รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงนโยบายด้านสาธารณสุขต่อสภาผู้แทนราษฎร ตั้งเป้าพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้ประชาชนเข้ารักษาได้ทุกที่ทันที เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ และยกระดับบริการแพทย์ด้วยเทคโนโลยี AI และการแพทย์ทางไกล
ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุข “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ได้ประกาศใช้กรอบนโยบาย “MOPH PLUS+” ซึ่งวางโครงสร้างการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขผ่าน 7 เสาหลัก ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคง
ดูแลตั้งแต่เกิดจนแก่ ปฐมภูมิอัจฉริยะหัวใจหลัก
เสาแรกและเสาสำคัญที่สุด คือ การดูแลสุขภาพทุกช่วงวัยผ่านระบบปฐมภูมิ รัฐมนตรีเน้นย้ำการพัฒนาระบบปฐมภูมิให้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนรับการรักษาได้ทุกที่ทั่วไทย พร้อมขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรโดยเปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน และนำ “อาสาพยาบาล” ลงชุมชนดูแลกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันยังเดินหน้าจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดให้ครอบคลุมทุกอำเภอ
AI และจีโนมิกส์ ก้าวสู่การแพทย์แม่นยำ
เสาที่สอง มุ่งสู่ นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ โดยนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการรักษา ควบคู่กับการผลักดัน Genomic & Precision Care เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุดในระดับบุคคล นโยบายนี้ยังมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศให้เติบโตอย่างเป็นระบบ
“มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างและซับซ้อน ไม่ต่างจากที่ดินแต่ละแปลงที่มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้เราสามารถมองเห็นความแตกต่างนั้นได้ลึกถึงระดับเซลล์และระดับยีน นี่คืออนาคตของการแพทย์ไทย และประเทศไทยจะต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายพัฒนากล่าว
สมุนไพรและ Wellness Hub สุขภาพสร้างรายได้
เสาที่สามชูธง เศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยการปักหมุดไทยให้เป็น Medical & Wellness Hub อันดับหนึ่งของโลก แนวทางสำคัญได้แก่ การปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เร่งกระบวนการอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ตลาดสากล รวมถึงต่อยอดสมุนไพรไทยและกัญชาทางการแพทย์สู่เชิงพาณิชย์ระดับโลก
ประการแรก การส่งเสริมการลงทุน โดยเร่งปลดล็อกกฎหมายและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนจากทั่วโลก พร้อมเร่งรัดกระบวนการอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของไทยเข้าสู่ตลาดสากลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ประการที่สอง การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก ด้วยการนำศักยภาพด้านการแพทย์ สาธารณสุข และอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย ผสานกับเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทย มาสร้างความโดดเด่นในตลาดสุขภาพโลก
ประการที่สาม การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากล โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยและนวัตกรรมทางการแพทย์จากชุมชน ให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในตลาดโลก
พัฒนาระบุว่า แม้แนวทางดังกล่าวอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยโดยตรง แต่การบริหารจัดการระบบสุขภาพด้วยแนวคิดเชิงธุรกิจ จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบ และทำให้ “เศรษฐกิจสุขภาพ” กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
กระทรวงสาธารณสุขจะไม่เป็นเพียงหน่วยงานที่รอรับงบประมาณจากรัฐเท่านั้น แต่ต้องสามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ประเทศ โดยต่อยอดจากการลงทุนสะสมในระบบสาธารณสุขไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
“ระบบสาธารณสุขไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรามีทั้งศักยภาพทางการแพทย์ มาตรฐานบริการ และจุดแข็งด้านการบริการที่เปี่ยมด้วยความเอื้ออาทร ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ”
หากสามารถสร้างรายได้จากภาคสุขภาพได้มากขึ้น ประเทศก็จะมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และผู้ด้อยโอกาส ให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

ธรรมาภิบาลและความมั่นคงทางยา บทเรียนจากวิกฤตโรคระบาด
เสาที่สี่เน้น บริหารโปร่งใสและพร้อมรับวิกฤต ด้วยการปฏิรูปกฎหมายและระบบงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ พร้อมยกระดับการผลิตยาและวัคซีนในประเทศเพื่อให้ไทยพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติและนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาสมดุลทางการเงินของระบบสาธารณสุขโดยรวม
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
1.การปฏิรูปกฎหมายและระบบบริหาร ให้ทันสมัย สอดรับกับบริบทโลก ลดความล่าช้าในการดำเนินงาน และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
2.การพัฒนาระบบประกันสุขภาพสำหรับประชากรข้ามชาติ ทั้งแรงงานต่างชาติและนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างสมดุลทางการเงินให้กับระบบสาธารณสุข โดยไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับงบประมาณของประเทศ ทั้งนี้ อาจมีการกำหนดกลไกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือการทำประกันสุขภาพที่เหมาะสม
3.การสร้างความมั่นคงทางยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ ด้วยการยกระดับฐานการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตด้านสุขภาพ
พัฒนา กล่าวว่า การบริหารจัดการองค์กรด้านสุขภาพโดยเฉพาะหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานของคณะกรรมการหรือบอร์ดบริหารต่าง ๆ
“บอร์ดไม่ควรทำหน้าที่เพียงรับรองข้อเสนอที่ฝ่ายปฏิบัตินำเสนอเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และกล้าตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การตัดสินใจตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของประชาชนอย่างแท้จริง”
รพ.สีเขียวและศูนย์เชี่ยวชาญ ยกระดับคุณภาพบริการ
เสาที่ห้าผลักดัน บริการเป็นเลิศสู่โรงพยาบาลสีเขียว ด้วยการพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง และการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการรณรงค์ยุติวัณโรคและไวรัสตับอักเสบ พร้อมปรับโฉมโรงพยาบาลให้ใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero MOPH
โรงพยาบาลสีเขียวไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์หรือสีของอาคาร แต่หมายถึงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินงานควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก
“เราจะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดูแลทั้งสุขภาพของประชาชนและสุขภาพของโลกไปพร้อมกัน” นายพัฒนา กล่าว
แก้ปัญหาบุคลากร ขวัญกำลังใจคือรากฐาน
เสาที่หกตอบโจทย์เร่งด่วนเรื่อง การดูแลบุคลากรสาธารณสุข ด้วยการผลักดัน พ.ร.บ.อสม. และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนและสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ พร้อมยกระดับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงานจริง
พัฒนา กล่าวว่า บุคลากรสาธารณสุขคือกำลังหลักในการดูแลสุขภาพของประชาชน หากบุคลากรมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมสามารถส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
“เมื่อคนทำงานมีความสุข ก็จะสามารถให้บริการประชาชนด้วยหัวใจที่เป็นสุขเช่นเดียวกัน” นายพัฒนากล่าว
กระทรวงจะเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (พ.ร.บ.อสม.) และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในสายอาชีพให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ จะเดินหน้าแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบบริการมีความเข้มแข็งและรองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ
พัฒนากล่าวว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับการยกระดับสวัสดิการของบุคลากรในทุกมิติ ทั้งด้านค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับภาระงาน การดูแลสุขภาพของบุคลากร ตลอดจนการสนับสนุนสวัสดิการสำหรับครอบครัวของบุคลากรและผู้เสียสละ เป้าหมายคือการสร้างขวัญกำลังใจ ความมั่นคง และความสุขให้แก่บุคลากรสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ
“ผมเข้าใจดีว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากร แต่ไม่มีผู้บริหารคนใดที่คิดเป็นอื่น ทุกคนต้องการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด” นายพัฒนากล่าว
อย่างไรก็ตาม พัฒนายอมรับว่า การแก้ไขปัญหาบุคลากรยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งกฎหมาย ระเบียบ และงบประมาณ แต่กระทรวงจะเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง
“วิ่งไม่ได้ก็ต้องเดิน เดินไม่ได้ก็ต้องคลาน คลานไม่ได้ก็ต้องค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้า เราต้อง keep moving forward” นายพัฒนากล่าวและยืนยันว่า จะเดินหน้าผลักดันมาตรการต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
พัฒนาระบุอีกว่า บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในด้านวิชาชีพ บทบาท และภารกิจ จึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันกับทุกกลุ่มได้
“ทุกวิชาชีพมีความแตกต่าง ไม่มีนโยบายแบบ One Size Fits All เราต้องร่วมกันออกแบบและผลักดันแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มวิชาชีพ” เขากล่าว
พร้อมย้ำว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาระบบบุคลากรสาธารณสุขประสบความสำเร็จ
เข้า OECD ยกระดับมาตรฐานสากล
เสาที่เจ็ดวางเป้าหมาย ยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล โดยผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสาธารณสุขบนเวทีโลก
เป้าหมายของไทยไม่ใช่เพียงการผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ต้องการผลักดันให้บุคลากรสาธารณสุขไทยก้าวขึ้นไปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางด้านสุขภาพของโลก
“มาตรฐานระบบสาธารณสุขของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเพียงต้องก้าวออกมาให้โลกเห็นว่าไทยมีศักยภาพ และพร้อมเป็นผู้นำในเวทีสุขภาพโลก” เขากล่าว
แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้มีเทคโนโลยีขั้นสูงเทียบเท่าบางประเทศ แต่ไทยมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งด้านการบริการที่อบอุ่น อารยธรรมที่ยาวนาน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมแห่งความเอื้ออาทร
“ประเทศไทยไม่ได้มีดีเพียงแค่การท่องเที่ยวหรือการค้า แต่เมื่อใครเข้ามาอยู่ในความดูแลของบุคลากรสาธารณสุขไทย เขาจะได้รับการดูแลด้วยความเมตตา เอาใจใส่ และดูแลเสมือนญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและหาได้ยากในหลายประเทศ”
พัฒนา บอกว่า พร้อมจะเป็นทั้งลมใต้ปีก เป็นแรงสนับสนุน เป็นผู้เดินนำ หรือเป็นผู้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปด้วยกัน กระทรวงสาธารณสุขจะดูแลความเป็นอยู่ของบุคลากรทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (3) : งบสุขภาพยุคใหม่ จ่ายตามต้นทุน วัดผลด้วยประสิทธิภาพ
- ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (2) : ต้นทุนโรงพยาบาลต่างกัน ควรจ่ายเท่ากันหรือไม่?
- ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (1) : ต้นทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สูงกว่าสังกัดสธ.




