
กฎกระทรวงว่าด้วยการทำพินัยกรรมฉบับใหม่ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69 ที่ผ่านมามีเนื้อหาสำคัญคือการลดขั้นตอน และเพิ่มความสะดวกในการทำพินัยกรรม ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการวางแผน"ตายดี" สะดวกมากขึ้น

สังคมสูงวัยกำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ จากผลสำรวจพบว่าผู้สูงอายุโดเดี่ยวลำพังเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.8 ล้านคน ทำให้สังคมไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในยุคการขยายตัวของความเป็นเมือง ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น และการออกแบบเพื่อรองรับมีความซับซ้อน นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำยิ่งขึ้น

หลังมีความพยายามจัดระบบระบบตายดีให้กับคนกรุงเทพ ตั้งเป้าหมายเปิดสถานชีวาภิบาล 250 แห่ง รองรับสังคมสูงวัย แต่พบว่ามีรอยต่อของระบบ ไม่เชื่อมโยง ในการยืนยันเจตจำนงค์สุดท้ายของผู้ป่วย ทำให้ไม่สามารถทำตามเจตจำนงได้ ขณะที่ งบประมาณผู้ป่วยระยะสุดท้ายของ สปสช. 10,442 บาทต่อปี ไม่สอดคล้องต้นทุนจริง ไม่จูงใจ

นโยบายสิทธิการตายดี ถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน” โดยประกาศผลักดันมีสถานชีวาภิบาลอย่างน้อย 1 แห่งในทุกจังหวัด รับสังคมสูงวัย แต่ในช่วงเลือกตั้ง 69 พรรคการเมืองขนาดใหญ่กลับไม่มีนโยบายที่ชัดเจน แต่เปลี่ยนโฉมเป็นมาตรการดูแลผู้สูงอายุ

30% ของคนกรุงเท่านั้น ที่มีโอกาสเข้าถึง “การตายดี” และมีเพียง 3% ที่ได้จากไปอย่างสงบ "ที่บ้าน" แม้จะมีนโยบายสนับสนุน แต่ปัญหาด้านงบประมาณ บุคลากร และความเข้าใจ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข

ผ่านมาแล้ว 2 ปี กับนโยบายสถานชีวาภิบาล ความคืบหน้าวันนี้เป็นอย่างไร สถานการณ์การดูแลประคับประคองในไทยก้าวไปสู่จุดไหน ยังมีช่องว่างตรงไหนที่ต้องอุดรอยรั่วเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการตายดี

ละครซีรีส์การุณยฆาต ออกอากาศทางช่องวัน 31 ได้รับความสนใจจากสังคมไทยเป็นอย่างดี ละครนี้ เกิดจากนิยาย เรื่องการุณยฆาต ประพันธ์โดยนักเขียนซึ่งเป็นแพทย์ผู้ทำงานด้านเวชศาสตร์ประคับประคอง หรือเรียกกันว่า “หมอพาลิ” ผู้ให้การดูแล Palliative care

ชีวิตและความตาย คนเรานั้นควรมีชีวิตแบบที่เรียกว่า “อยู่ก็สบาย ตายก็เป็นสุข” แต่จะตายอย่างเป็นสุขได้ก็ต้องมีการเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ยังไม่ตาย เช่นเดียวกับการมีชีวิตที่สุขสบายซึ่งก็ต้องมีการเตรียมตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ การเตรียมเพื่อการตายที่เป็นสุข จำเป็นต้องทำตั้งแต่ก่อนตายเมื่อชีวิตและร่างกายยังแข็งแรง

การการุณยฆาตผู้ป่วยเป็นประเด็นที่ซับซ้อนเนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับแนวคิดของเรื่องความตาย สิทธิมนุษยชน ระบบกฎหมาย รวมทั้งความพร้อมของสังคมและระบบริการสุขภาพของประเทศนั้นที่อนุญาตให้ดำเนินการได้

e-Living Will หรือ หนังสือแสดงเจตนา เริ่มมีความสำคัญและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย จากความคิดที่ว่า "การตายเป็นสิทธิ"ของบุคคล ดังนั้นสามารถเลือกได้ว่าจะได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างไร ขณะนี้ระบบมีความพร้อมเปิดให้สามารถจัดทำได้ผ่านเว็บไซต์กลาง

จากจุดเริ่มต้นของแนวคิดให้ทุกคนเข้าถึง “สิทธิการตายดี” สามารถใช้เวลาช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตให้จากไปอย่างไม่ทุกข์ทรมาน ยกระดับมาสู่ “นโยบายสถานชีวาภิบาล” ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 2 รัฐบาล แม้จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ยังมีหลายปัญหาที่ยังสะดุด ต้องช่วยกันเร่งแก้เพื่อให้นโยบายเดินหน้าต่อได้

การออกแบบนโยบายที่เน้นเพิ่มปริมาณสถานชีวาภิบาล ทั้งที่ระบบหลักมีอยู่แล้ว สะท้อนถึงปัญหา “การขาดความเชื่อมโยง” นโยบายรัฐบาลกับคนทำงานด้านชีวาภิบาล ทำให้สายพานการทำงานเต็มไปด้วยอุปสรรคและความสับสน เปิด 6 ข้อเสนอ “นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์” ให้คนไทยเข้าถึงสิทธิการตายดีได้อย่างแท้จริง

ครบ 1 ปีนับตั้งแต่มีการแถลงเดินหน้า "นโยบายสถานชีวาภิบาล" จากรัฐบาล "เศรษฐา" สู่ "แพทองธาร" ล่าสุดมีศูนย์ชีวาภิบาลและคลินิกผู้สูงอายุในระบบโรงพยาบาล-สถานชีวาภิบาลชุมชน-บ้านชีวาภิบาลเพิ่มแล้วทั่วประเทศ Policy Watch ชวนมองโอกาสและทิศทางต่อจากนี้สู่ภาพฝัน "สิทธิการตายดี" อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การดูแลแบบประคับประคองในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีพัฒนาการทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการมรณภาพของท่านพุทธทาสภิกขุ จนถึงการประกาศนโยบายสถานชีวาภิบาลในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน