ขณะที่การเลือกตั้ง 69 ช่วงพรรคการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง โดยเสนอนโยบายเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน ในขณะที่คู่ขนานกับการรณรงค์เลือกตั้ง ในเวที PolicyWatchConnect2026 ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ โดย Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย กว่า 40 องค์กร เปิดพื้นที่รัฐสภาแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อนำไปสู่เสนอนโยบายสาธารระของภาคประชาสังคมต่อพรรคการเมือง
ประเด็นบทเรียน สู่การออกแบบนโนบายการจัดการภัยพิบัติ คือ หนึ่งประเด็นของเวทีภาคประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายสาธารณะ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และภาคีรร่วมกันถกเถียงเพื่อเสนอนโยบายสาธารณะต่อพรรคการเมืองและรัฐบาล
นับเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษนับตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิ มาจนถึงมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ ร่องรอยของความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชี้ให้เห็นถึงระบบการจัดการที่มีอยู่ยังคงมีช่องโหว่ และไม่อาจก้าวทันความท้าทายของโลกในยุคภัยพิบัติสุดขั้ว
คำถาม คือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ? ที่จะรื้อโครงสร้างใหม่ ทลายทุกข้อจำกัด พร้อมดึงเอาต้นทุนท้องถิ่นมาใช้ เพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพ

ภัยพิบัติ : ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ทวีความรุนแรง
เวทีการออกแบบนโนบายการจัดการภัยพิบัติ ได้สะท้อนสถานการณ์และผลกระทบของภัยพิบัติในประเทศไทยไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สะสมและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาทในรอบ 20 ปี จากภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดซ้ำและรุนแรงขึ้น โดยน้ำท่วม เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายสูงสุดถึง 7.65 หมื่นล้านบาท และคร่าชีวิตผู้คนกว่า 2,700 คน ในช่วงเวลาดังกล่าว
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.87 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และตอกย้ำว่าผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับท้องถิ่น แต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
แม้ภัยอย่างดินถล่มและแผ่นดินไหวจะไม่มีตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจชัดเจนเท่าน้ำท่วม แต่เหตุการณ์ สึนามิปี 2547 ที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 8,345 คน แสดงให้เห็นว่าความสูญเสียจากภัยพิบัติอาจเกินกว่าที่ระบบการประเมินจะรองรับได้
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรวมกว่า 151 ล้านคน หรือเกือบ 42 ล้านครัวเรือน โดยภาคเกษตรเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงที่สุด

“ช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ” รับมือภัยพิบัติในอนาคตไม่ได้
สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยมุ่งเป้าด้านน้ำมั่นคง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ 13 กำหนดว่า ลดเสี่ยง ลดภัย ซึ่งที่ผ่านมาเราลดภัยได้ดีแต่ลดเสี่ยงยังดำเนินการได้ไม่ดีนัก
อย่างไรก็ตามการกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันเพราะฉะนั้นนโยบายที่ดำเนินการต้องกระจายในพื้นที่แตกต่างหลากหลาย แต่ปัญหาคือรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นนโยบายเดียวและสามารถใช้ได้ในทุกพื้นที่ ดังนั้นการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ต้องคำนึงถึงปัญหาดังกล่าวด้วย
