คดีทุจริตของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น STARK เป็นคดีที่ “ฉาวโฉ่”ที่สุดอีกหนึ่งคดีในตลาดหลักทรัพย์ไทย และสั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุนร้ายแรงที่สุดอีกคดี ในเรื่องมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในแวดวงตลาดทุน
ต้นตอการทุจริตในตลาดหุ้นมักจะเกิดจากการสร้าง “สตอรี” น่าเชื่อถือ และการ “แต่งงบการเงิน” โดยอาศัยกลไกของตลาดที่มีอยู่ ซึ่งในกรณีของ STARK ก็เริ่มจาก “สตอรี” เป็นหุ้น “ดาวรุ่ง” ด้วยการโชว์ผลปรพกอบการสวยหรูและการขยายและเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ก่อนมีการทุจริต ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) เคยจัดอันดับเครดิตองค์กรของ STARK ไว้ที่ระดับ “BBB+” (Investment Grade) ซึ่งเป็นระดับ “ความเสี่ยงต่ำ” และมีความสามารถในการชำระหนี้ในเกณฑ์ดี
แต่“สตอรี”จูงใจนักลงทุน ทั้งรายย่อยและบรรดาสถาบันการเงิน จะสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีระบบบัญชีที่ได้ “มาตรฐาน” โดย STARK มีการว่างจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีจากบริษัทรายใหญ่และน่าเชื่อถือ ซึ่งปรากฏชัดเจนเมื่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษผู้ตรวจสอบบัญชีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่าผู้ตรวจสอบบัญชีไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างร้ายแรง
ก.ล.ต. กล่าวโทษ นันทวัฒน์ สำรวญหันต์ ผู้สอบบัญชีในตลาดทุน สังกัดบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด (Deloitte) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพราะตรวจพบว่า การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีในฐานะผู้สอบบัญชี ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดการทุจริตใน STARK และบริษัทย่อย รวมถึงการตกแต่งงบการเงินของ STARK
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้พิจารณาเพิกถอนความเห็นชอบจากการเป็นผู้สอบบัญชีในตลาดทุนของนายนันทวัฒน์ เป็นเวลา 6 ปี เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานการสอบบัญชีโดยรวมในระดับร้ายแรง
สำหรับ นันทวัฒน์ เป็นผู้ตรวจสอบงบการเงินปี 2562 – 2564 ของ STARK และบริษัทย่อย รวมถึงบริษัทอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (PDITL) และบริษัท อดิสรสงขลา จำกัด (ADS) โดย
ความผิดปกติในขั้นตอนสอบบัญชี
ผลการตรวจสอบเชิงลึกของ ก.ล.ต. พบว่า การสอบบัญชีของ นันทวัฒน์ ในการแสดงความเห็นต่องบการเงินรวมของ STARK และบริษัทย่อย และงบการเงินเฉพาะกิจการของ STARK ปี 2562 – 2564 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีโดยรวมในระดับร้ายแรง โดยพบความผิดปกติในหลายขั้นตอนสำคัญได้แก่ การประเมินและวางแผนการตรวจสอบ การตรวจสอบใบสำคัญทั่วไป การวิเคราะห์เปรียบเทียบ การปรับเปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงจากการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ และการแสดงความเห็นในรายงานของผู้สอบบัญชี
สาเหตุหลักเกิดจากไม่ได้ตรวจสอบให้ได้เอกสารหลักฐานที่เชื่อถือได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม เกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่น บัญชีสินค้าคงเหลือ บัญชีรายได้และต้นทุนจากการให้บริการ
ในความผิดทางกฎหมายอาญา ก.ล.ต. เห็นว่า การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการสอบบัญชีดังกล่าว เป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดการทุจริตใน STARK และบริษัทย่อย และการตกแต่งงบการเงินของ STARK ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการกล่าวโทษต่อ DSI ไปแล้ว ในกรณีมีการกระทำอันเป็นการทุจริตและร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จในบัญชีเอกสารของ STARK และบริษัทย่อย
ล่าสุด ก.ล.ต. พิจารณาว่า การกระทำของ นันทวัฒน์ เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 287 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย จึงได้กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อ DSI สำหรับการปฏิบัติงานตรวจสอบงบการเงินประจำปี 2564 เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่งผลให้ นันทวัฒน์ มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้สอบบัญชีในตลาดทุน
ในส่วนของมาตรการทางปกครองของ ก.ล.ต. มีมติเพิกถอนความเห็นชอบการเป็นผู้สอบบัญชีในตลาดทุนของ นันทวัฒน์ เป็นระยะเวลา 6 ปี จากการกระทำผิดร้ายแรงในการสอบบัญชีงบการเงินปี 2562–2564 อย่างไรตาม สถานะผู้สอบบัญชีในตลาดทุนของ นันทวัฒน์ ได้สิ้นสุดลงแล้วจากลักษณะต้องห้ามข้างต้น เนื่องจากการถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ ดังนั้น ก.ล.ต. จึงกำหนดระยะเวลาห้ามยื่นขอความเห็นชอบใหม่ของ นันทวัฒน์ เป็นระยะเวลา 6 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569
อย่างไรก็ตาม การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรม ตามลำดับ ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีต่อไป
ย้อนโกง STARK เขย่าขวัญตลาดทุน
คดีของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากบริษัทที่เคยถูกจับตามองในฐานะ “หุ้นเติบโต” ด้วยธุรกิจผลิตสายไฟและสายเคเบิลที่มีรายได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเร่งขยายกิจการผ่านการเข้าซื้อธุรกิจในต่างประเทศ แต่กลับมีการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีและงบการเงิน เพื่อความผิดปกติทางการเงินของบริษัท
