โครงการแลนด์บริดจ์กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศเดินหน้าโครงการเต็มระบบ แม้จะไม่ใช่นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาก็ตาม
การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ของรัฐบาลอนุทิน ถูกวิจารณ์จากฝ่ายค้านและหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบทบาทของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถือเป็น “ขุนพลภาคใต้” และเป็นผู้ผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ “รีเซ็ตเกม” ด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาชุดใหม่ โดยมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธาน พร้อมกำหนดกรอบเวลาเร่งด่วนให้สรุปผลภายใน 90 วัน
โครงการแลนด์บริดจ์ ภายใต้เหตุผล “ความมั่นคงพลังงาน”
การกลับมาของโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้แตกต่างจาก ในช่วงของการผลักดัน รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ที่พึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นโครงการแต่แรงผลักดันไม่ได้รวดเร็วชัดเจน เท่ากับ รัฐบาล“อนุทิน” ที่รวดเร็ว จริงจัง เนื่องจากมีเจตจำนงที่ชัดเจนว่าต้องการผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้
“ยืนยันว่าแลนด์บริดจ์เป็น “นโยบายหลัก” ที่พรรคภูมิใจไทยใช้เป็นนโยบายหาเสียงมาตั้งแต่ปี 2562 พรรคภูมิใจไทยต้องถือว่า จึงถือเป็นเรื่องเก่าที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นงานที่มันต่อเนื่องสถานการณ์ของโลก ตอนนี้มันเปลี่ยนเราก็ต้องหาจุดหายุทธศาสตร์ทำให้เรายืนบนยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองได้ “
“อนุทิน” ให้เหตุผลว่า การศึกษาเดิมอาจไม่สอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบัน ทั้งด้านความมั่นคงพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งหลักอย่าง ช่องแคบมะละกา ซึ่งเคยมีข้อเสนอเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง และความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ
รัฐบาลจึงมองว่าแลนด์บริดจ์อาจเป็น “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
“ความมั่นคง” กลายเป็นเหตุผลในบริบาทโลกใหม่ที่รัฐบาลอนุทิน ต้องเร่งผลักดัน หลังจากมีสงครามอิหร่าน- สหรัฐ ทำให้เกิดปัญหาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประจวบกับในช่วงที่ผ่านมา รัฐมนตรี ของอินโดนีเซีย เสนอให้จะเก็บเงินผ่านช่องแคบมลากา ทำให้น้ำหนักในการเดินหน้าโครงการมีมากขึ้น
การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ จึงเกิดขึ้นภายใต้เหตุผลของความมั่นคงในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ น่าจะมาจากโครงการ ขุดคลองคอคอดกระ ในสมัย ปรีดี พนมยงค์ 2478 และมีแผนผลักดันโครงการนี้ภายใต้ชื่อต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง และเหตุลในการก่อสร้างที่แตกต่างกัน
รัฐบาลประยุทธ์ : ความหวังใหม่ทางเศรษฐกิจ
การผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นในเหตุผลที่แตกต่างกัน ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุผล “ความหวังใหม่ทางเศรษฐกิจ” ภายใต้ การขับเคลื่อนของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ทำให้โครงการถูกปัดฝุ่นขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง
ในเดือนสิงหาคม 2561 รัฐบาลประยุทธ์ มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนาในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ และ ในปี 2564 ได้ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)
การประกาศพื้นที่ SEC โดยมีโครงการแลนด์บริดจ์ อยู่ภายใต้พื้นที่ดังกล่าว แต่การเดินหน้าโครงการนี้ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ทำได้เพียงศึกษา เนื่องจากผลการศึกษา รายงานฉบับสมบูรณ์ ของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รายงานเมื่อวันที่ 8 พ.ย.65 ระบุว่า ทางเลือกที่เหมาะสมคือการพัฒนาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก และ ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนใหม่
แม้ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ฯ ออกมาชัดเจนว่า โครงการไม่มีความคุ้มทุน แต่ “ศักดิ์สยาม” สั่งเดินหน้าแลนด์บริดจ์ “ชุมพร-ระนอง” และเร่งให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาความเป็นไปได้
และเมื่อผลการศึกษาเบื้องต้น บริษัทที่ปรึกษาได้คัดเลือกพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือที่เหมาะสมที่สุดคือ แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง (ฝั่งอันดามัน) และ แหลมริ่ว จ.ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย
แลนด์บริดจ์ “Game Changer” : รัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร
โครงการแลนด์บริดจ์ในรัฐบาลประยุทธ์ จบด้วยข้อถกเถียงถึงความคึ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าจนเกิดโครงการได้ กระทั่งเข้าสู่ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
โครงการถูกนำไปต่อยอดและขับเคลื่อนอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ โดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขณะนี้ชูให้เป๋นเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลต้องผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกำลังสำคัญ
เหตุผลหลักที่ รัฐบาลเศรษฐา ชูโครงการแลนด์บริดจ์เป็น “Game Changer” เพื่อต้องการพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นจะพบความคืบหน้าของโครงการอย่างชัดเจน โดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำโครงการดังกล่าวไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุน
โครงการ“แลนด์บริดจ์” ในยุครัฐบาลเศรษฐา มีความคืบหน้าค่อนข้างมาก โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบโครงการ และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ (Roadshow) ซึ่งเป็นการรับทราบเพื่อริเริ่มนำไปนำเสนอต่างชาติ
รัฐบาลเศรษฐา ใช้ยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้ไทยเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน ช่วยหลีกเลี่ยงความแออัดของช่องแคบมะละกา ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้อย่างชัดเจน
ผลศึกษาสนข.คุ้มค่า-ตั้งเป้าเปิดประมูลปี 69
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้เวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 และการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น 60 ครั้ง ก่อนที่ในปี2568 “ปัญญา ชูพานิช” ผู้อำนวยการสนข. สนข.ในขณะนั้นจะ เร่งเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง มูลค่า 9.9 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ภายในปี พ.ศ. 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารประกวดราคา (TOR) คาดใช้เวลา 5-6 เดือน ควบคู่กับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC)
ขณะที่ผลการศึกษาระบุว่าโครงการ “แลนด์บริดจ์”ของสนข. ระบุว่าโครงการ เป็นโอกาสของประเทศไทย การเปิดประตูการค้ารองรับการนำเข้าและส่งออกของไทย เพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกในประเทศภูมิภาคอาเซียน และประเทศกลุ่มGMS และจีนตอนใต้
โครงการ “แลนด์บริดจ์” จะลดความแออัดในการขนส่งทางช่องแคบมะละกา ซึ่งมีจุดที่แคบที่สุด 2.8 กม. มีอุบัติเหตุทางทะเล 60 ครั้งในแต่ละปี และ เรือจำนวนมากต้องรอหลายวันเพื่อเข้าสู่ท่าเรือ จนเกิดความเสียหายต่อเรือและเพิ่มค่าขนส่ง
ความได้เปรียบในการขนส่งของโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา ที่ต้องใช้ระยะเวลา 9 วัน แต่โครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เวลาเพียง 5 วัน ลดระยะเวลาได้ 4 วัน และประหยัดค่าขนส่งได้ 15 % จากทั้งการขนส่งจากมหาสมุทรแปซิฟิก มาสู่อินเดีย
สนข. ใช้ยุทธศาสตร์เขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อดึงดูดนักลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่าเรือระนอง และท่าเรือชุมพร เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
โครงการแลนด์บริดจ์ จะทำให้ไทยมีบทบาทในการเป็นประตูอาเซียน โดยใช้หลักการ ใช้ท่าเรือเดียว เชื่อม สองฝั่ง มีผู้ประกอบการ บริหารท่าเรือ มอเตอร์เวย์ ทางรถไฟ การบริหารจัดการศุลกากรแบบท่าเรือเดียว
โดยการเชื่อมท่าเรือระนองและชุมพร มีมอเตอร์เวย์ ทางรถไฟ เพื่อเชื่อมการส่งสินค้า ภายใต้ พรบ. ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ SEC เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุน จัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้มีการดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ออกสิทธิประโยชน์เฉพาะพื้นที่
ความคุ้มค่าเศรษฐกิจยังเป็นข้อถกเถียง
ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลการศึกษาของ สนข.ออกมาระบุว่ามีความคุ้มค่าสูง “ปัญญา ชูพานิช “ผู้อำนวยการสนข. สนข. ระบุว่า มีความเป็นได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งจากบริษัทที่ปรึกษาในไทย และ บริษัท Rayal HaskoningDHV จากประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบท่าเรือระดับโลกที่ สนข.จ้างให้าทำการศึกษา คู่ขนานไปด้วย ออกมายืนยัน ว่าโครงการฯมีความเป็นไปได้ มีความคุ้มค่าในการลงทุนมีผลตอบแทนการลงทุน ถึง 11%