“ เรากำลังจะเจอภาวะความแปรปรวนอากาศที่มีความรุนแรงของโลกร้อน ชี้ชัดว่าการรับมือในอนาคตไม่อาจยึดแนวคิด “ช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ” ได้อีกต่อไป แต่ต้องหันมา ลดความเสี่ยงและบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและทันสถานการณ์”

โครงสร้างจัดการภัยพิบัติไทยไม่ทันโลกเดือด
ขณะที่ พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ ให้ความเห็นถึงปัญหาการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้การรับมือที่ผ่านมา “ยังไม่ดีพอ” มาจากโครงสร้างการทำงานที่กระจัดกระจาย ขาดเอกภาพ และไม่มีหน่วยงานหลักที่มีอำนาจประสานงานกับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่ทวีความถี่และรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน
ปัจจุบันบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังจำกัดอยู่ในสถานะ “กรม” ภายใต้กระทรวงหนึ่ง ทำให้การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมควบคุมคุณภาพอากาศ หน่วยงานด้านสภาพอากาศ หรือแม้แต่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นไปอย่างไม่ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างทำงานของตนเอง จนการปฏิบัติการในภาวะวิกฤตขาดศูนย์บัญชาการเดียว
“เมื่อเกิดภัยพิบัติ การทำงานยังแยกกันเป็นหลายทิศหลายทาง ไม่มีจุดเดียวที่สั่งการและประสานทั้งหมด ทำให้บางหน่วยงานไม่รู้ว่าจะต้องประสานกับใคร” พิจิตตกล่าว
“ยกสถานะ” เป็นสถาบันแห่งชาติด้านภัยพิบัติ
ทางออกเชิงโครงสร้างควรพิจารณายกระดับหน่วยงานด้านภัยพิบัติจากกรม ไปสู่การเป็น “สถาบันแห่งชาติด้านภัยพิบัติ” ที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการประสานงานกับทุกหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่ไม่ไปก้าวล่วงบทบาทความรับผิดชอบเบื้องต้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
บทบาทหลักของสถาบันดังกล่าวควรเป็นการสนับสนุนท้องถิ่น ทั้งด้านข้อมูล การประเมินความเสี่ยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี และงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ถ้ายังดำเนินการแบบเดิมต่อไป ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการประสานงานจะยิ่งรุนแรงขึ้น และโครงสร้างปัจจุบันอาจรับมือไม่ไหวกับภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน” เขากล่าว
ภัยพิบัติถี่-รุนแรงขึ้น ต้องขยายอำนาจท้องถิ่น
ภัยพิบัติในยุคโลกร้อนมีลักษณะ “ถี่ เข้ม และแปรปรวน” มากกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จำเป็นต้องขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปสู่การให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณและการตัดสินใจเชิงป้องกัน
เขาระบุว่า ปัจจุบันงบประมาณของจังหวัดส่วนใหญ่มีวงเงินรวมราว 700 ล้านบาท แต่ถูกนำไปใช้ในภารกิจด้านการป้องกันก่อนเกิดเหตุเพียงประมาณ 20 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่งบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งมักมีมูลค่าสูงและแก้ปัญหาได้ปลายทาง
“คำถามคือ ทำไมเราไม่เอางบไปลดความเสี่ยงตั้งแต่แรก ไปลงทุนโครงสร้างหรือมาตรการที่ทำให้ภัยพิบัติเกิดน้อยลง เหตุผลที่มักได้ยินคือไม่มีกฎเกณฑ์รองรับ กลัวไม่สอดคล้องกฎหมาย หรือกังวลการตรวจสอบ” พิจิตตกล่าว
พิจิตตยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการกระจายอำนาจลงสู่ระดับตำบลและชุมชน โดยมองว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด รู้ความเสี่ยงของพื้นที่ตนเอง และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดีกว่าส่วนกลาง
