สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เร่งขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 2.5% YoY โดยการผลิตเร่งตัวขึ้น ทั้งภาคเกษตร และภาคนอกเกษตร
ปัจจัยหลักจากสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาพักแรกและบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่ง และสาขาการเงินและการประกันภัยด้านการใช้จ่าย การอุปโภคของเอกชนขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก และการลงทุนรวม ยังคงเร่งตัวขึ้น
ขณะที่หนี้สาธารณะมีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.4% ต่อ GDP และหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 86.7%
ทั้งนี้ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.91% เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องที่ 0.5% เนื่องจากการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ผลิต ยังส่งผ่านไปที่ผู้บริโภคไม่มาก ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์
คาดปี 69 เศรษฐกิจโต 1.5 – 2.5%
เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% ค่ากลางประมาณการ 2% เท่ากับประมาณการครั้งก่อน (ปี 2568 ขยายตัว 2.4%) โดยปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐรวมถึง พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท และการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
โดยการใช้จ่ายเอกชนขยายตัว 2.4%YoY จากมาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ และการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัว 1.2%YoY ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น
คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2569

การลงทุนคาดว่าจะขยายตัว 3.5%YoY จากการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 3.7%YoY เร่งสูงขึ้นตามการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัล และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.1% ชะลอลง ตามกรอบวงเงินงบประมาณที่ปรับลดลง
ทั้งนี้การส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 9.6% ชะลอลงจากปีก่อน ตามความต้องการของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มขยายตัว รวมถึงการยกเลิกภาษีนำเข้าศุลกากรตอบตอโต้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยลดลง
อย่างไรก็ตาม การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอลงตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 32 ล้านคน เดิมคาด 35 ล้านคน และรายรับอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท เดิมคาด 1.65 ล้านล้านบาท แต่รายรับยังเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวจะเพิ่มสูงขึ้น

จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินจากตะวันออกกลางปรับตัวลดลงภายหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
สำหรับอัตราเงินเฟ้อ อยู่ระหว่าง 2-3% ค่ากลาง 2.5% โดย พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจะใช้ไม่เต็มวงเงิน ซึ่งก้อนแรกในปี 2569 คาดจะใช้ประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท และในส่วนที่เหลือจะใช้ในปี 2570
อย่างไรก็ตามเงินกู้ดังกล่าวเชื่อว่าจะไม่ไปกระตุ้นให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นมากนัก และไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบ 70% ต่อ GDP
ปัจจัยกดดันและความเสี่ยงในปีนี้ ได้แก่
- ความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบรุนแรงทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และกระทบวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น แนฟทา และอีเทน ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกและความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน โดยเป็นผลมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แนวโน้มการชะลอปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัฐจากแรงกดดันเงินเฟ้อสูง การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่จะกระทบไทย หนี้สาธารณะสูง รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา
- ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เป็นผลจากหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยหนี้สหกรณ์และหนี้โรงรับจำนำปรับสูงขึ้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อในสถาบันการเงินปรับลดงลง โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งจะกดดันอุปสงค์ในประเทศให้ชะลอลงตาม
- ความเสี่ยงจากการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจยำมาซึ่งปัญหาฝนทิ้งช่วง และภัยแล้วที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งจะกระทบผลผลิตและรายได้เกษตรกร

สศช. ประเมินสงครามในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดภายในกลางปีนี้ แต่ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูจากความเสียหาย ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตปรับสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้น จากนั้นจะส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องเร่งเข้ามาดูแลในส่วนดังกล่าว
ที่มา: ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่หนึ่งของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม:
- กู้ 4 แสนล้าน-ขาดดุลการคลัง ดันหนี้สาธารณะแตะ 75% ในปี 73
- กู้เงิน 400,000 ล้าน รับผลกระทบวิกฤตพลังงาน สกัดเศรษฐกิจ”ช็อก”
- กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%