จุดเริ่มต้นของปัญหา เกิดขึ้นเมื่อ STARK ไม่สามารถส่งงบการเงินประจำปี 2565 ได้ตามกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และมีการขอเลื่อนมาหลายครั้งตั้งแต่เดือน ก.พ. 2566 ท่ามกลางความกังวลใจของนักลงทุน แต่หลังจากนั้น 4 เดือน STARK ก็ยอมส่งงบการเงินดังกล่าว ปรากฏว่าประสบภาวะขาดทุนมากถึง 12,000 ล้านบาท
ในรายงานผู้สอบบัญชีระบุสาเหตุไปที่ความผิดปกติในทางทุจริตจำนวนมาก โดยเฉพาะการปลอมยอดขายและคำสั่งซื้อปลอมของบริษัทคู่ค้า เพื่อนำเงินออกจาก STARK ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลทั้ง ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง
ผลการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายตกแต่งงบการเงิน และอาจมีการบันทึกบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริงในหลายรายการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ ซึ่งล้วนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของบริษัท
คดีเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น เมื่อมีการกล่าวโทษผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องหลายรายต่อ DSI ในข้อหาทุจริตและนำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จในเอกสารบัญชี ขณะเดียวกัน ตลท. ได้สั่งขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขาย (SP) หุ้น STARK ก่อนจะเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ในเวลาต่อมา
ขณะที่ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษบริษัท STARK อดีตกรรมการและอดีตผู้บริหาร รวม 10 ราย DSI กรณีร่วมกันกระทำ หรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จในบัญชีเอกสาร ช่วงปี 2564 – 2565 เพื่อลวงบุคคลใด ๆ รวมถึงการเปิดเผยงบการเงินในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวน ที่อาจมีการตกแต่งงบการเงิน รวมทั้งปกปิดความจริงในข้อมูลสรุป (factsheet) เสนอขายหุ้นกู้ STARK ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยทุจริตหลอกลวง และทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวง
ต่อมาผู้บริหาร STARK หลายราย ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว โดยหนึ่งในนั้น คือ ชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ( CEO) ของบริษัท
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ฝั่งผู้ถือหุ้น นักลงทุนรายย่อย เจ้าหนี้ และหุ้นกู้ ซึ่งมีนักลงทุนหลายกลุ่มเข้าถือครองทั้งสถาบันการเงินชื่อดัง และกองทุนต่าง ๆ โดยมูลค่าความเสียหายรวมอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง และยังไม่สามารถตามกลับคืนมาได้ทั้งหมด
| กลุ่มผู้เสียหาย | มูลค่าความเสียหาย | รายละเอียด |
| ผู้ถือหุ้นกู้ | 9,200 ล้านบาท | ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 5 ชุด รวมผู้เสียหายกว่า 4,500 ราย |
| เจ้าหนี้ธนาคาร | 8,600 – 9,000 ล้านบาท | วงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง |
| ผู้ถือหุ้นรายย่อย | 33,000 – 73,000 ล้านบาท | มูลค่าหุ้น STARK ตามราคาตลาด (Market Cap) ที่หายไปเกือบทั้งหมด |
สาเหตุที่นักลงทุนจำนวนมากเชื่อมั่นใน STARK นอกเหนือจากภาพลักษณ์ของการเป็นบริษัทเติบโตที่ดีแล้ว ยังมีอีกปัจจัยสำคัญ คือ การที่งบการเงินของบริษัทผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีในตลาดทุนจากบริษัทชื่อดัง ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลทางการเงินในสายตานักลงทุน
สถานะล่าสุดของ STARK
ในปัจจุบัน หุ้น STARK ถือว่า “ไม่มีความน่าเชื่อถือในเชิงการลงทุน” และมีสถานะเป็นกรณีศึกษาด้านทุจริตที่ร้ายแรงที่สุดในตลาดหุ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอน (Delisted) ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ 3 ก.ย. 24 เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนและไม่สามารถส่งงบการเงินได้ตามกำหนด ซึ่งมีมูลค่าเป็นศูนย์ โดยราคาซื้อขายวันสุดท้ายก่อนถูกเพิกถอนอยู่ที่ 0.01 บาท จากที่เคยมีมูลค่าบริษัทสูงสุดกว่า 60,000 ล้านบาท
คดีทุจริตครั้งนี้ มีการส่งฟ้องดำเนินคดีอาญาและแพ่ง โดยดีเอสไอและอัยการได้สั่งฟ้องอดีตผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องหลายรายในข้อหาทุจริต ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน รวมถึงมีการอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาเพื่อนำมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย แต่จำนวนทรัพย์สินที่ยึดได้ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายรวมกว่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยได้รวมตัวฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action)
จากการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐ พบกระบวนการที่นไปสู่การ “ทุจริต” ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะเดีวกันกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตลาดหุ้น
- สร้างยอดขายปลอม: มีรายการขายผิดปกติกว่า 200 รายการ มูลค่านับหมื่นล้านบาท
- ปลอมเอกสาร: ปลอมใบแจ้งหนี้ (Invoice) และปลอมการรับชำระเงินจากลูกหนี้
- ไซฟอนเงิน : โอนเงินออกจากบริษัทไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร
กรณี STARK เป็นอีกหนึ่งบทเรียน ทั้งกับนักลงทุนและกรณีศึกษาในระดับ “คลาสสิก” เกี่ยวกับกระบวนการฉ้อโกงยุคใหม่ โดยอาศัยกลไกในตลาดเงินตลาดทุน ไม่เพียงแต่รายย่อย แต่ยังรวมถึงนักลงทุนระดับสถาบันก็ตกเป็นเหยื่อได้ เพราะงบการเงิน “สวยหรู” อันดับเครดิตดี หรือ บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีชื่อดัง รวมถึงมีกลไกตรวจสอบของตลาด ก็ไม่ได้ “รับประกัน” ว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




