เนื่องจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย 4 องค์ประกอบได้แก่
- วัฒนธรรม มาจากเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ สังคม วิถีชีวิตในพื้นที่ที่บ่มเพาะมานาน
- กิจกรรม ด้านวัฒนธรรมและกลไกการขับเคลื่อนบนฐานวัฒนธรรมให้เกิดอุตสาหกรรมและการกระจายรายได้
- ผู้คน ที่ทำงานสร้างสรรค์และผู้ประกอบการสร้างสรรค์รวมตัวกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- เมือง ที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการทำงาน การลงทุน การผลิตและจำหน่ายสินค้า
ทั้งนี้ แต่ละย่านแต่ละเมืองของกรุงเทพฯ ล้วนมีศักยภาพที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะต่างมีลักษณะ “ภาวะแบบจานสลัด (Salad Bowl)” ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแตกต่างกัน จึงเป็นต้นทุนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจย่านให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ โดยมีผู้คนในแต่พื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับยืนยันถึงลักษณะที่โดดเด่นของย่าน (City DNA) นั้น
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ กลับสร้างความยากลำบากให้ ‘ผู้อยู่อาศัย’ และ ‘คนทำงาน’ ในย่านเอง เพราะราคาที่ดินมีราคาสูง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำคัญศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ซึ่งในปี 2568-2569 มีราคาสูงทะลุเพดาน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.7-3.1 ล้านบาทต่อตารางวา เช่น ย่านสามย่านที่มีราคาเฉลี่ยสูงกว่า 250,000 – 1,000,000 บาทต่อตารางวา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความใกล้รถไฟฟ้า
ราคาที่ดินที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าอาหาร ค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่เส้นความยากจนช่วงปี 2568-2569 อยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมีคนไทยจำนวน 3.4 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่า “เส้นความยากจน” หรือมีรายได้ไม่ถึง 100 บาทต่อวัน ส่งผลให้คนในพื้นที่ถูกเบียดขับออกไปไกลจากใจกลางเมือง
การพัฒนาเศรษฐกิจย่านเมืองจึงมีโจทย์ใหญ่คือ จะพัฒนาอย่างไรให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ได้ และทำให้อัตลักษณ์ของย่านยังคงอยู่ไปพร้อมกับผู้คน คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในย่านนั้นจึงร่วมกันออกแบบและเสนอไอเดียพัฒนาเมือง ในรายการ Bangkok Pitch แผนพลิกบางกอก ทาง Thai PBS โดยมี 2 กลุ่ม ที่เสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจย่านในเมือง แก้ไขปัญหาปากท้องคนในพื้นที่ และทำให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สภาย่าน ภาษีย่าน ช่วยลดคนจนเมือง
นิสิตจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รวมตัวกันในทีม นิสิตสามย่าน มาพร้อมกับข้อเสนอเชิงนโยบายให้สามย่านเป็น “เมืองที่อยู่ได้สำหรับทุกคน” ที่มาจาก pain point ของพวกเขา ที่ต้องใช้ชีวิตในย่านนี้และเผชิญกับค่าครองชีพที่แพง ทั้งค่าเดินทาง ค่าหอพัก ค่าอาหารในแต่ละมื้อแต่ละวัน
สาเหตุจากค่าเช่าที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนทุกอย่างแพงตาม คนในชุมชนก็อยู่ไม่ได้ ต้องออกไปอยู่นอกเมืองแทน นำไปสู่การตั้งคำถามกับย่านนี้ว่า เมืองนี้ออกแบบมาเพื่อใคร? ใครต้องปรับตัว ระหว่างเมืองหรือคน? และหาทางออกในเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ทั้งผู้อยู่อาศัย ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ค้ารายย่อย แรงงาน เจ้าที่ดิน สามารถหาจุดร่วมกันและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งนี้ นิสิตสามย่าน ได้เสนอนโยบายให้ว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพฯ ได้แก่
- เก็บภาษีกำไรที่เพิ่มขึ้นของที่ดิน โดย กทม. กรมธนารักษ์ และสถาบันการศึกษาเจ้าของที่ดินเป็นหลัก เพื่อนำเงินกลับสู่ย่าน นำมาสร้างศูนย์เด็กเล็กและพื้นที่สาธารณะ
- ให้ กทม. ประสานทุกฝ่ายในสามย่าน ทำข้อตกลงร่วมระหว่างสำนักผังเมือง กทม. สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ SME กำหนดเพดานค่าเช่า และขนาดพื้นที่ใช้สอยส่วนรวม รวมทั้งให้จ้างงานคนในชุมชนก่อน เพื่อป้องกันการขึ้นค่าเช่าที่ และแบ่งที่ดินเอกชนให้คนได้ใช้สาธารณประโยชน์นอกเหนือจากพื้นที่เพื่อการพาณิชย์
อีกทั้ง เพื่อให้คนในย่านมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตย่านของตนเอง รวมถึงมีโอกาสเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับชีวิตและแรงงาน เช่น แหล่งอาหารถูก ศูนย์เลี้ยงเด็ก ขนส่งสาธารณะ ไปพร้อมกับรักษาทุนทางสังคมและอัตลักษณ์อันลุ่มรวยของย่าน
เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ครบ 3 องค์ประกอบ คือ พื้นที่ ชุมชน และ ผู้ประกอบการ ซึ่งกรุงเทพฯ ต้องรับรองการมี สภาย่าน (Neighbor Assembly) ทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองอำนาจของคนในย่านสามารถกำหนดและตัดสินใจแนวทางพัฒนาย่านที่ตนชีวิตอยู่
พลิกกองขยะเป็นกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำหรับทีม ปากคลองบานฉ่ำ จากคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เสนอ โครงการ “พื้นที่ทดลอง ปากคลองตลาดย่านสร้างสรรค์” เปลี่ยนขยะในตลาดดอกไม้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้การจ้างงานในชุมชน
เนื่องจากนักศึกษากลุ่มนี้พบว่า กรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหาขยะล้นเมือง ซึ่ง กทม. มีขยะ 6,025.92 ตันต่อวัน หากแต่สามารถนำกลับมาใช้ได้แค่ 14.68 % เท่านั้นคือ 884.73 ตัน ส่วนที่เหลือราว 85% กลายเป็นขยะฝังกลบและงบประมาณที่ต้องสูญเสีย
และจากที่เรียนหนังสือใกล้กับปากคลองตลาด พบว่าปากคลองตลาดมีขยะดอกไม้จำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ขยะจำนวนหนึ่งยังสามารถรีไซเคิล หรือนำมาออกแบบเป็นงานศิลปะได้ หากแต่ย่านยังขาดระบบกลไกคัดแยกขยะ และนำกลับมาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพราะแต่ละร้านรวงยังไม่มีแรงจูงใจ พ่อค้าแม่ขายไม่ได้มีเวลาที่จะคัดแยก เพราะมองว่ากระบวนการยุ่งยากและมองไม่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
โครงการนี้จึงเป็นการนำขยะมาคัดแยกและแบ่งเกรดขยะ แยกดอก กลีบ ก้าน ใบ และพลาสติก เพื่อนำมาทำงานศิลปะ ผลิตของที่ระลึก จัดเทศกาล ไปจนถึงจัด workshop รีไซเคิลสร้างผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่มพูนรายได้ผู้ประกอบการ
ขยะดอกไม้อีกส่วนหนึ่งทางโครงการจะนำมารีไซเคิลทำถ่านชีวภาพและสี โดยกิจกรรมต่าง ๆ จะจ้างว่างงานและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้สร้างอาชีพ
สำหรับบทบาทกรุงเทพมหานคร ปากคลองบานฉ่ำ เสนอให้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก จัดสรรพื้นที่ที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างชุมชน เอกชน สถานศึกษา และจัดตั้งกองทุนพัฒนาปากคลอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาย่านให้ยั่งยืนมากขึ้น
ความท้าทายของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเป็นธรรม
ทั้ง ‘สามย่าน’ และ ‘ปากคลองตลาด’ มีความแตกต่างกันในเรื่องปัญหา อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจ การที่จะสร้างเศรษฐกิจย่านนั้นจึงมีกระบวนการที่ซับซ้อนแตกต่างกัน ซึ่งทางคณะคอมเมนเตเตอร์ ในรายการ ได้แก่
รศ.สุพิชชา โตวิวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีตประธานกรรมาธิการสถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง
อาทิตย์ โกวิทวรางกูร ผู้ร่วมก่อตั้งสเปซย่านสี่พระยา และนักขับเคลื่อนอิสระเครือข่ายมักกะสัน
เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ หัวหน้ากลุ่ม Made in Song Wat
ได้วิเคราะห์และเสนอแนวทางพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายของทั้ง 2 ทีม เพื่อให้ผู้ว่า กทม.สามารถนำไปใช้ได้ทันทีและแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
อาทิตย์ มองว่าข้อเสนอ ‘สภาสามย่าน’ และ ‘การจัดเก็บภาษีสามย่าน’ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาในระดับ ‘ราก’ ถือว่าคนรุ่นใหม่กำลังเล่นใหญ่ และเป็นเรื่องที่ควรทำ และย่านเมืองต่าง ๆ ก็ควรจะมีรูปแบบเช่นนั้น หากสามย่านทำสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้กับย่านเมืองอื่นพัฒนาตามได้
“เศรษฐกิจมีหลายปัจจัยและองค์ประกอบ ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นตัวกำหนดคุณค่า อัตลักษณ์ของย่านผ่านระบบนิเวศในย่าน ที่ผู้เล่นทางเศรษฐกิจที่สำคัญในย่านต้องมองเห็น เช่น เจ้าของที่ดิน ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในพื้นที่ ในการบริหารจัดการปัจจัยที่ไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่าตัวเงิน ดังนั้นผู้เล่นรายใหญ่จะต้องลงไปทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจย่านนั้นจริง ๆ”
แต่ทั้งนี้อยู่ที่ผู้เล่นสำคัญซึ่งก็คือเจ้าที่ดินว่ามีทัศนคติอย่างไร มองเห็นอะไรบ้างในย่านนี้ คนในย่านนี้จะรอดหรือไม่ก็อยู่ที่ทัศนคติของเจ้าที่ดิน
ดังนั้น ในการจูงใจให้ผู้เล่นระดับใหญ่ให้ความสำคัญต้องสร้างแรงจูงใจที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับการจ่ายภาษีที่ได้กำไรจากย่านหรือการแบ่งพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์
เช่นเดียวกับ รศ.สุพิชชา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในการก่อตั้งสภาย่านสามย่าน ที่รวมทุกกลุ่มมามีอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและตัดสินใจร่วมนั้น จะรวม landlord ในสภาด้วยหรือไม่ และในการกำหนดวิธีจ่ายภาษีจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ win-win ที่ landlord นายทุนและผู้ประกอบการพื้นที่ยอมจ่าย ด้วยเงื่อนไขหรือแรงจูงใจที่พึงพอใจ
โครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ท้าทายอย่างมาก การทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้สำเร็จ ทีมนี้จะต้องฟันฝ่ากับหน่วยงานและเอกชนอย่างหนัก รวมทั้งต้องสื่อสารจูงใจให้กับคนในย่านและเจ้าที่ดินให้ได้ว่า ข้อเสนอนี้เป็นกระบวนการลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ที่จะทำให้ไม่เกิดความขัดแย้ง เพราะความเหลื่อมล้ำย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอ
สำหรับข้อเสนอพลิกขยะเป็นรายได้ที่ปากคลองตลาดนั้น อาทิตย์ กล่าวถึง ย่านปากคลองตลาดว่า
“ย่านปากคลอง ไม่ได้มีแค่เรื่องดอกไม้ แต่มีมิติทั้งชีวิตผู้คน แรงงาน ผู้ประกอบการ ตลอด 24 ชั่วโมง หากโครงการนี้สำเร็จก็จะสามารถทำให้เกิด circular economy ได้จริง และมีศักยภาพมหาศาลที่จะเป็นห้องเรียนการทำธุรกิจหมุนเวียน”
“Circular Economy” หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เปลี่ยนของเสียจากการผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบ ซ่อมแซมของแทนการทิ้ง หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อลดขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ให้ใช้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซ่อมแซมง่าย เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และมีกลไกหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่
โดยทางด้าน เกียรติวัฒน์ กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการสร้างย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยชวนดูความสำเร็จของย่านทรงวาดว่า
“ย่านทรงวาดก็เริ่มจากทำเล่น ๆ ของเด็กจบคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ ที่ทำศิลปะการแสดง ทำละคร รวมตัวกับผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ในพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่เกิดและโตในย่าน ซึ่งการมีคนที่เกิดและโตในพื้นที่ คนที่มี passion เข้ามามีส่วนร่วม ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดความสำเร็จ และเป็นความได้เปรียบของการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทรงวาดกลายเป็น Creative District”
นโยบายคนรุ่นใหม่ที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องสนับสนุน
ด้วยข้อเสนอพลิกกรุงเทพฯ ของทั้ง 2 ทีม จะสำเร็จได้ต้องได้แรงจากผู้ว่า กทม. ในการสนับสนุนในหลายๆด้าน
รศ.สุพิชชา ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ทีมผลักดันนั้น จะต้องผ่านกระบวนการทำเอกสารขออนุญาตดำเนินการที่มีรายละเอียดและจำนวนมาก ผู้ว่าฯ ควรเป็นพ่อบ้านที่ดี ด้วยการปรับระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม พร้อมนำนโยบายที่ทั้ง 2 ทีมเสนอไปปรับให้สอดคล้องเหมาะสมกับเศรษฐกิจแต่ละย่านเมือง
สำหรับโครงการสำหรับแปลงขยะดอกไม้ปากคลองเป็นทุนนั้น กทม. ต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องการแยกขยะ กระบวนการนำกลับมาใช้และผลิตงานสร้างสรรค์ พื้นที่การทำถ่านชีวภาพ
ส่วนสภาสามย่าน รศ.สุพิชชา เสนอแนะให้ทางกทม. เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างพลัง (empower) ให้กับคนในย่าน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย คนที่เกิดและเติบโตที่นี่ รวมทั้งแรงงาน เพื่อกระตุ้นความต้องการมีส่วนร่วม
ทางด้าน เกียรติวัฒน์ แนะนำว่า กทม. ต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาย่านมากขึ้น ด้วยการทำคู่มือการขออนุญาตในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อให้คนในทีมพิจารณาว่าใครถนัดด้านไหน ก็แบ่งงานกันทำในการดำเนินการ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- แผนจัดการขยะล้นกทม.”อีกไกล” โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%
- ประเมิน “9 ด้าน 9 ดี” 4 ปี “ชัชชาติ”
- บทบาทเยาวชนในสภา กทม. กับนโยบายของคนรุ่นใหม่




