สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาถึงเดือนเมษายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังแผ่แรงกระแทกเข้ามาถึง “กระเป๋าเงิน” ของคนไทยอย่างชัดเจน ผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการแทบทุกหมวด ตั้งแต่พลังงาน อาหาร สินค้าอุปโภค ไปจนถึงค่าขนส่งและการเดินทาง
ภาพรวมที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่ “ของแพงชั่วคราว” แต่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังไต่ระดับเป็นภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่
พลังงาน “ต้นทางวิกฤต” ดันต้นทุนทั้งระบบ
ต้นตอสำคัญเริ่มจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง หลังการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เคยทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังทรงตัวในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์
แรงกระแทกนี้จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบทันทีต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเริ่มจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ก๊าซหุงต้ม (LPG) และ LNG พุ่งสูง โดยราคา Spot LNG ในเอเชียเพิ่มขึ้นกว่า 140%
ส่วนค่าไฟฟ้าปรับขึ้นผ่านค่า Ft อีก 16.23 สตางค์ต่อหน่วย มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 256 ดังนั้นต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงกระทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าบริการที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนที่เริ่มพาเหรดปรับขึ้นราคาดังนี้
อาหาร-เกษตร “แพงทั้งห่วงโซ่”
เมื่อพลังงานแพง ต้นทุนการผลิตอาหารก็พุ่งตามเป็นเงาทั้งค่าขนส่ง อาหารสัตว์ และวัตถุดิบการเกษตรเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผักสด ปรับราคาสูงขึ้น ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะยูเรีย ปรับขึ้น 23–37% จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ ร้านอาหารทยอยขึ้นราคา หลังแบกรับต้นทุนวัตถุดิบและก๊าซไม่ไหว ดังนี้
- ไข่ไก่
ปรับขึ้นราคาแนะนำไข่คละหน้าฟาร์มอีก 30 สตางค์ต่อฟอง ทำให้ราคาขยับมาอยู่ที่ 3.80 บาท (ส่งผลให้ไข่ไก่เบอร์ 3 ตามตลาดสดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 – 4.00 บาท/ฟอง หรือประมาณ 110 – 120 บาทต่อแผง)
- เนื้อหมู
ราคาหมูหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 72 บาท (ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลขยับไปแตะ 145 – 155 บาทต่อกิโลกรัม) เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์ (กากถั่วเหลือง) พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตนำเข้า
- น้ำมันพืช (โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม)
ปรับขึ้นเฉลี่ย 5 – 8 บาทต่อขวด (ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50 – 53 บาท) เนื่องจากผลผลิตบางส่วนถูกดึงไปใช้ในภาคพลังงานทดแทน
- ผักสดบางชนิด
ผักที่มีต้นทุนการขนส่งสูงหรือต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากเริ่มปรับราคาขึ้น เช่น ผักบุ้งจีน (70-80 บาท/กก.) และ ผักชี (ขยับไปแตะ 100 บาท/กก. ในบางพื้นที่)
- ข้าวแกงและอาหารจานเดียว
ร้านค้าเริ่มปรับราคาขึ้น 5 บาทต่อจาน (เช่น จาก 50 บาท เป็น 55-60 บาท) เพื่อชดเชยต้นทุนก๊าซหุงต้ม วัตถุดิบสด และค่าเดินทางไปตลาดที่แพงขึ้
สินค้าอุปโภค บริโภค “เริ่มขยับ-จ่อขึ้นยกแผง”หลัง 16 เมษายน 2569
สินค้าหลายรายการเริ่มปรับขึ้นแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานและบรรจุภัณฑ์พลาสติก
- น้ำมันปาล์ม ขึ้น 5–8 บาทต่อขวด น้ำดื่มบรรจุขวด ขึ้นราว 5 บาทต่อแพ็ก
- สินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก สบู่ แชมพู ยาสีฟัน และกระดาษทิชชู ก็กำลังเข้าสู่คิว “ขอปรับราคา” จากแรงกดดันต้นทุนปิโตรเคมีและค่าขนส่ง
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: แม้ปัจจุบันจะยังตรึงราคาซองละ 7 บาทไว้ได้ แต่ผู้ผลิตส่งสัญญาณว่าต้นทุนซองพลาสติกและค่าขนส่งแบกรับไม่ไหวแล้ว คาดว่าจะมีการเจรจาขอปรับราคาหลังจบเทศกาลสงกรานต์
- อาหารกระป๋อง โดยเฉพาะปลากระป๋อง เนื่องจากต้นทุนเหล็กทำกระป๋องและน้ำมันพืชที่เป็นส่วนประกอบปรับตัวสูงขึ้น
ขนส่ง-โลจิสติกส์ “ตัวเร่งราคาทุกสินค้า”