“ค่อนข้างชัดเจนจากผลการศึกษาว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดย สนข.ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อย่าง Rayal HaskoningDHV ซึ่งยืนยันว่าคุ้มค่า และเชื่อว่าบริษัทระดับโลกเขาคงไม่ได้เอาชื่อเสียงเขาเสียหายกับการการันตีโครงการในประเทศไทย แต่การศึกษายังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด หากแล้วเสร็จก็พร้อมจะเผยแพร่เช่นกัน
เอกชนโต้ประเมินความคุ้มค่าเกินความจริง
ผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ฯซึ่งศึกษาในรัฐบาลประยุทธ์ ที่บอกว่าไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคเอกชนจำนวนมากออกมาระบุว่า โครงการดังกล่าวไม่มีคามคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะดำเนินการ
“นพพงษ์” อดีตกัปตันเรือ และบริษัท บริการชิปปิ้ง แห่งหนึ่ง บอกว่า ทำงานเป็นกัปตันเรือมาหลายปีก่อนที่จะมาทำงานในด้านการเช่าเรือ หลังจากเห็นผลการศึกษาแล้ว รู้สึกห่วงใย เรื่องแรก คือ ระยะทางที่ระบุว่าสามารถช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน แต่จากการการคำนวณและแผนทีพบว่า ระยะทางที่สามารถประหยัดเวลาได้ไม่แตกต่างกัน
เมื่อเปรียบเทียบการเดินเรือมาจากยุโรปผ่านทาง Red Sea หรือ คลองสุเอซ หรือทางตอนใต้ของแอฟริกา พบว่าถ้าเดินทางจากยุโปรมาทางเดินเรือฟาร์อีสท์ (ญีปุ่น ไต้หวัน ไทย )ต่างกันแค่ 1.3 วันเท่านั้น ไม่ใช่ 4 วันซึ่งถือว่าต่างกันน้อยมาก
ขณะที่ประเมินความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับจำนวนตู้ที่นำเข้า แต่มีคำถามว่า เมื่อเรือสินค้าจากยุโรป ,จีน ต้องเดินทางผ่านท่าเรือสิงค์โปรอยู่แล้ว คำถามคือ เขาจะแวะมาที่ประเทศไทย หรือไม่ ถ้าระยะทางเพิ่มขึ้น 2-3 วันเพื่อจะมาส่งของ จำนวน 1,000-2,000 ตู้ ถ้าเขาลงตู้สินค้าที่สิงค์โปรแล้วนำเรือเล็กมารับคุ้มค่ากว่าหรือไม่
การขนส่งประหยัดเวลา 4 วัน ไม่จริง
“สุวัฒน์ อัศวทองกุล” กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การอ้างว่าจะ ลดเวลา 4 วันมองว่า แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาในการการถ่ายตู้สินค้าขนาดใหญ่ต้องใช้เวลารวม 8 – 9 วัน ขณะที่การแวะสิงคโปร์ใช้เวลาเพียง 1 วัน อีกทั้งต้นทุนสูงกว่าประมาณเที่ยวละ 200-300 ล้านบาท ทำให้การศึกษาในเรื่องของการนลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาอาจจะไม่มีความเป็นไปได้เลย
ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าของโครงการอาจจะเกินความจริง เนื่องจากมองว่าไม่คุ้มค่า และผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ยังใช้ท่าเรือแหลมฉบังที่มีการขยายรองรับอยู่แล้ว จึงกังวลว่าตัวเลขคาดการณ์ 40 ล้านทีอียูต่อปีของแลนด์บริดจ์อาจเกินจริง ขณะที่คาดหวังว่าเรือสินค้าจากจีนตอนไต้จะเข้ามานั้นก็จะเกินจริงเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากเมียนมาสร้างท่าเรือทวาย เพื่อรับสินค้าจากจีนตอนใต้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
รัฐบาลอนุทิน : ความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์
การกลับมาของ โครงการแลนด์บริดจ์ ในรัฐบาลอนุทิน จึงถือเป็นความต่อเนื่องเหมือนในการผลักดันโครงการ ในบริบทโลกเปลี่ยน ภายใต้เหตุผล “ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งแลนด์บริดจ์ เพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย–อันดามัน โดยมีเป้าหมายประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบในทุกมิติ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
คณะกรรมการชุดใหม่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เป็นรองประธาน โดยมีหน่วยงานเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างครบถ้วน รวมถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่เลขานุการ
.สาระสำคัญของคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่หลัก ได้แก่
- ศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ในทุกมิติ
- รับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
- เชิญผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม
- เสนอแนวทางต่อรัฐบาลเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย
การตั้งคณะกรรมการครั้งนี้มีเป้าหมายให้การพิจารณาโครงการเป็นไปอย่างรอบครอบโปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและระบบขนส่งทางทะเล
การรื้อศึกษาแลนด์บริดจ์ในรอบนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้วยเหตผลใหม่ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




