ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. มีมติเห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
หนึ่งในนั้น คือ นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก
โครงการนี้เปิดให้ประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือ (ไฟฟ้าที่ผลิตเกิน) เข้าระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ติดตั้ง SolarRooftop โดยมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณากำหนดหลักการในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing
สำหรับ Net Billing คือ ระบบการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน กับ ค่าขายไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ให้การไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน โดยหน่วยเครดิตซึ่งหมายถึงหน่วยเก็บสะสมไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินจะอยู่ในรูปแบบ “หน่วยเงิน” ซึ่งราคารับซื้อไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายของภาครัฐ
ลดขั้นตอนขออนุญาตติดโซลาร์เซลล์
นอกจากนี้ ครม. มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟผ.) พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)
กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน รวมถึงให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop และมอบหมายให้ กกพ. กฟผ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกฟน. พิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงข้อกำหนดปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวมของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หน่วยเป็นกิโลวัตต์) ของผู้เชื่อมต่อทุกรายที่เชื่อมต่อในหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกันต้องไม่เกินขีดจำกัด 15% ของพิกัดหม้อแปลงจำหน่าย (หน่วยเป็นกิโลโวลต์-แอมแปร์)
รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง สามารถพิจารณาปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชนได้ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับหน่วยงานของรัฐในรูปแบบ ESCO Model โดยให้เสนอส่วนลดอัตราค่าหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ และไม่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบการไฟฟ้า โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง จัดทำแนวทางดำเนินการและพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถด าเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยกเลิก Adder หนุนโรงไฟฟ้าหมุนเวียน
ครม. ยังมีมติให้พิจารณากำหนดอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ครบแล้ว โดยพิจารณามอบหมายให้ กพช. พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับซื้อจากรูปแบบ Adder เป็นรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยพิจารณากำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่เกินอัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน รวมทั้งกำหนดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ที่เหมาะสม
สำหรับ Adder เป็นมาตรการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่รัฐบาลไทยเคยใช้ในอดีต เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในช่วงที่ต้นทุนเทคโนโลยียังสูงอยู่ โดยกลไกหลัก คือการ จ่ายราคารับซื้อไฟฟ้าในรูป “ค่าไฟฐาน บวกเงินส่วนเพิ่ม (Adder)” เป็นระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้โครงการมีผลตอบแทนสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้น เพื่อชดเชยต้นทุนการลงทุนที่สูงในอดีต
นโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนที่มีการขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้า และสามารถช่วยลดการนำเข้า LNG ของประเทศเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศ สนับสนุนการกระจายศูนย์การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้มีความทั่วถึงและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
กพช.เคาะรับซื้อไฟคืน 500 เมกะวัตต์
ต่อมา ที่ประชุม กพช. เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 มติเห็นชอบตามมติ ครม. เรื่องการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ NetBilling เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
ขณะเดียวกันมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2569 รวมถึงมอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
ย้อนรอยอัตรารับซื้อไฟ
ในอดีต อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาล
- ยุคเริ่มต้น (Solar Feed-in Tariff – FiT): ในช่วงปี 2556-2558 รับซื้อในอัตราที่สูงมากถึงประมาณ 6.16 – 6.96 บาทต่อหน่วย เพื่อจูงใจให้คนหันมาติดตั้งในช่วงที่ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ราคาสูง และเป็นช่วงเริ่มต้นของโซลาร์
- ช่วงปี 2562-2563 : รัฐบาลเริ่มต้นดำเนินโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” อย่างเป็นทางการ โดยปรับลดราคารับซื้อลงมาเหลือ 1.68 บาท/หน่วย
- ช่วงปี 2564-2568 : ปรับราคารับซื้อขึ้นเป็น 2.20 บาท/หน่วย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้จนถึงปัจจุบัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




