อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real rate) เป็นดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ใช้สะท้อนว่าเงินที่ฝากหรือเงินลงทุน เพิ่มมูลค่าจริงได้มากหรือน้อย รวมถึงต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริง หากเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ย (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ) จะทำให้เงินฝากมีมูลค่าลดลง ขณะที่มูลค่าหนี้ก็จะลดลงเช่นเดียวกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ของไทย ไตรมาส 1 ปี 2569 จะต่ำกว่าศูนย์หรือติดลบ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายหักด้วยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ 1 ปีข้างหน้า สะท้อนจากผู้ประกอบการ ครัวเรือน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ และ ธปท.

แต่ข้อมูลดังกล่าวมาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพียง 3 วัน ทำให้สมมติฐานเรื่องเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ประเมินสถานการณ์ว่า หากสงครามยืดเยื้อ เงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัวขึ้นกว่า 3% ในกรณีราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากราคาน้ำมันจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภททยอยปรับสูงขึ้นตาม
ภาวะการเงินผ่อนคลาย แต่เศรษฐกิจยังไม่ดี
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่อยู่ในระดับติดลบ มักสะท้อนว่าภาวะการเงินมีทิศทางที่ผ่อนคลาย เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเศรษฐกิจ และ กนง. อาจทำไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม แต่จากสถานการณ์ในครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นนี้มีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันจากฝั่งต้นทุน (Cost-push inflation) ไม่ได้สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวแข็งแกร่ง ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในรอบนี้ จึงไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจดี แต่เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก (น้ำมันแพง) วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) อธิบายกับ Policy Watch
“คําถามก็คือว่า ธปท. ควรจะมองยังไง คิดว่าเขาอาจจะต้องมาย้อนดู จะให้น้ำหนักเรื่องของตัวเงินเฟ้อ หรือว่าเรื่องของอุปสงค์ในประเทศมากกว่ากัน” เนื่องจากสงครามครั้งนี้อาจผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และขณะเดียวกันอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอตัวลงมากกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 1.9%
ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำ ติดลบที่ 0.8% แตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 2 – 3% ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายการเงิน อาจเลือกให้น้ำหนักกับในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) มากกว่าเงินเฟ้อ เพราะต่อให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ก็จะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 1 – 3% ของธปท.
กนง. อาจต้องลดดอกเบี้ย
เมื่อพิจารณาร่วมกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัว และปัจจัยใหม่เพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตต่ำลงใกล้ระดับ 1% จะยิ่งห่างจากระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7% มากขึ้น ดังนั้น ในการตัดสินใจของผู้ดำเนินนโยบายการเงินอาจต้องให้น้ำหนักกับปัจจัยดังกล่าวมากขึ้น วชิรวัฒน์ ระบุว่า “แปลว่าดอกเบี้ยก็อาจจําเป็นต้องลดมากขึ้น ต่อให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ติดลบอยู่แล้ว มีโอกาสจะติดลบมากขึ้น เพราะว่าเราไปให้น้ำหนักเกี่ยวกับเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจ เรื่องของอุปสงค์ในประเทศมากกว่าเรื่องของเงินเฟ้อ”

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์
ก่อนหน้านี้ SCB ประมาณการว่า ธปท. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยอ้างอิงจากการสื่อสารในการประชุม กนง. เมื่อเดือน ก.พ. ที่ระบุชัดว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยได้เข้าสู่ระดับติดลบแล้ว จึงสะท้อนว่าอาจไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในระยะนี้
อย่างไรก็ตามมุมมองดังกล่าวมีขึ้นก่อนเกิดสงคราม และเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะยังติดลบอยู่ แต่ก็ยังมีช่องว่าง (Policy space) ให้ผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Nominal rate) ยังสามารถปรับลดลงได้อีก
ทิศทางนโยบายการเงินจึงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ หากสงครามลากยาวกว่า 2–3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ 1.9–1.8%
โดยรวมจึงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีกครั้ง แต่จะลดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความแรงของเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจนสูงในระดับ 4 – 5% และเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. ก็อาจทำให้การลดดอกเบี้ยทำได้จำกัดมากขึ้น หรืออาจลดได้อีกเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือความยืดเยื้อขอสงคราม และผลกระทบต่อเงินเฟ้อว่าจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด
Bond Yield ไทยใกล้ถึงจุดสูงสุด
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดพันธบัตร (Bond) โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลไทยเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องตามทิศทางของตลาด Bond ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในหลายประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไทยปรับสูงขึ้นค่อนข้างมากกว่าที่อื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการถือครอง Bond ไทยมีจำกัดอยู่แล้ว เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงคราม นักลงทุนจึงยิ่งชะลอการเข้าซื้อออกไป ผลที่ตามมาคือ Bond Yield ระยะยาวของไทยปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีลักษณะชันขึ้นอย่างชัดเจน
ทิศทางในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร นักวิเคราะห์ SCB ประเมินว่า Bond Yield ไทยใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว เนื่องจากหากวิเคราะห์ปัจจัยจากในประเทศ กนง. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้ Bond ที่ให้ผลตอบแทนในระดับปัจจุบันมีความน่าสนใจมากขึ้น ก็จะหนุนให้เกิดแรงซื้อจนทำให้ราคาปรับขึ้น และกด Bond Yield ลดลงในระยะต่อไป ดังนั้นช่วงเวลานี้อาจเป็นจังหวะที่ดีในการพิจารณาลงทุน เพราะมีราคาที่ถูก

