เรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กแบบเปิด (Small open economy) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเหล่านี้เป็นหลัก
บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อกลุ่มคนจนและคนเปราะบางในไทย และนำเสนอแนวทางที่รัฐบาลไทยอาจพิจารณาดำเนินการเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
แม้วิกฤตพลังงานอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะกระทบกับหลายประเทศที่พึ่งพาพลังงาน แต่ประเทศกำลังพัฒนา (Developing countries) มักได้รับผลกระทบมากกว่าด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
- มีการพึ่งพาพลังงานและสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสูง
- มีอัตราความยากจนสูงและเศรษฐกิจมีการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมสูง และ
- มีทรัพยากรและความสามารถที่จำกัดในการบรรเทาผลกระทบมีอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด-19
ต้องย้ำว่าทั้ง 3 ข้อ ไม่ใช่เรื่องความผิดแต่อย่างใด แต่เป็นคุณลักษณะ (Feature) ของประเทศกำลังพัฒนาที่ทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
น้ำมันดิบ (Crude oil) เป็นสินค้านำเข้าหลักของไทย และมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและการผลิตสินค้าและบริการ ข้อมูลจาก International Trade Centre พบว่า ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบหรือ Crude oil (HS 2709) กว่า 29.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) มากที่สุด 12.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 42% ของการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาเป็นสหรัฐอเมริกาและซาอุดิอาระเบีย โดยการขนส่งน้ำมันดิบจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดิอาระเบียจำเป็นที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เผชิญกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
จากข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ 1)มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยจาก UAE เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าคู่ค้าหลักด้านการนำเข้าอื่น สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคนี้ที่เหนียวแน่น 2) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในแถบอาเซียน (เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า ทำให้ไทยน่าจะได้รับผลกระทบเรื่องพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางมากกว่าประเทศอื่น และ 3) เมื่อพิจารณาการนำเข้าสินค้าพิกัดศุลกากรในระดับ 6 หลัก ครอบคลุมสินค้ากว่า 6,000 รายการ พบว่า น้ำมันดิบ (HS 270900) เป็นสินค้านำเข้าสำคัญอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนคิดเป็น 10.89% ของการนำเข้าทั้งหมด สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก9.28% ในปี 2019 ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์การใช้น้ำมันดิบภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากน้ำมันดิบแล้ว ปุ๋ย โดยเฉพาะยูเรีย เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงและมีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในปี พ.ศ. 2568 ไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรีย (พิกัดศุลกากร 310210) จากซาอุดิอาระเบียมากที่สุด กว่า 457.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.15 ล้านตัน) คิดเป็น 42% ของการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด รองลงมาเป็นการนำเข้าจากมาเลเซีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งประเทศอื่นในแถบอาเซียนไม่ได้มีการนำเข้าปุ๋ยดังกล่าวจากตะวันออกกลางมากเช่นไทย ทั้งนี้ หากราคาปุ๋ยแพงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว ผักและผลไม้ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีรายได้จำกัดและพึ่งพาปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เกษตรกรมีทางเลือกที่ลำบาก การลดการใช้ปุ๋ยอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตต่อไร่ ขณะที่การใช้ปุ๋ยเท่าเดิมทำให้กำไรต่อไร่ (ที่มีน้อยอยู่แล้ว) ลดลง ทั้งสองทางล้วนกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร หากไม่ได้รับการส่งเสริม/ช่วยเหลือที่เหมาะสม
งานวิจัยจำนวนมาก ชี้ให้เห็นว่า คนจน (ผู้ที่มีรายได้/ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน) และประชาชนกลุ่มเปราะบาง มักเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ (Economic shocks) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับสงครามตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่นี้ การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อนี้เป็นเสมือนภาษีที่คนจนจ่ายในอัตราที่สูงกว่าคนรวย นอกจากนั้น คนจนยังคงใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับการบริโภค ทำให้ไม่มีเงินออมที่มากพอที่จะปรับตัวหรือรักษาความกินดีอยู่ดีในช่วงที่ราคาสินค้าแพงขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในทางทฤษฎี เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุน (Cost-push inflation)จึงทำให้ความยากจนเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเกราะกำบังผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจให้กับคนจน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความยากจนของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่สู้ดีนัก จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า อัตราความยากจน (ร้อยละของประชากรที่มีรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่าเส้นความยากจน) ในปี พ.ศ. 2567 อยู่ที่ 4.89% โดยเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2566 ที่อยู่ที่ระดับ 3.41%
เมื่อดูจำนวน พบว่า จำนวนคนจนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นมากถึง 1 ล้านคนภายในปีเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงกว่าเมื่อครั้งเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรฐานการครองชีพของคนไทยแย่ลงตั้งแต่ก่อนสงครามตะวันออกกลางในปี พ.ศ. 2569 และมีแนวโน้มแย่ลงจากวิกฤตพลังงานและอาหาร
เมื่อดูความยากจนเชิงพื้นที่ พบว่าภาคที่มีจำนวนคนจนมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและยังเป็นภาคที่มีคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุดอีกด้วย ขณะที่สถิติคนจนแยกตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่าคนจนที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจาก 6.17% ถึง 9.61% ระหว่างปี พ.ศ. 2566 ถึง 2567 ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวสูงกว่าในช่วงที่มีการระบาดของโรคCOVID-19 ดังนั้น เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงกว่ากลุ่มประชากรอื่น ๆ
แนวทางที่รัฐบาลอนุทินสามารถทำได้มีด้วยกัน 4 แนวทาง
กล่าวโดยสรุป งบประมาณกว่า 4,700 ล้านบาทจะไม่สามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย/กลุ่มเปราะบางได้อย่างแท้จริงและตรงวัตถุประสงค์ หากไม่มีการปรับปรุงการดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมคนจนมากขึ้น
3. ในระยะกลาง–ยาว นอกเหนือจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ภาครัฐควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค (Regional framework) อย่าง ASEAN หรือ RCEP เพื่อเป็นเวทีในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (และอาหาร) ตัวอย่างความร่วมมือในระดับอาเซียนที่สามารถแสวงหาความร่วมมือให้แข็งแกร่งขึ้น อาทิ The ASEAN Petroleum Security Agreement และ The ASEAN Power Grid
ความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ไทยตกอยู่ในที่นั่งลำบาก แม้ว่าวิกฤตพลังงานในครั้งนี้จะกระทบกับประชาชนทุกกลุ่ม แต่บทเรียนในอดีตชี้ให้เห็นว่าคนยากจนและคนเปราะบางมักแบกรับต้นทุนของวิกฤตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า การเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของการใช้งบประมาณด้วย การเพิ่มการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของคนจนเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลไทยนับตั้งแต่ที่มีการใช้นโยบายช่วยเหลือทางสังคม (Social assistance program) อย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2560 วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลในปัจจุบันจะยกเครื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของไทยเพื่อเตรียมความพร้อมกับความผันผวนของเศรษฐกิจในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