ในสถานการณ์ที่มีสัญญาณเตือนภัย ท้องถิ่นควรมีอำนาจตัดสินใจทันที ทั้งการอพยพหรือการใช้งบประมาณ หากต้องรออนุมัติจากระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง อาจไม่ทันต่อสถานการณ์จริง
“ต้องให้โอกาสเขาตัดสินใจ เพราะเขารู้พื้นที่ดีกว่าเรา” พิจิตตกล่าว

เสนอหนึ่งตำบล หนึ่งศูนย์ภัยพิบัติ
โกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า ในภาวะที่ความเสี่ยงภัยพิบัติที่มีมากขึ้น โจทย์ใหญ่ของชุมชนท้องถิ่นต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเอง เพราะจากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาในพื้นที่โมเดล 28 พื้นที่ โดยเลือกทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งหมด
สุดท้ายค้นพบว่าชุมชนต้องมีแผนรับมือของตัวเอง เราเตือนภัย มาตลอดและถอดบทเรียน และพบว่าชุมชนจะอยู่รอดได้ต้องจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบด้วยชุมชน ต้องให้ความสำคัญกับอาสาสมัครและเราประเมินความเสี่ยงผลกระทบ
“ชุมชนต้องมีระบบอาสาสมัคร ต้องมีระบบข้อมูลระดับตำบล และต้องมีกองทุนภัยทพิบัติในองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อเกิดเหตุสามารถนำเอางบประมาณจากกองทุนมาใช้ได้ทันที่ ซึ่งในกองทุนฯรวมทั้งอาหาร และข้าวสาร และน้ำมันเพื่อจัดการภัยพิบัติ”
นอกจากนี้ ชุมชนต้องมีศูนย์จัดการภัยพิบัติ อาสาสมัคร ศูนย์ประสานงาน 4 ส่วน ชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ เอกชน โดยต้องมีหนึ่งตำบล หนึ่งศูนย์ภัยพิบัติ โดยต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติระดับชุมชนด้วย
กระจายอำนาจท้องถิ่น จัดการภัยพิบัติได้
ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า 20 ปี กรมป้องกันภัยแห่งชาติ แต่ปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้การทำงานในระดับกรมฯ อาจจะไม่สามารถรับมือได้เนื่องจากขั้นตอนในสั่งการที่ต้องผ่านอธิบดี ปลัดกระทรวง
ดังนั้นอยากให้แก้กฎหมายเป็นสำนักงานภัยพิบัติแห่งชาติ ที่มีอำนาจเทียบเท่ากับกระทรวง เพื่อให้มีอำนาจในการจัดการประกาศ ป้องกันภัย เตือนภัยด้วยตัวเอง
นอกจากนี้อยากเห็นท้องถิ่นมีอำนาจในการประกาศภัยพิบัติ และให้อำนาจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายไปย้ายมา ไม่รู้ปัญหาในพื้นที่ แต่ต้องปรับมาตรฐาน อบต ให้ผ่านหลักสูตร ICS (Incident Command System) เป็นระบบการจัดการเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ความล้มเหลว กฎหมายป้องกันภัยพิบัติ
ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ดูแลการฟื้นฟูพื้นที่หาดใหญ่ใน วอร์รูมภาคประชาชน มัสยิดควนสันติ อำเภอหาดใหญ่ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คือความ ล้มเหลวของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพราะส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณ แต่ไม่กล้านำมาใช้ เพราะกลไกตรวจสอบ สตง. เข้มข้นจนทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้ “เราเห็นความล้มเหลวของการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเป็นผลจากกฎหมายที่ล้มเหลวในการบังคับใช้ ไม่สามารถถอพยพทันท่วงที อพยพไปแล้วไม่มีแผนรองรับ จึงต้องกระจายอำนาจการจัดการภัยพิบัติให้ท้องถิ่นเพื่อจัดการปัญหาของตัวเอง
อิสมาแอ มาหะ ศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า การป้องกนภัยพิบัติ ต้องให้ความสำคัญกับการจัดทัพระดับท้องถิ่นใน 5-6 ประเด็นดังนี้
- เรื่องแรกที่สำคัญคือการจัดทัพระดับท้องถิ่น ใน พรบ. สาธารณะภัย 50 แต่ในการดำเนินงานจริงๆ ระดับชุมชนหรือท้องถิ่นมีความหลากหลายมากกว่านั้น และควรมีคนที่มีส่วนร่วมมากกว่านี้ เช่น กลุ่มของท้องถิ่น ผู้ว่า หรือ ผู้ใหญ่บ้าน
- สอง หน้าที่ของชุมชนและความสามารถ ข้อมูลและการเตือนภัย กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นผู้เชียวชาญด้านการหาข้อมูลมากกว่า แต่เราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ ข้อเสนอในจุดนี้คือ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน
- สาม อาสาสมัครพื้นที่ บางพื้นที่มีความพร้อมและเข้มแข็งที่ดี ในบางพื้นที่ไม่มีภัยเกิดขึ้นเป็นประจำ ฉะนั้นอาจไม่ได้ให้น้ำหนักมาก เวลาพื้นที่ไหนไม่ค่อยเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง ทักษะจึงไม่พร้อม ข้อเสนอตรงนี้ควรพัฒนากลุ่มต่างๆ ให้มีความสามารถ และ ควรมีการทดสอบเรื่องการประเมิน และมีการทบทวนสม่ำเสมอ
- สี่ สวัสดิการ ถ้าเทียบกับอาสาสมัครอื่นๆ สวัสดิการของอาสาภัยพิบัติยังน้อย การออกภารกิจแต่ละครั้งมีความเสี่ยงสูง แต่สวัสดิการที่ได้รับน้อย มองว่า อาจจะต้องเพิ่มข้อกฎหมายที่ดูแลเรื่องสวัสดิการ (สะท้อนว่าไม่มี security ให้พวกเขา)
- ห้า ระบบข้อมูล มีหลายส่วน ระดับชุมชนมองว่า ข้อมูลอะไรที่ใช้ในการตัดสินใจ เช่น อพยพ ข้อมูลที่สำคัญทีสุดในการป้องกัน vulnerable people คือ กลุ่มนี้ความท้องถิ่นมีข้อมูลอยู่แต่กระจัดกระจาย อบต มีส่วนหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนหนึ่ง แต่ไม่เป็น single source
- หก ต้องสนับสนุนอาสาสมัครพื้นที่ และส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีข้อมูลของชุมชน ทั้งในการป้องก้นเปราะบางในพื้นที่ กลุ่มผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยข้อมูลทั้งหมดต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
6 ข้อเสนอนโยบายสาธารณะจัดการภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม ฉันทามติของเวทีเสวนา เห็นว่า ความรุนแรงของภัยพิบัติจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ขณะที่งบประมาณและทรัพยากรของรัฐมีจำกัด จึงจำเป็นต้องวางแผนอย่างชาญฉลาด และกระจายอำนาจการจัดการสู่ระดับพื้นที่จึงมี 6 ข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติระดับชุมชนและท้องถิ่น จึงต่องกระจายอำนาจให้ชุมชนและท้องถิ่น เป็นฐานหลักของการจัดการภัยพิบัติ โดยมีข้อเสนอ ดังนี้
1. “หนึ่งตำบล หนึ่งศูนย์จัดการภัยพิบัติ”เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจ ความสามารถ และเครื่องมือในการจัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง
2.การกระจายอำนาจในลักษณะนี้ต้องมาพร้อมกับ
- กลไกสนับสนุนด้านงบประมาณ
- กองทุนที่เข้าถึงได้
- ระบบข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย
ทั้งนี้เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถ เตรียมพร้อมและใช้จ่ายงบประมาณป้องกันภัยล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง
นอกจากนี้ ระบบงบประมาณต้องเปลี่ยนจากการเน้นใช้จ่ายหลังเกิดเหตุ (เงินชดเชย)ไปสู่ระบบที่ ปลดล็อคการใช้จ่ายงบป้องกันล่วงหน้า ได้อย่างแท้จริง
ปัจจุบัน งบประมาณป้องกันภัยที่จัดสรรลงพื้นที่ ถูกใช้จริงเพียง 20% เนื่องจากความกังวลว่า “อาจไม่เกิดเหตุ” นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้ท้องถิ่นไม่กล้างบประมาณในการป้องกัน
ทั้งนี้ ต้องเปลี่ยนวิธิคิด การประเมินความเสี่ยง และยอมรับความไม่แน่นอน (uncertainty) เพื่อให้สามารถลงทุนป้องกันได้แม้ภัยจะยังไม่เกิดทันที
3. พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครในพื้นที่ เช่น อปพร. ให้สามารถประเมินสถานการณ์และปฏิบัติการได้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างแรงจูงใจและความพร้อม