วชิรวัฒน์ พยามอธิบายเพิ่มว่า หากดูเพียงตลาดโลก บางครั้งก็อาจถูกหลอกได้ เพราะตอนนี้นักลงทุนทั่วโลกเทขาย Bond ตามตลาดสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศ หากเปรียบเทียบเงินเฟ้อไทยที่ยังติดลบ 0.8% ในขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเป็นบวก 2-3% จึงมีความเป็นไปได้ว่าไทยอาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามประเทศอื่นที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ
“เพราะฉะนั้นถ้าวิเคราะห์ปัจจัยในประเทศของเรา เชื่อว่าสุดท้ายแบงค์ชาติจะให้น้ำหนักต่อจีดีพี มีโอกาสจนลดดอกเบี้ยได้ สุดท้ายก็น่าจะเห็นการ collection ของ bond yield” นักวิเคราะห์ SCB กล่าว
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์สงครามยังคงลากยาว จนราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีโอกาสที่ Bond จะถูกเทขายเพิ่ม และในระยะสั้น Bond Yield ก็อาจสูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามกลไกลตลาด ไม่ได้แปลว่า กนง. จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้นนโยบายตาม ดังนั้นในการประชุมที่เหลือหลังจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะพิจาราณาลดดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันในตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะในฝั่งระยะสั้นได้
เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุ 33 บาท/ดอลาร์ หากสงครามยืดเยื้อ
ที่ผ่านมาค่าเงินบาทมีความผันผวนค่อนข้างสูง หากย้อนกลับไปช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยราคาทองคำและบรรยากาศทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังเลือกตั้ง ทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเงินไทยและหนุนให้เงินบาทแข็งค่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ แต่หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วทันที โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินบาทที่อยู่ปรับขึ้นเหนือระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป นักวิเคราะห์ SCB ชี้ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออก โดยเฉพาะความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อและช่องแคปถูกปิดเป็นเวลานาน อาจทำให้ราคาน้ำมันเร่งสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานานหลายเดือน จะเพิ่มโอกาสที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็วภายในระยะเวลาไม่นาน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลง และอาจช่วยให้ค่าเงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบเดิมที่ประมาณ 31–32 บาทต่อดอลลาร์
แต่ในกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อ ประกอบกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยาวนานต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 110–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะหนุนให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเกินระดับ 100 และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก
ดังนั้นจึงต้องจับตาราคาน้ำมันเป็นหลัก หากปรับสูงขึ้นจะยิ่งทําให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้น และเงินบาทก็จะยิ่งอ่อนค่า
แบงก์ชาติเตรียมประเมินเศรษฐกิจใหม่
ธปท. ได้ปรับมุมมองใหม่ ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้ยังไม่เห็นชัดเจนในภาพระยะสั้น (รายเดือน) แต่ก็เกิดผลกระทบจริงในบางด้านแล้ว เช่น ต้นทุนพลังงานจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ตามการรายงานของ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. ระบุว่า ขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามว่าต้นทุนพลังงานนี้ จะถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากหรือน้อย หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อาจมีการส่งผ่านผลกระทบไปที่ราคาสินค้า และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งผลกระทบต่อรายได้ของคนบางกลุ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของลูกหนี้ในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินจะดูแลติดตามลูกค้าพอร์ตของตัวเองอย่างใกล้ชิด
สำหรับเรื่องนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมาจากปัญหาด้านอุปทาน ( Supply) เช่น ราคาพลังงาน ก็คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับลงมาได้ ดันนั้นดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานี้ เพราะดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการกับปัญหาฝั่ง Supply ได้โดยตรง แต่หากปัญหาเริ่มส่งผ่านไปกระทบต่อการใช้จ่าย (Demand) หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จะพิจารณาการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ผ่านมา ธปท. ก็ไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
“ธปท. ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ ที่อาจทำให้ตัวเลข GDP ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหน คงทำได้ยาก ต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี กล่าว
ธนาคารกลางประเทศหลัก เข้าสู่โหมด “รอดู”
เริ่มจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในการประชุมล่าสุดวันที่ 19 มี.ค. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% โดยปรับคาดการกณ์เงินเฟ้อในปีนี้จะสูงกว่าครั้งก่อนที่ 2.7% จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น หลังผลกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวน ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับที่ประเมินได้ยาก
ในวันเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ต่อปี พร้อมส่งสัญญาณเตรียมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยแสดงความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวสูงขึ้นแตะระดับ 3.5% ตามราคาพลังงาน แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงจนช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ตาม ทั้งนี้ยังคงรอดูพัฒนาการของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ตามมาด้วยวันที่ 20 มี.ค. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ต่อปี โดยเตือนว่าสงครามอิหร่านอาจทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อสูงในระยะสั้นผ่านราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้น พร้อมกับปรับคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มที่ 2.6% ในปีนี้ แม้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวยังคงมีความไม่แน่นอน
ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวสวนทางกัน จับตาการประชุม กนง. ครั้งที่สองของปี ในวันที่ 29 เม.ย. นี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วจะเลือกให้น้ำหนักอะไรมากกว่ากัน ระหว่างควบคุมเงินเฟ้อสูง หรือประคองเศรษฐกิจให้รอด
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