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือภาคขนส่งที่ต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างหนักที่ผ่านมาได้มีการประกาศปรับราคาขึ้นแล้วดังนี้
- ทางเรือ
ค่าระวางเรือเพิ่ม 50–100%แตะระดับราว 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ใช้เวลานานขึ้น 10–15 วัน
- เรือด่วนเจ้าพระยา
มีการปรับขึ้นราคา ทุกประเภทเรือ (ทุกสีธง) โดยเป็นการปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 (ปรับขึ้นอีก 2 บาทจากรอบปลายเดือนมีนาคม) ทำให้ราคาใหม่เป็นดังนี้:
- เรือธงส้ม (นนทบุรี – วัดราชสิงขร): ปรับจาก 18 บาท เป็น 20 บาท (ตลอดสาย)
- เรือธงเหลือง (นนทบุรี – สาทร): ปรับจาก 23 บาท เป็น 25 บาท (ตลอดสาย)
- เรือธงเขียวเหลือง (ปากเกร็ด – สาทร): ปรับจาก 35 บาท เป็น 37 บาท
- เรือธงแดง (ปรับอากาศ): ปรับจาก 32 บาท เป็น 34 บาท
- เรือโดยสารคลองแสนแสบ
ปรับขึ้นราคา 2 บาททุกระยะ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป: ราคาเดิม: 13 – 23 บาท ราคาใหม่: 15 – 25 บาท
- เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา
มีการปรับขึ้นราคาใน 4 เส้นทางหลักที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เส้นทาง: ท่าพระจันทร์-วังหลัง, ท่าช้าง-วังหลัง, ท่าช้าง-วัดระฆัง และ ท่ามหาราช-วังหลัง ราคาเดิม 4.50 บาท เป็นราคาใหม่ 6.00 บาท ต่อคน/ต่อเที่ยว
- รถโดยสาร
ปรับขึ้นค่าโดยสาร คือรถโดยสารระหว่างเมือง ประเภทรถบัส ปรับขึ้น 5 บาทต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ส่วนประเภทรถตู้ จะปรับขึ้น 2 บาทต่อ 100 กิโลเมตร เพื่อให้เกิดความสมดุล มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนนี้เป็นต้นไป
- การเดินทางทางอากาศ (สายการบิน)
- ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงแตะระดับ 170-180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ ตั๋วเครื่องบินในประเทศ: ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569
- ค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge): มีการจัดเก็บเพิ่มในอัตราประมาณ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,800 – 2,200 บาท) ต่อเที่ยวบิน สำหรับบางสายการบิน เช่น บางกอกแอร์เวย์ส และอาจมีการทบทวนราคาอีกครั้งหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน
การขนส่งพัสดุและโลจิสติกส์ในไทย
- ผู้ให้บริการขนส่งหลายรายเริ่มปรับราคาขึ้นเนื่องจากต้นทุนน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นเอกชน (J&T Express และค่ายอื่น ๆ): ประกาศปรับขึ้นค่าบริการ ชิ้นละ 3 บาท โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อรองรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
- ไปรษณีย์ไทย (ปณท.): * ช่วง 1 – 15 เมษายน 2569: รัฐบาลสั่งให้ “ตรึงราคา” เดิมไว้ก่อนเพื่อลดภาระประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569: จะเริ่มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) เพิ่มขึ้น 3 บาทต่อชิ้น เฉพาะบริการเชิงพาณิชย์ ได้แก่ EMS และ e-CoPost * หมายเหตุ: บริการพื้นฐาน เช่น จดหมายธรรมดา และพัสดุลงทะเบียน ยังคงราคาเดิม
จากวิกฤตพลังงาน ที่วิกฤตผู้บริโภคต้องแบกรับ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงาน แต่กำลังลุกลามเป็น “วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Shock)ที่สุดท้ายประชาชนที่เป็นผู้บริโภคต้องแบกรับทั้งหมด
- พลังงานแพง → ขนส่งแพง
- ขนส่งแพง → วัตถุดิบแพง
- วัตถุดิบแพง → สินค้าปลายทางแพง
สุดท้ายผู้บริโภคต้องรับภาระ “ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทั้งตะกร้า” ขณะที่สัญญาณเตือน: ของแพงยังไม่จบ แม้ปัจจุบันหลายสินค้ายังอยู่ในช่วง “ตรึงราคา” จากความร่วมมือรัฐและเอกชนแต่ข้อเท็จจริงคือ “ต้นทุนจริง” ได้ปรับขึ้นไปแล้วหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายหลังสงกรานต์ 2569 มีแนวโน้มสูงที่สินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับราคาครั้งใหญ่พร้อมกัน
“สินค้า-บริการขึ้นราคา” ในรอบนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะจุดแต่คือแรงกระเพื่อมจากวิกฤตโลกที่กำลังซัดเข้ามาทั้งระบบเศรษฐกิจไทยและคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “ของจะแพงแค่ไหน”แต่คือ รัฐจะมีมาตรการรองรับค่าครองชีพของประชาชนได้เพียงพอหรือไม่ ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




