พินัยกรรมชีวิต (Living Will) ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 รับรองสิทธิทุกคนในการกำหนดรูปแบบบริการสาธารณสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิต ปฏิเสธการรักษา หรือเลือกยุติความทรมานจากความเจ็บป่วยและรักษา ให้ตายตามธรรมชาติอย่างสงบ โดยแพทย์ที่ปฏิบัติตามเจตนาไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย
กฎหมายนี้กลายเป็นรับรองสิทธิทางสุขภาพ ตัดสินใจที่จะไม่ยื้อชีวิต ปฏิเสธการรักษา เช่นการปั้มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการคืนสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเอง (self-determination) ของประชาชนในการจัดการชีวิตและความตาย หรือ “การตายดี”
นำไปสู่หนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามมาตรา 12 ของกฎหมาย ที่ผู้แสดงเจตนา “ตายดี” โดยต้องกรอกข้อมูลอย่างละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของการรักษาด้วยตนเอง เช่นต้องการรักษาเต็มที่รวมถึงการใช้เครื่องพยุงชีพ แต่หากบุคลากรด้านสุขภาพเห็นว่าไม่ได้ผล ก็อนุญาตให้ถอดเครื่องพยุงชีพได้และรักษาตามอาการเพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ทรมานและขอเสียชีวิตตามธรรมชาติ ไปจนถึงในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องการใช้เวลาหรือปรารถนาที่จะเสียชีวิตที่ใด บ้าน โรงพยาบาล หรือที่อื่น ๆ โดยต้องระบุ
อย่างไรก็ตาม “การตายดี” ไม่เพียงเป็นเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน มรดกและการทำพินัยกรรม การแสดงเจตจำนงสุดท้ายในการจัดการทรัพย์สินและกิจการต่าง ๆ หลังเสียชีวิต ล่าสุดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยการจัดการมรดกที่จะมีผลบังคับใช้ 24 มี.ค. 69
กฎกระทรวงว่าด้วย การทำพินัยกรรมหรือการแสดงเจตนาเกี่ยวกับมรดก พ.ศ. 2569
กฎกระทรวงว่าด้วย การทำพินัยกรรมหรือการแสดงเจตนาเกี่ยวกับมรดก พ.ศ. 2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 24 มี.ค. 69 นั้น เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งสำคัญหลังจากใช้กฎกระทรวงฉบับเดิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 หรือกว่า 60 ปี เพื่ออำนวนความสะดวกในการทำพินัยกรรม สร้างความโปร่งใส มีมาตรฐานทั่วประเทศ และลดข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกในอนาคต
กฎหมายใหม่นี้ครอบคลุมการดำเนินการเกี่ยวกับ พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง และพินัยกรรมแบบเอกสารลับ ซึ่งเป็นรูปแบบพินัยกรรมที่ดำเนินการผ่านนายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยได้มีการปรับปรุงขั้นตอนและหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและทันสมัยมากขึ้น
สาระสำคัญของการปรับปรุง ได้แก่ การเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนสามารถ ยื่นคำขอทำพินัยกรรมได้ที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตแห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา เพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการติดต่อราชการ
นอกจากนี้ ยังได้กำหนด วิธีการยืนยันตัวตนของผู้ทำพินัยกรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารราชการอื่นที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปลอมแปลงเอกสาร
ผู้ที่ทำพินัยกรรมจะต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องแสดงตนและลงลายมือชื่อต่อหน้านายอำเภอเพื่อเพิ่มความรัดกุมและสามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง
ผู้ทำพินัยกรรมสามารถร้องขอรับต้นฉบับพินัยกรรมไปเก็บรักษาเองได้ โดยนายอำเภอจะเก็บสำเนาไว้แทน เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บเอกสาร
กฎกระทรวงใหม่นี้ยังได้กำหนดแบบฟอร์มคำขอและเอกสารประกอบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิขอคัดและรับรองสำเนา เช่น ผู้ทำพินัยกรรม ผู้จัดการมรดก หรือทายาท เพื่อให้การดำเนินการมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
กฎหมายใหม่นี้ยังได้ปรับอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเช่น ค่าธรรมเนียมการทำพินัยกรรมปรับจาก 50 บาท เป็น 250 บาท และค่าคัดและรับรองสำเนาจาก 10 บาท เป็น 50 บาท ซึ่งทางสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ จากฉบับเดิมเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา
การทำพินัยกรรมที่กฎหมายรับรอง
ตามกฎหมายพินัยกรรมมี 5 รูปแบบ ดังนี้
- พินัยกรรมแบบธรรมดา ผู้ทำต้องทำเป็นหนังสือ พิมพ์ลงในกระดาษ ลงวัน เดือน ปี สถานที่ทำอย่างชัดเจน ลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะทำด้วย
- พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับ ลงวัน เดือน ปีที่ทำและต้องลงลายมือชื่อผู้ทำด้วย จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้
- พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งความประสงค์แก่นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต พร้อมพยานอย่างน้อย 2 คน เมื่อทำพินัยกรรมแล้ว นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตจะอ่านข้อความให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง เมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ผู้ทำพินัยกรรมพร้อมพยานทั้งสอง ต้องลงลายมือชื่อไว้ จากนั้นเจ้าพนักงานจะลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปีที่ทำ พร้อมประทับตราตำแหน่ง
- หลักฐานที่ต้องใช้ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จะทำพินัยกรรม กรณีผู้ทำพินัยกรรมอายุเกิน 60 ปี หรือป่วยควรมีใบรับรองแพทย์ว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พยานบุคคลอย่างน้อย 2 คน ซึ่งต้องเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับทรัพย์สินในพินัยกรรม และหลักฐานอื่น ๆ ถ้าม
- การทำพินัยกรรมรูปแบบนี้ ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และปลอดภัยสูงสุด เพราะเจ้ามรดกได้ไปแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่พร้อมพยาน 2 คน เพื่อจดข้อความลงในบันทึกราชการ และเก็บรักษาไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ/เขต ช่วยลดปัญหาข้อพิพาทมรด
- พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ เป็นการทำพินัยกรรมแล้วปิดผนึก และนำไปแสดงต่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อและพยานอีกอย่างน้อย 2 คน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดว่า เป็นพินัยกรรมของตน เจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำลง วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมแสดงไว้บนซองและประทับตราตำแหน่ง โดยผู้ทำพินัยกรรม พยานและเจ้าหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อไว้หน้าซองตรงที่ปิดผนึกด้วย
- พินัยกรรมทำด้วยวาจา ใช้ในกรณีที่บุคคลอยู่ในอันตรายเสี่ยงแก่ความตายและไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นได้ และต้องกระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน เมื่อการทำพินัยกรรมด้วยวาจาสิ้นสุดลง พยานต้องแจ้งต่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต ให้ทราบถึงข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจา วัน เดือน ปี สถานที่ทำพินัยกรรม และสาเหตุที่ไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นได้โดยเร็วที่สุด
ในการทำพินัยกรรมรูปแบบต่าง ๆ นี้ กฎหมายมรดกฉบับใหม่ได้กำหนดแบบฟอร์มคำขอและเอกสารประกอบ ต่างๆ เช่น คำร้องขอทำพินัยกรรม ขอตัดทายาทโดยธรรมตามกฎหมายมิให้รับมรดก หรือการสละมรดก การบันทึกข้อความของเจ้าหน้าที่รัฐ บันทึกหน้าและหลังซองในการเก็บพินัยกรรม แบบฟอร์มพินัยกรรมที่ทำด้วยวาจา เพื่อความรัดกุม ตรวจสอบพิสูจน์ได้ และคุ้มครองสิทธิของผู้แสดงเจตนา เช่นเดียวกับแบบฟอร์ม “ตายดี”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- รู้จักหนังสือแสดงเจตนา (e-Living Will) ทำไมจึงสำคัญ
- ชีวิตและความตาย สิทธิที่กำหนดได้ด้วยตนเอง
- ข้อเสนอปลดล็อก “การตายดี” ในเมืองกรุง