ความสำคัญของ ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านและผู้นำท้องถิ่น ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้บริหารจัดการ กองทุนหมู่บ้าน ที่ในบางพื้นที่มีกำไรมากกว่า 2 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาชุมชนที่อ่อนแอให้มีความพร้อม โดยใช้โมเดล ความรู้ และนวัตกรรมจากพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ และขยายผลไปยังตำบลอื่น ๆ
4.กฎหมาย ระบบงบประมาณ และโครงสร้างการบริหารระดับชาติ
ปัญหาหลักของการจัดการภัยพิบัติในไทย ไม่ใช่ขาดงบประมาณ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงกฎหมาย โครงสร้าง และ เปลี่ยนวิธีคิดในการให้งบประมาณในการป้องกันมากขึ้น
นอกจากนี้ ให้จัดตั้งหน่วยงานกลางระดับสำนักงานเช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติที่มีอำนาจและหน้าที่ชัดเจน เทียบเท่ากระทรวง เพื่อแก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและการกระจายอำนาจที่ไม่ชัดเจน
โดยหน่วยงาน ดังกล่าวควรมีบทบาทบริหารจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การเตรียมพร้อม การรับมือ ไปจนถึงการเยียวยา และมี อำนาจบริหารงบประมาณที่ยืดหยุ่น
ส่วนให้อำนาจท้องถิ่นเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ยกเลิกบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ภัยพิบัติและมอบอำนาจให้ผู้นำท้องถิ่น (นายก อบต. และนายกเทศบาล) เป็นผู้รับผิดชอบเต็มที่ โดยต้องผ่านการอบรมระบบ ICS (Incident Command System)
5.กำลังคน ระบบข้อมูล และเทคโนโลยี
การพัฒนาศักยภาพกำลังคนและระบบข้อมูลถูกมองว่าเป็น หัวใจของการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ดังนั้น
- พัฒนาและทดสอบความพร้อมอาสาสมัครอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
- สนับสนุนอาสาสมัครเฉพาะด้าน เช่น การขนย้ายผู้ป่วย
- เพิ่มสิทธิและสวัสดิการเพื่อรักษากำลังใจ
6.ระบบข้อมูลภัยพิบัติควรบูรณาการข้อมูลจากฐานราก
เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และข้อมูลภูมิศาสตร์เพื่อการประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมืออย่างแม่นยำต้องพัฒนาระบบ Big Data และระบบสื่อสาร ที่เชื่อมโยงชุมชนกับหน่วยงานภายนอก และสนับสนุนนวัตกรรม เครื่องมือประเมินความเสี่ยงที่ผ่านการทดลองในพื้นที่ ให้สามารถขยายผลได้จริง
7.ความร่วมมือภาคประชาชนและภาคเอกชน
การจัดการภัยพิบัติไม่อาจพึ่งรัฐฝ่ายเดียวแต่ต้องอาศัย การรวมพลังจากทุกภาคส่วนภาคประชาชนต้องมีบทบาทในการเสนอความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและเวทีสาธารณะ
นอกจากนี้การสร้าง Policy Watch เพื่อให้ประชาชนติดตาม ตรวจสอบการทำงานของรัฐ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ และภาคเอกชนควรได้รับการสนับสนุนให้ร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย เช่น เขื่อน กำแพงกันน้ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
8.ระบบติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดย ฉันทามติจากเวที: การจัดการภัยพิบัติในฐานะความมั่นคงของรัฐเพื่อให้พรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบาย ดำเนินการเรื่องของภัยพิบัติคือภัยพิบัติธรรมชาติคือภัยความมั่นคงของรัฐและต้องถูกจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายอย่างจริงจัง และต้องมีระบบตรวจสอบนโยบายและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ข้อเสนอภาคประชาชนดังกล่าวจะถูกรวบรวมเป็นสมุดปกขาวเพื่อเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติที่พรรคการเมืองสามารถนำไปใช้ได้ทันที
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- ลาที 2568 ปีแห่งภัยพิบัติสุดขั้ว จากเหนือจรดใต้
- จัดการภัยพิบัติได้ผล ต้องยึด “ชุมชน-ท้องถิ่น” เป็นศูนย์กลาง
- วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน




