สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤต หลายพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 300 มคก./ลบ.ม. และอยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันนานหลายวัน
“ค่าฝุ่นและจุดไฟป่าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเกินขีดความสามารถในการควบคุมแล้ว ตอนนี้เรียกว่าวิกฤติ สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือบรรเทาและเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุและเด็ก”
ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกกับ “Policy Watch ThaiPBS” ถึงสถานการณ์ในพื้นที่เชียงใหม่ที่อาจจะเกินกำลังของภาครัฐและต้องเร่งระดมความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย

5 จว.เหนือค่าฝุ่น พุ่งเกินมาตรฐานต่อเนื่อง
ในสภาพอากาศที่ปิด ไม่ถ่ายเท ทำให้เชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างแม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง และลำพูน กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน คือค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานหลายเท่า
ดร.เศรษฐ์ บอกว่า ค่าฝุ่นเฉลี่ยรายวันซึ่งมีมาตรฐานอยู่ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ปัจจุบันพุ่งสูงถึงระดับ 100–200 มคก./ลบ.ม. ขณะที่บางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้า ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงอาจแตะ 300 มคก./ลบ.ม.
สาเหตุสำคัญมาจากไฟป่าที่ควบคุมได้ยาก ประกอบกับสภาพอากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมในพื้นที่แอ่งอย่างเชียงใหม่ ส่งผลให้คุณภาพอากาศในตัวเมืองอยู่ในระดับอันตราย
“ค่าฝุ่นที่สูงถึง 200–300 มคก./ลบ.ม. น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ หรือห้องปลอดฝุ่น ขณะนี้เกินขีดความสามารถของรัฐในการควบคุมไฟป่าแล้ว สิ่งที่ช่วยกันทำได้คือการบรรเทาและเยียวยา”
อาสาสมัครดับไฟป่า เริ่มเหนื่อยล้า
ขณะเดียวกัน ภารกิจดับไฟป่ายังเผชิญข้อจำกัดอย่างหนัก หลายพื้นที่เข้าถึงยากขณะที่ในพื้นที่ขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และกำลังคน อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ลาดตระเวน และการใช้อุปกรณ์ดับไฟ ต้องเดินเท้า และรถไม่สามารถเข้าไปได้ อีกทั้งทัศนวิสัยจากหมอกควันยังส่งผลให้ไม่สามารถใช้เฮลิคอปเตอร์สนับสนุนภารกิจได้
“อาสาสมัครยังคงทำงานอย่างหนักอยู่แล้ว เริ่มเหนื่อยล้า เพราะต่อสู้กับไฟป่ามานานกว่าสัปดาห์แล้ว และในพื้นที่ขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และกำลังคน อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ลาดตระเวน และการใช้อุปกรณ์ดับไฟ”
“ชะล่าใจ -ประเมินต่ำ” ฝุ่นเหนือปะทุรุนแรง
ขณะที่ปัญหาฝุ่นที่เกิดขึ้นมาจากทั้งในพื้นที่และข้ามแดน โดยมีจุดความร้อน (hotspot) จำนวนมาก ขณะเดียวกัน สาเหตุของไฟป่าก็มีความซับซ้อน ตั้งแต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การใช้ทรัพยากรป่า ไปจนถึงกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่
อีกปัจจัยสำคัญคือการเตรียมความพร้อมที่อาจไม่เพียงพอ หลังจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากลานีญา ทำให้มีฝนมาช่วยดับไฟป่า ส่งผลให้จุดความร้อนมีไม่มาก สถานการณ์ดูดีขึ้น จนเกิดความชะล่าใจ ว่าสามารถจัดการกับปัญหาได้
แต่ในปีนี้มีความพิเศษที่แตกต่างออกไป เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีถึงกลางเดือนมีนาคม มีฝนและมีลม ทำให้จุดความร้อนยังไม่เกิดขึ้น จนทำให้คาดว่าสถานการณ์ฝุ่นปีนี้น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“เรามองบวกว่าปีนี้ไม่น่าจะมีอะไร แต่แล้วพอผ่านกลางเดือนมีนาคม เริ่มมีจุดความร้อนเกิดขึ้น แม้ว่าเราทำตามขั้นตอนปกติ คือมีอาสาดับไฟ มีการแบ่งแยกกันไปตามพื้นที่เพื่อดับไฟ แต่ไฟป่าเกิดขึ้นจำนวนมาก พอจุดเดิมเราดับไม่ได้ แต่มีจุดอื่นเพิ่มเติม เพราะที่อากาศแห้งและร้อนจัด ไฟป่าจึงปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก”
