
ในงาน Policy Watch Connect 2026 ที่รัฐสภา นอกเหนือจาก Policy Communication : Exhibition ที่บริเวณสระมรกต ที่ให้ผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการ “หน้าตาคนจนเมือง” และแปลงปัญหาไปสู่นโยบายสาธารณะ และวิธีแก้ไขที่ทำได้จริง ในวันที่ 13 ม.ค.69 ที่ผ่านมายังมีเวที Policy Forum หัวข้อ “โครงสร้างการเมืองและการกระจายอำนาจ” โดยมีผู้ร่วมถกแถลง แลกเปลี่ยนมุมมองจากทั้งฝ่ายวิชาการ และภาคประชาสังคม
รัฐธรรมนูญมีปัญหาคนเบื่อการเมือง
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ระบุว่า ประชาชนไม่ได้เบื่อการเมืองทุกคน แต่คนรู้สึกเหนื่อยหน่าย และอ่อนล้ากับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่ไม่นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น การเลือกตั้ง แล้วพรรคที่เลือกไม่ได้เป็นรัฐบาลทั้งที่คะแนนเสียงมากพอที่จะเป็นรัฐบาลได้แล้ว โดยก่อนเลือกตั้งก็มีความหวังว่าพรรคที่เลือกจะได้เป็นรัฐบาล จะได้ทำตามนโยบายต่าง ๆ
“ประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในกฎหมายก็มาช่วยกันจัดกิจกรรม ใช้สิทธิ์ เข้าชื่อ แต่กว่าจะผ่านแต่ละชั้น สุดท้ายกำลังจะผ่านแล้วก็ยุบสภาฯ นอกจากนี้ยังมีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีขั้นตอนทางเทคนิคมากมาย ก็ไม่แปลกที่คนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไกลเขาออกไปเรื่อย ๆ
ขณะที่ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า ความรู้สึกเบื่อการเมืองเกิดจากโครงสร้างทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดไว้ ถ้าไม่อย่างนั้นคนที่เขียนรัฐธรรมนูญ ก็ต้องการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชน หรือออกแบบองค์กรอิสระ ให้มีกลไกที่ทำให้การออกแบบตรงนี้ถูกควบคุม ทั้งพรรคการเมือง สถาบันทางการเมือง แม้แต่องค์กรที่เรียกว่าอิสระก็ตาม
ขณะที่ พรรคการเมือง และองค์กรอิสระถูกควบคุม รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเรื่องพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถเป็นสถาบันที่มีความมั่นคง และยึดโยงกับประชาชนได้
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นโอกาสในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็สามารถเขียนทุกอย่างไปสู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง สามารถทำให้อำนาจประชาชนตรวจสอบองค์อิสระได้โดยตรง แม้แต่การให้อำนาจประชาชนในการเลือกองค์กรอิสระ เพื่อที่จะให้องค์อิสระตรงสอบ และหยุดยั้งปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน
“สิ่งสำคัญ คือต้องเปิดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม ให้แต่ละคนออกแบบซึ่งดูแลบ้านแบบไหน และโอกาสที่การกระจายอำนาจจะไปให้ไกลกว่านี้ได้ อยู่ที่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
การกระจายอำนาจท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญ 60
ขณะที่ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ระบุว่า ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่สำคัญนั้นอยู่ในรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่มอำนาจรัฐและลดอำนาจประชาชน อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังอยู่ภายใต้ส่วนกลาง จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
รัฐธรรมนูญ 60 ได้ตัดการกระจายอำนาจอย่างชัดเจน การมองยุทธศาสตร์ชาติโดยคนส่วนกลาง และทิศทางประเทศถูกกำหนดขึ้นจากส่วนกลาง โดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม และยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญนี้ เขียนว่า รัฐบาลทุกชุดที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกำหนดทิศทางต่าง ๆ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติด้วย
“รัฐธรรมนูญ 2560 พยายามรวบอำนาจกาตัดสินใจทุกอย่างไว้กับส่วนกลาง อีกทั้งยังเขียนกำหนดให้คนจากส่วนกลางไปบริหารจังหวัดต่าง ๆ ได้ และไม่ได้พัฒนาตามกฎหมายปกติ แต่พัฒนากฎหมายพิเศษที่เอื้อต่อการการลงทุนและไม่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิ์ประชาชนและในพื้นที่”
ลัดดาวัลย์ เสริมว่า พรรคการเมืองควรมีแนวคิดสนับสนุนพลเมือง เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนได้ทำงาน เป็นอาสาสมัคร อีกส่วนที่อยากเติมให้กับท้องถิ่น คือให้พรรคการเมืองคิดนอกกรอบ ว่า 50% ของรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นเก็บไว้ดูแลตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้ท้องถิ่นแข่งขันกันเติบโต แทนที่จะรอจากส่วนกลางอย่างเดียว
จากเนื้อหาในวงเสวนานำมาสู่เนื้อหาเป็น ร่าง White paper ในหมวดโครงสร้างการเมือง
- บริบทและการวิเคราะห์สภาพปัญหา
ปัญหาของโครงสร้างการเมืองของประเทศไทยเป็นผลสืบเนืองมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองที่มีลักษณะไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและไม่การเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการมีสถาบันทางการเมืองหรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หรือการมีระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งสร้างความเหนื่อยหน่ายและเหนื่อยล้ากับการเมืองให้ประชาชน เนื่องจากผลลัพธ์ทางการเมืองไม่บังเกิดผลไม่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนและการลงมือมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสภาพปัญหาที่เป็นรูปแบบธรรมของการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยข้างต้นสามารถสะท้อนออกมาได้เป็น 2 มิติ ดังนี้
มิติแรก – การออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจรัฐของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ได้แก่
- ระบบการเลือกตั้งและกลไกการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญที่ไม่สะท้อนการแสดงเจตจำนงของประชาชนในออกเสียงตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พรรคการเมืองที่ประชาชนออกเสียงเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสมาชิกมีอำนาจลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร
- การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่ยุ่งยากต่อการออกเสียงของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหมายเลขผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกับแบบบัญชีรายชื่อเป็นคนละเบอร์กัน
- รัฐธรรมนูญออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาซึ่งไม่เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้งโดยตรง
- รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์อิสระและศาลมีที่มาซึ่งไม่เชื่อมโยงกับประชาชน
มิติที่สอง – การออกแบบกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ได้แก่
- รัฐธรรมนูญออกแบบดุลภาพทางอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภากับฝ่ายตรวจสอบอำนาจรัฐที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนอย่างศาลและองค์กรอิสระในลักษณะที่ไม่สมดุล โดยให้อำนาจฝ่ายหลังมีอำนาจควบคุมฝ่ายการเมืองที่ล้นเกินจนทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา และส่งผลให้ฝ่ายการเมืองไม่สามารถดำเนินการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างมีต่อเนื่อง
- รัฐธรรมนูญออกแบบให้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างศาลและองค์กรอิสระเข้ามายุ่งเกี่ยวในกิจการทางการเมืองมากจนเกินไป ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรีกับสมาชิกรัฐสภา เป็นต้น
- รัฐธรรมนูญออกแบบให้ที่มาของฝ่ายตรวจสอบอำนาจรัฐในลักษณะที่สามารถถูกตั้งคำถามว่าถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองจนกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรอิสระและศาลได้
- การใช้อำนาจตรวจสอบอำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชนถึงความชอบด้วยกฎหมายและไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามมิให้รัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้
- รัฐธรรมนูญออกแบบไม่ให้มีกลไกสร้างความรับผิดทางการเมืองกับองค์กรอิสระและศาล ตัวอย่างเช่น การไม้เปิดกลให้ประชาชนลงชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลได้ เป็นต้น
- รัฐธรรมนูญออกแบบกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐที่ไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างเช่น การไม่ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใส เป็นต้น
ภายใต้สภาพปัญหาที่มีการออกแบบโครงสร้างการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยดังกล่าวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้ว่าประชาชนจะได้ทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้วและมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม แต่กลับประสบปัญหาในการอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญในแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายประการ จนกระทั่งปิดโอกาสที่ประชาชนจะแก้ไขปัญหาตามกลไกที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ ได้แก่
- ประการแรก – การออกเสียงเลือกตั้งเลือกพรรคการเมืองที่คาดหวังให้เข้าไปแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่พรรคดังกล่าวกลับถูกกลไกทางรัฐธรรมนูญขัดขวางมิให้จัดตั้งรัฐบาลได้
- ประการที่สอง – การใช้สิทธิเสนอร่างกฎหมายของภาคประชาชนถูกถ่วงให้ล่าช้าด้วยกระบวนการรัฐสภา
- ประการที่สาม – การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งรายมาตราและทั้งฉบับของประชาชนดำเนินการได้ยากและล้มเหลวมาโดยตลอด เพราะติดขัดข้อจำกัดทางการเมืองและกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ออกแบบให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ยาก

- ข้อเสนอทางนโยบายต่อพรรคการเมือง
ประการแรก – พรรคการเมืองต้องผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
ประการที่สอง – กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือต้องออกแบบกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงกับประชาชน โอบรับทุกความฝันสมัยใหม่ที่หลากหลายของประชาชน และการสร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐแทนการตรวจสอบอำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระและศาลแบบดั่งเดิม
ประการที่สาม – แนวทางการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งมิติการเข้าสู่อำนาจรัฐและการตรวจสอบอำนาจรัฐใหม่ต้องสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ได้แก่
- ออกแบบกลไกการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลที่เอื้อให้การแสดงเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนผ่านคูหาการเลือกตั้งมีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้จริง
- ออกแบบดุลภาพระหว่างฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกับฝ่ายตรวจสอบอำนาจรัฐให้สมดุลและสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่เพียงพอที่ทำให้มีรัฐบาลกับรัฐสภาสามารถส่งมอบนโยบายสาธารณะและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่สัญญาทางการเมืองกับประชาชนในระหว่างการเลือกตั้งได้ ผ่านการจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระและศาลมิให้มากระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายการเมืองจนเกินสมควร
- กำหนดให้ที่มาของคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระมีความเชื่อมโยงกับประชาชนและมีความรับผิดชอบทางการเมืองกับประชาชนด้วยการกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิในการลงชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐ
- กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการขององค์กรอิสระกับสำนักงานขององค์กรอิสระให้มีลักษณะที่เอื้อให้สำนักงานมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำและพัฒนาความเป็นมืออาชีพขึ้นมาได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้คณะกรรมการขององค์กรอิสระแทรกแซงการปฏิบัติภารกิจและการแต่งตั้งบุคลากรของฝ่ายสำนักงานขององค์กรอิสระเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายทางการเมืองของคณะกรรมการขององค์กรอิสระ
- รับรองสิทธิในการจัดตั้งพรรคการเมืองและขจัดกลไกที่นำมาสู่การยุบพรรคการเมืองได้โดยง่ายออกรัฐธรรมนูญเพื่อให้พรรคการเมืองเกิดขึ้นง่ายและตายยาก รวมถึงมีความเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
- การออกแบบโครงสร้างทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับอำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เช่น เพิ่มสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐ และเพิ่มกลไกให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับและสามารถตรวจสอบได้สะดวก รวมถึงตลอดเวลา เป็นต้น




