 ปี การเพิ่มโควตาการรับนักศึกษาพยาบาล การขยายสถาบันการศึกษาพยาบาล การเพิ่มจำนวนอาจารย์พยาบาล รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งสนใจเข้าสู่วิชาชีพนี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน
ขณะเดียวกัน การเปิดรับพยาบาลจากต่างประเทศในบางสาขาเฉพาะทางที่ขาดแคลนอาจเป็นมาตรการเสริมในระยะสั้น แม้จะมีความท้าทายเรื่องภาษาและความแตกต่างของระบบสาธารณสุข แต่ก็เป็นทางเลือกที่หลายประเทศใช้ได้ผลในบางกรณี
เมื่อนโยบายสะท้อนปัญหา มองในแง่บวกได้ไหม?
มีมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจจากพยาบาลที่ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า แม้การบังคับใช้เกณฑ์ชั่วโมงทำงานในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก แต่การมีเกณฑ์อยู่นั้นก็มีประโยชน์ในแง่หนึ่ง นั่นคือ มันจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าที่ใดมีปัญหาบุคลากรขาดแคลน
“ถ้าทำตามเกณฑ์แล้วพบว่าคนไม่พอ อย่างน้อยก็จะทำให้เห็นปัญหาชัดขึ้น และสามารถนำไปสู่การเติมบุคลากรในระบบได้” ความเห็นนี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกที่ว่า บางครั้งนโยบายที่ดูเหมือนยากต่อการปฏิบัติ อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวินิจฉัยปัญหาที่ซ่อนอยู่ได้
กล่าวคือ หากโรงพยาบาลพยายามจัดเวรตามเกณฑ์ใหม่และพบว่าทำไม่ได้ ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นหลักฐานที่นำไปสู่การของบประมาณหรือการอนุมัติอัตราบุคลากรเพิ่มได้ชัดเจนกว่าการร้องขอแบบเดิม ๆ ที่ไม่มีตัวเลขรองรับ
แต่การใช้นโยบายเป็น “เครื่องมือวินิจฉัย” โดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ก็อาจทำให้บุคลากรและผู้บริหารโรงพยาบาลต้องแบกรับแรงกดดันที่ไม่จำเป็น และในที่สุดอาจทำให้เกิดความผิดหวังในทุกฝ่ายได้ด้วยเช่นกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




