กรุงเทพมหานครผลิตขยะจำนวนมหาศาลขยะเฉลี่ย 8,700 ตันต่อวัน โดยคนกรุงเทพหนึ่งคนสร้างขยะราว 1- 2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน “การจัดการขยะของกรุงเทพมหานครจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาโดยตลอด”
การจัดการขยะของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะเน้นที่ “การคัดแยกที่ต้นทาง” เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัด จาก โครงการ “ไม่เทรวม” และ “บ้านนี้ไม่เทรวม” โดยใช้มาตรการ “คัดแยกลดค่าธรรมเนียม” (20/60 บาท) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 กทม.เพื่อจูงใจให้คนกทม.รู้จักคัดแยกขยะมากขึ้น
การจัดการขยะในกทม.จึงครบวงจรมากขึ้น เพราะมีการจัดการขยะต้นทางไปสู่การจัดการปลายทาง (Waste-to-Energy) โดยมีเป้าหมาย “ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ” ให้เหลือน้อยที่สุด (Zero Waste) ซึ่งการคัดแยกขยะเศษอาหารจึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยลดปริมาณขยะได้จำนวนมาก
ขยะหมื่นตัน กทมไปจัดการที่ไหนบ้าง?
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร ไม่มีหลุมฝังกลบขยะภายในพื้นที่กรุงเทพ แต่มีกระบวนการจัดการรวบรวมขยะไปที่ “สถานีขนถ่ายขยะ” 3 แห่งหลัก เพื่อคัดแยกและบีบอัด ก่อนจะว่าจ้างบริษัทเอกชนขนส่งไปฝังกลบหรือกำจัดในจังหวัดปริมณฑล ดังนี้
สถานีขนถ่ายขยะหลัก 3 แห่งของ กทม.
- สถานีขนถ่ายขยะอ่อนนุช: รองรับขยะจากเขตฝั่งตะวันออกและชั้นใน
- สถานีขนถ่ายขยะหนองแขม: รองรับขยะจากเขตฝั่งธนบุรี
- สถานีขนถ่ายขยะสายไหม (ท่าแร้ง): รองรับขยะจากเขตฝั่งเหนือ
ปลายทาง “หลุมฝังกลบ” (นอกพื้นที่ กทม.)
ขยะส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าโรงไฟฟ้าหรือทำปุ๋ยหมัก จะถูกส่งไปฝังกลบที่หลุมขยะของเอกชน 2 แห่งใหญ่ คือ
- อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม: รองรับขยะจากสถานีหนองแขมและสายไหม
- อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา: รองรับขยะจากสถานีอ่อนนุช
ขณะที่สัดส่วนการกำจัดขยะปี 69 ยังคงใช้วิธีฝังกลบเป็นวิธีหลักประมาณ 60-70% โดยกทม. กำลังเปลี่ยนผ่านจากการฝังกลบ มาเป็นการเผาเพื่อผลิตพลังงานมากขึ้น และนำขยะบางส่วน ประมาณ 1,000-1,200 ตันต่อวัน นำไปทำปุ๋ยหมักที่โรงขยะอินทรีย์ ที่สถานีอ่อนนุช
กทม. เปลี่ยนผ่านขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า
เป้าหมายการจัดการขยะของกทม.กำลังเปลี่ยนผ่านจากการจัดการขยะแบบฝั่งกลบmujเป็นสัดส่วนหลักกว่า 70 %ลดลงมาเลยเพียง 20 % ทำให้ที่ผ่านมา กทม.มีโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ภายใต้ โครงการโรงไฟฟ้าขยะ ( Waste-to-Energy) ซึ่งปัจจุบันมีโครงการหลักทั้งหมด 3 แห่ง
ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม มีโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขมจำนวน 2 โรง
- โรงไฟฟ้าขยะแห่งแรก ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 59 กำจัดขยะมูลฝอยปริมาณ 500 ตัน/วัน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ มานานถึง 10 ปี
- โรงไฟฟ้าขยะแห่งที่ 2 ขยายการดำเนินการจากโรงงานขยะแห่งแรกที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีการเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 62 โดยบริษัท ซีแอนด์จี ชนะประมูล รองรับการผลิตพลังงารได้ 1,000 ตันต่อวัน กำลังผลิตไฟฟ้า 35 เมกะวัตต์ ปัจจุบันขณะนี้โครงการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 75% และได้ทดสอบแรงดันของหม้อต้มไอน้ำชุดที่ 1 และชุดที่ 2 เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าโครงการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามสัญญาเดือนพ.ย. 69
ศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุช 1 แห่ง
- โรงไฟฟ้าขยะแห่งที่ 3 อยู่ที่ศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุช โดยจะเปิดรับขยะเมื่อ 20 มี.ค. 69 และเริ่มผลิตไฟฟ้าภายในปี 69 โดยสามารถรองรับขยะวันละ 800-1,000 ตันต่อวัน บริษัทที่ชนะประมูล เมื่อปี 62 บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับ บริษัท ซีแอนด์จี ที่ดำเนินการที่หนองแขม
มหากาพย์ : โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช
แนวคิด “โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช” มีการเสนอมานาน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตั้งแต่สมัย สมัคร สุนทรเวช สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่ากทม. โดยมีออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การเก็บ ขนและกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2544 และมีการนำเสนอความคิดเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ
แต่เมื่อ 20 มี.ค. 69 จะถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช เพราะเป็นวันแรกที่รถขนขยะเข้าสู่ “โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช” ที่ดำเนินการโดย บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จากนั้นคาดว่าจะสารถดำเนินการผลิตไฟฟ้าภายในสิ้นเดือน มีนาคม นี้ จนอาจจะเรียกว่า สิ้นสุด มหากาพย์โรงไฟฟ้าอ่อนนุช
หากย้อนกลับไปก่อนปี 62 ในยุคพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มีเสียง ที่เริ่มมีการเซ็นสัญญาเพื่อดำเนินการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัญหาการจัดประมูลเจนข้าสู่สมัย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และเริ่มก่อสร้างเมื่อ 19 ก.พ. 67 กำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือน พ.ย. 69
เกือบ 10 ปี ของโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช” ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ “เหอ หนิง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าขณะนี้ การก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ 86.89 % และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบระบบรับขยะ เมื่อ 20 มี.ค. 69 และได้เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการฯเข้ามาเยี่ยมชมบ่อรับขยะเมื่อไม่นานมานี้
“เราคือโรงกำจัดขยะที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ เป้าหมายคือการกำจัดขยะ ไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่โรงไฟฟ้าขยะ”
บ่อขยะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช ออกแบบให้ ระบบปิด (Closed System) มีบ่อขยะที่มีความจุในการรองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน ซึ่งถือเป็นบ่อขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ขยะจะถูกนำมาเทในบ่อพักภายในอาคารระบบปิด 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850–1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์
“ขยะมูลฝอยจะถูกจัดเก็บและนำมาเทในบ่อรับขยะภายในอาคารระบบปิด 3-5 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลง 35% ที่สามารถติดไฟได้ จากนั้นจะใช้เครนคีบขยะเข้าสู่เตาเผาแบบตะกรับ หรือ Stoker Type ควบคุมความร้อนให้คงที่ประมาณ 850-1,100 องศาเซลเซียส โดยนำความร้อนไปต้มน้ำเกิดเป็นไอน้ำแรงดันสูงผ่านตัวขับเคลื่อน (Turbine) เปลี่ยนพลังงานกลให้เกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า”

ระบบปิดกลิ่นขยะไม่ออกสู่ภายนอก
“เหอ หนิง” ยืนยันว่า กลิ่นจากบ่อขยะไม่ออกสู่ภายนอก เพราะในบ่อพักขยะนำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบ ทำให้อากาศภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้
“อากาศภายในบ่อพักขยะมูลฝอยจะถูกดูดเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ทำให้กลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ถูกกำจัดไปพร้อมกับกระบวนการเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100°C ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมกลิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโครงการ จึงมั่นใจได้ว่า กลิ่นจากขยะจะถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก”
“เหอ หนิง” บอกว่า โรงงานเลือกใช้เทคโนโลยีเตาเผาจากยุโรป ภายใต้ชื่อใหม่ Hitachi Zosen Vinow Stoker ซึ่งถูกใช้งานแล้ว กว่า 500 แห่งทั่วโลก แต่เนื่องจากลักษณะขยะไทยมีความชื้นสูง 85 % ทำให้การออกแบบโรงงานจึงต้องให้สอดคล้องกับขยะกทม.