ไฟป่าภาคเหนือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ-ซับซ้อน
ส่วนเมื่อเจาะสาเหตุการเกิดไฟป่าของภาคเหนือ กลับมีความซับซ้อน และมีหลายปัญหามาก ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำ โครงสร้างทางสังคม การหาของป่าและ ล่าสัตว์ ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายในป่า ซึ่งมีความแตกต่างกันในบริบทพื้นที่ทำให้ปัญหาแตกต่างกัน
“ผมคิดว่า การที่เรายังเข้าไม่ถึงชุมชน เพื่อไปทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งดูแลตัวเองได้ แต่ต้องมาอาศัยรอภาครัฐในจังหวัดและภาครัฐส่วนกลาง การจัดการปัญหามันเลยทำให้แก้ปัญหาได้ยาก”
ดร.เศรษฐ์ บอกว่า เมื่อไฟกองแรกดับไม่ได้และเกิดจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกินกำลังเจ้าหน้าที่ที่เรามีอยู่ ตอนนี้ในพื้นที่ไม่มีอะไรพอสักอย่างเลย อุปกรณ์ไม่พอ คนไม่พอ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน เพราะไม่เพียงมีราคาน้ำมันที่สูง แต่การเติมน้ำมันก็ลำบาก กาารต่อคิวใช้เวลานาน แต่เจ้าหน้าที่ต้องเติมน้ำมันในการเดินทาง การลาดตระเวน และการใช้อุปกรณ์ดับไฟทั้งหมดจึงอยู่ในภาวะขาดแคลน
อาจต้องการประกาศเขตภัยพิบัติบางพื้นที่
ในด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ดร.เศรษฐ์ มองว่า อาจไม่จำเป็นต้องประกาศภัยพิบัติในทุกพื้นที่ เพราะที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่เคยประกาศภัยพิบัติ แต่ไม่ได้ประกาศทั้งจังหวัด โดยเลือกประกาศเป็นโซน เพราะบางโซนสามารถจัดการปัญหาได้ เช่น ในอ.เมือง ไม่มีจุดความร้อน แต่ได้รับอิทธิพลของฝุ่น ไม่ต้องประกาศเป็นภัยพิบัติได้
แต่บางพื้นที่เป็นจุดความร้อน และเป็นพื้นที่สะสมตัวของฝุ่น ค่าฝุ่นเกิน 125 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกัน5 วัน ถือเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพราะมีคนเดือดร้อนจำนวนมากรวมถึงคนที่เจ็บป่วย กลุ่มเปราะบาง จึงต้องเร่งเข้าไปจัดการในพื้นทีนี้
“ผมคิดว่า เชียงใหม่กำลังพิจารณาว่าจะประกาศเขตภัยพิบัติหรือไม่ โดยคาดว่าอีกประมาณ 1-2 วันนี้ทางจังหวัดอาจจะประกาศเป็นเขต หรืออำเภอที่ต้องเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษ ”
“DustBoy” “DustGirl” นวัตกรรมเซนเซอร์ ฝุ่น
ส่วนมาตรการเฝ่าระวังฝุ่น ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พัฒนานวัตกรรม “DustBoy” ทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นเพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือน PM2.5
ที่ผ่านมาเครื่องมือ “DustBoy” ได้เริ่มติดตั้งมาตั้งแต่ปี60 และติดตั้งกระจายทุกจังหวัด 900 จุดทั่วประเทศ ขณะที่ เชียงใหม่ติดตั้ง 100 จุด โดยชุมชน ,อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม) และท้องถิ่น ศูนย์อนามัย กรมอนามัย สาธารณสุขจังหวัด ใช้เป็นเครื่องมือมอนิเตอร์ค่าฝุ่นในพื้นที่ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วย
“ข้อมูลจะถูกนำไปใช้โดยหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อวางแผนดูแลประชาชน เช่น การลงพื้นที่ แจกหน้ากาก และจัดตั้งทำโครงการมุ้งปลอดฝุ่น ห้องปลอดฝุ่น หรือมีโครงการห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจ”
ขณะเดียวกันในปีนี้มีการพัฒนาเซนเซอร์ “DustGirl” สำหรับวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร เนื่องจาก“DustBoy” ทำหน้าที่วิเคราะห์ฝุ่นภายนอกอาคาร หรือในบรรยากาศทั่วไป
แต่ DustGirl วิเคราะห์ฝุ่นในอาคาร นำร่องติดตั้งในศูนย์พักพิงคนชราและศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญเพราะเมื่อค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานสามารถฟอกอาอากาศและเติมอากาศได้ทันที
“เราเตรียมขยาย DustGirไปยังศูนย์เด็กเล็กที่มีเด็กนอนกลางวัน ถ้าฝุ่นเยอะเด็กจะสูดเอาฝุ่นเข้าไปทำให้มีปัญหาสุขภาพและพัฒนาการของสมอง โดยกลุ่มเป้าหมายของเราต้องการดูแล2 กลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุและเด็กก่อนเพราะว่าได้งบประมาณจำกัดมาจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.”
ดร.เศรษฐ์ อยากเชิญชวนทุกชุมชนให้ติดตั้ง DustGirl เพื่อทำให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากบ้านในชนบทมีร่องมีรูที่ฝุ่นจะเข้าได้ เพราะฉะนั้นต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้กลุ่มเสี่ยงที่เปราะบาง เป็นพื้นที่ปลอดภัยหลบฝุ่น เป็นพื้นที่พักปอดได้
ค่าฝุ่นสูงขนาดนี้ต้องอพยพหรือไม่
อย่างไรก็ตามค่าฝุ่นที่สูงเกินมาตรฐานขนาดนี้มีความจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่หรือไม่ ดร.เศรษฐ์ บอกว่า ในภาวะที่ค่าฝุ่นสูงมาก กลุ่มเสี่ยงบางส่วนจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดฝุ่น เนื่องจากเครื่องฟอกอากาศทั่วไปอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ระบบแรงดันอากาศบวกเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศภายใน
“ตอนนี้กลุ่มเปราะบางที่แสบคอ แสบจมูกเลือดกำเดาไหลกลุ่มนี้ไม่สามารถอยู่ในสภาพปกติได้ ต้องพาเข้ามาอยู่ในห้องที่สามารถลดฝุ่นได้ เพราะแค่เครื่องฟอกปกติ อาจจะไม่ไหว เพราะฝุ่นข้างนอกประมาณ 200-300 มคก./ลบ.ม. เครื่องฟอกขนาดเล็กอาจจะเอาไม่อยู่ อาจต้องใช้เครื่องเติมอากาศ เป็นห้องที่แรงดันบวกทำให้ปริมาณฝุ่นต่ำลงได้”
เริ่มแพลตฟอร์ม “พักปอด”
ปัจจุบันมีห้องปลอดฝุ่นกว่า 1,000 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์ม “พักปอด” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยได้มากขึ้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ปีนี้ถูกประเมินว่าเป็น “Perfect Storm” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต จากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาพอากาศ เศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้างภาครัฐ
ขณะนี้สถานการณ์เกินกว่าระดับการป้องกัน และเข้าสู่ขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการบรรเทาและเยียวยา โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุน
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาตำหนิกัน แต่ต้องช่วยกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมถึงคนในพื้นที่อื่น หากยังรักเชียงใหม่และภาคเหนือ ขอให้ช่วยกันสนับสนุน เพราะอาสาดับไฟยังขาดแคลนทั้งน้ำ อาหาร อุปกรณ์ และกำลังคนอย่างมาก”
จี้รัฐประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
ขณะที่สถานการณ์ด้านสาธารณสุขกำลังทวีความรุนแรงต่อเนื่องเช่นกัน เมื่อศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกมาบอกว่า ถึงเวลาประกาศภาวะฉุกเฉิน
สถานการณ์ PM2.5 ในประเทศไทยรุนแรงเพียงพอที่จะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีการจัดตั้งศูนย์อพยพปลอดฝุ่น
“ต่างประเทศเขาประกาศภาวะฉุกเฉินไปนานแล้ว มีศูนย์อพยพ มีห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน”
ศ.นพ.ชายชาญ เห็นว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ปัญหาฝุ่นมีมา 20 ปีแล้ว แต่ก็เฉยมาก จะประกาศเรื่องฉุกเฉินก็เหมือนเป็นเรื่องลำบากของนักการเมือง เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์มากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ประชาชน
“ที่เห็นส่วนใหญ่ก็มาบินมาเยี่ยม มาดูงาน ถ่ายภาพ แล้วก็อ้างฟ้าอ้างฝน แต่ไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่รัฐบาลเดียว ตั้งแต่ที่ผมศึกษามา 20 กว่าปี ก็ยังไม่เห็นความมุ่งมั่นจริงจัง”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ บอกอีกว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงต้นปี 2569 ว่า แม้ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์สถานการณ์จะดูดีกว่าปีก่อนเล็กน้อย แต่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย ค่าฝุ่นกลับพุ่งสูงอย่างรุนแรง จนแตะระดับวิกฤตสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
“ช่วงมกราคม กุมภาพันธ์ แล้วก็ต้นมีนาคม ดูจะดีกว่าปีก่อนนะครับ แต่พอช่วงปลายมีนาคม โดยเฉพาะอาทิตย์สุดท้าย สูงมาก จนเป็นช่วงเวลาที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา”
ข้อมูลจากเครื่องวัดคุณภาพอากาศหลายจุดพบว่าค่าฝุ่นเกินระดับมาตรฐานอย่างมาก โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “สีม่วง” หรือระดับอันตรายขั้นสูง