“เรามีประสบการณ์ทำงานจากโครงการกำจัดขยะที่หนองแขมมากว่า 10 ปีทำให้เราเข้าใจปัญหาของขยะไทย การออกแบบที่อ่อนนุช จึงออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะขยะของกทม.มากที่สุด
“เหอ หนิง” ยังบอกว่า การใช้เทคโนโลยีในการจัดการขยะ ไม่สามารถลอกแบบกันได้ทั้งหมดเพราะต้องออกแบบตามลักษณะขยะของแต่ละพื้นที่
ดักจับฝุ่นได้มากกว่า 86%
นอกจากนี้ โรงกำจัดขยะ ยังติดตั้งระบบบำบัดหลายชั้น เริ่มจาก “หอปฏิกิริยา” สำหรับกำจัดก๊าซกรดและสารอันตราย ตามด้วยการฉีดสารดูดซับ เช่น ผงถ่านกัมมันต์และปูนขาว เพื่อดักจับสารพิษ ก่อนเข้าสู่ระบบถุงกรองฝุ่น (Bag Filter) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ระบบดังกล่าวสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่า 86% และเพิ่มประสิทธิภาพเป็นกว่า 90% เมื่อใช้สารเคลือบช่วย โดยสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กถึงระดับ 0.1 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่า PM2.5 ส่งผลให้ค่าการปล่อยมลพิษของโรงงานต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน โดยค่ามาตรฐานอยู่ที่ 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่โรงงานสามารถควบคุมได้เพียงประมาณ 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ติด E-nose เครื่องดักกลิ่น 4 จุด
นอกจากนี้โครงการยังได้ติดตั้ง เครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 4 จุด เพื่อใช้เซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint จากนั้นนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ เราติดตั้งเครื่องดักกลิ่น E-nose 4 จุด ทั้งภายในโรงงาน และ บริเวณรอบนอกติดกับชุมชนเพื่อตรวจสอบกลิ่น ซึ่งหากมีกลิ่นเราสามารถตรวจสอบและแก้ปัญหาได้ทันที”
สัญญาแบบ BOT บริษัทได้ค่ากำจัดขยะ-ค่าไฟฟ้า
“เหอ หนิง” บอกว่า ลงทุนก่อสร้างทั้งหมด 6 พันล้านบาท ภายใต้ รูปแบบสัญญาของโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช คือ แบบ BOT (Build-Operate-Transfer) คือเอกชน ลงทุนก่อสร้างทั้งหมด และ ทรัพย์สินจะเป็นของ กทม. หลังสิ้นสุดสัญญา 20 ปี
รูปแบบสัญญาดังกล่าว เป็นในลักษณะเดียวกันกับ โรงกำจัดขยะหนองแขม 2 แห่ง ตั้งอยู่ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เขตหนองแขม
ส่วนรายได้ของบริษัท จะมาจากค่าจัดการขยะจากกทม. ตันละ 789 บาท และรายได้จากการขายไฟฟ้า 3.66 บาทต่อหน่วย ซึ่งขณะนี้ได้ทำสัญญาภายใต้ โครงการ SPP (Small Power Producer) คือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ อยู่ระหว่างการทำสัญญาขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง
“ ไฟฟ้าจากขยะมีความมั่นคงสูง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 10 ปี ของการดำเนินการโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าที่หนองแขมขนาด 500 ตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวงได้อย่างต่อเนื่องทำให้มั่นใจว่าโครงการที่อ่อนนุชจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่แตกต่างกัน”
ส่วนกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทได้ค่ากำจัดขยะจาก กทม. ขณะที่ยังมีรายได้จากการขายไฟฟ้า “เหอ หนิง “ บอกว่า สัญญาที่ทำเอกชน หรือบริษัทต้องลงทุนเองทั้งหมด 6 พันล้านบาท เพื่อจัดการขยะให้กับ กทม.ทำให้ต้องมีรายได้ในการจ่ายหนี้ธนาคารในการลงทุน สัญญาจึงออกแบบให้มีรายได้จากค่ากำจัดขยะ และค่าไฟฟ้า

ไม่กังวลปริมาณขยะจะน้อยลงในอนาคต
“เหอ หนิง” บอกว่า ปริมาณขยะของ กทม.ยังมีปริมาณเพียงพอในการผลิตไฟฟ้า จึงไม่กังวลว่าปริมาณขยะจะน้อยลง เนื่องจากปัญหาสภาพเศรษฐกิจอันเนื่องจากสงครามอิหร่าน -อิสราเอล -สหรัฐ โดยโครงการฯ มีศักยภาพรองรับขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน
“คนกรุงเทพผลิตขยะ 1- 2 กิโลต่อคน แม้จะสูงต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้ายังเป็นโอกาสในการจัดการขยะ”
ส่วนในอนาคตจะใช้โมเดลการจัดการขยะของกทม.ขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ในแต่ละจังหวัดสนใจแนวทางการจัดการขยะของบริษัทหรือไม่ หากมีจังหวัดใดที่สนใจอยากลงทุนจัดการขยะก็พร้อมจะพิจารณาเช่นกัน
พร้อมเปิดใจรับฟังปัญหาจากชุมชน
แม้โครงการจะมีเทคโนโลยีควบคุมกลิ่นและมลพิษ แต่ก็ต้องเกิดการยอมรับจากชุมชน “เหอ หนิง” มั่นใจ กระบวนการเผาไหม้ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสามารถกำจัดกลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และการดำเนินการภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
“เราทำโรงงานไม่ได้ทำโรงเรียน เพราะฉะนั้นก็ต้อมยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่เราพร้อมเปิดรับฟังหากชุมชนมีปัญหาสามารถแจ้งมา จะส่งคนไปตรวจสอบเพื่อแก้ไขทันที”
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา โรงกำจัดขยะได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของชุมชน พร้อมทั้งเปิดให้ชุมชนเข้ามาเยี่ยมชมโรงงานเพื่อสร้างความมั่นใจต่อระบบการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม
ศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุช มีโครงการจัดการขยะอะไรบ้าง ?
โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุชเป็นหนึ่งในโครงการจัดการขยะของ ศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุช ที่มีพื้นที่ 580 ไร่ รองรับขยะ 3,400-4,000 ตันต่อวัน ภายในศูนย์ขยะแห่งนี้แบ่งเป็นหลายส่วน
- สถานีขนถ่ายมูลฝอย รองรับขยะ 1000 ตันต่อวัน บริษัทไพโรจน์สมพงษ์พาณิชย์ จำกัด ชนะประมูลในการรวบรวม เข้าอาคาร และนำขยะไปฝังกลบอย่างมีมาตรฐานที่ พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา
- โรงจำกัดมูลฝอยด้วยการหมักปุ๋ยอินทรีย์ 2 โรง รองรับขยะได้วันละ 1600 ตัน โดย บริษัท ยูโรเวสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยจะมีการตัดแยกมือและแม่เหล็ก เพื่อแยกขยะรีไซเคิล
ขยะที่จะเอาไปฝังกลบ และขยะที่จะไปทำเชื้อเพลิงแข็ง (RDF ) ขยะที่จะเอาไปหมัก โดยเอาเข้าไปโรงบ่ม 40 วัน ได้ปุ๋ยหมักหรือ สารปรับสภาพดิน 500 ตันต่อวัน
- โรงกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อด้วยความร้อนสูง รับผิดชอบ โดย บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ถือหุ้นเกือบทั้งหมด โดยกทม. มี 3 โรง รองรับขยะได้วันละ 80 ตัน โดยรับขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาล
- โรงกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า รับผิดชอบ โดย บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ได้รับใบอนุญาต 3 ใบ
โรงกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตไฟฟ้า กำลังผลิต 4.268 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ
- โรงผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำหมักขยะอินทรีย์
- โรงอัดขยะเป็นเชื้อเพลิงแข็ง RDF
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