“ถ้าเราวัดจากเครื่องวัดต่างๆ มันจะเกินค่าที่สูงสุดเลย คุณภาพอากาศเป็นสีม่วงเลย ก็คือเน่าเลยนะครับ”
เตือน PM2.5 ไม่ใช่แค่ระคายเคืองผิว แต่เพิ่มเสี่ยงเสียชีวิตเฉียบพลัน
ศ.นพ.ชายชาญ อธิบายว่า อาการระคายเคืองผิวหนัง ผื่นคัน หรือเลือดกำเดาไหล ที่ประชาชนจำนวนมากพบในช่วงค่าฝุ่นสูง เป็นเพียงผลกระทบระดับต้นเท่านั้น แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และสมอง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้
“เรื่องกำเดาไหลหรือผื่นคันยังเป็นเรื่องเล็ก ความจริงมันไม่ใช่ว่าต้องสะสมไปนานถึงจะเป็นมะเร็งปอด มันทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้เลย จากสโตรก เส้นเลือดสมองตีบ แตก หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง”
“ผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว พอเจอฝุ่นระดับสูงไม่กี่ชั่วโมง ก็เสียชีวิตกะทันหันได้”
งานวิจัยในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8%
“เราพบว่าทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม. ที่เพิ่มขึ้น จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 %ในพื้นที่ที่มีการเผาสูง อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3.5% ถึง 5% เป็นการเสียชีวิตจากสโตรก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคปอดกำเริบเฉียบพลัน”
ศ.นพ.ชายชาญ ระบุว่า ประชาชนแทบหลีกเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่นไม่ได้ เพราะอากาศเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต “อาหารเรายังกินวันละ 2-3 มื้อ แต่อากาศเราหายใจทุกนาที วันหนึ่งเราหายใจประมาณ 20,000 ลิตร ฝุ่น 2.5 เข้าไปในกระแสเลือดแล้วไปตามอวัยวะทุกส่วน”
มาตรการป้องกันที่พอทำได้คือการสวมหน้ากาก N95 เมื่อต้องออกนอกอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ปิด แต่ในสถานการณ์ที่ค่าฝุ่นสูงมาก เครื่องฟอกอากาศทั่วไปอาจไม่เพียงพอ
“หน้ากาก N95 ใช้จริงประสิทธิภาพอาจเหลือประมาณ 60-70% เพราะมีเรื่องความกระชับและคุณภาพหน้ากาก ขณะที่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ค่า PM2.5 บางพื้นที่ 300-500มคก./ลบ.ม. เปิดเครื่องฟอก 2-3 ตัว ก็ยังลดไม่พอ”
คาดช่วงฝุ่นหนักอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มราว 700 ราย
โรงพยาบาลเริ่มพบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น ทั้งในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยวิกฤต
“ช่วงที่ค่าฝุ่นสูง จะมีคนไข้เข้า ICU เข้าโรงพยาบาล และมา OPD มากขึ้น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดสมอง” นพ.ชายชาญ กล่าว
จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าในช่วงฤดูฝุ่นหนักอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ช่วงมกราคมถึงมีนาคม จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 700 ราย เมื่อเทียบกับภาวะปกติ”
การเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และการติดเชื้อรุนแรง
“ส่วนใหญ่จะเป็นจากหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคปอดกำเริบเฉียบพลัน”
PM2.5 เป็นภัยเงียบ เสียชีวิตกระจายจนไม่ถูกนับเป็นวิกฤต
ศ.นพ.ชายชาญ ระบุว่า PM2.5 เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ไม่ถูกมองเป็นวิกฤต เพราะไม่ได้เกิดการเสียชีวิตพร้อมกันในจุดเดียว
“มันไม่เหมือนสงครามที่เห็นการเสียชีวิตชัดในพื้นที่เดียว ผู้ป่วยจะไปเสียชีวิตในโรงพยาบาล แล้วถูกระบุว่าเสียชีวิตจากสโตรก หัวใจขาดเลือด หรือติดเชื้อ แต่ไม่ได้ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ PM2.5”
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดแม้ในผู้ไม่สูบบุหรี่
“PM2.5 เป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ มีผลทั้งระยะสั้น ระยะยาว และทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แม้ไม่ได้สูบบุหรี่”
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการเตรียมระบบสาธารณสุขรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น เพื่อจำกัดความสูญเสียที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง





