อย่างไรก็ตาม ชุดข้อมูลเปิดภาครัฐยังไม่เพียงพอ ไม่เชื่อมโยง และไม่มีองค์กรกลาง ทำให้ไม่นำไปสู่การตรวจสอบและความโปร่งใส บนเวที Policy Forum “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” ในงาน Policy Watch Connect 2026 เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 69 ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจึงได้ระดมความคิดและประสบการณ์ ร่วมปลดล็อกหาทางออกให้รัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน
โดยเริ่มตั้งแต่เปิดเผยข้อมูลภาครัฐสำคัญ ลดกระบวนของภาครัฐมีความซ้ำซ้อนหลายขั้นตอน ให้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ และเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ รวมถึงกลไกความรับผิดรับชอบที่มีประสิทธิภาพ

รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เริ่มได้ด้วยชุดข้อมูลเปิดภาครัฐ
ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC และผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise เริ่มต้นจากการเปิดเผย 25 ชุดข้อมูลรัฐเพื่อความโปร่งใส เพื่อการตรวจสอบ เช่น ข้อมูลมูลนิธิ สำนักงานปกครองและทะเบียนสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือข้อมูลการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าของข้อมูล ที่ไม่เปิดเผยสัญญาการร่วมทุน
แม้ตามกฎหมายจะบังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูลยังไม่เพียงพอ ไม่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่สามารถตรวจจับได้ และยากแก่การตรวจสอบโดยภาคประชาชน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลภายระยะเวลา 180 วัน เป็น PDF เนื่องจากปปช. อ้างว่า กฎหมายบอกให้เปิดเผยแต่ไม่ได้เผยแพร่ และบางหน่วยงานอ้าง PDPA ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
สำหรับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต้องมีการรวบรวมข้อมูลทุกพรรคและมีกลไกการติดตามด้วย Dashboard สร้างพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าใจง่าย เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ออกมาช่วยตรวจสอบ เช่นติดตามคำสัญญาของพรรคการเมือง เพื่อดูว่าสิ่งที่หาเสียงไว้ถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ การมีระบบเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานและกลไกติดตามตรวจสอบจะทำให้ “การโกงทำได้ยากขึ้น และการทำดีทำได้ง่ายขึ้น”
ตรวจสอบรัฐ ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
สุพจน์ เธียรวุฒิ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล – DGA นำเสนอการลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐว่าต้นเหตุของการโกง เพราะการที่เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจส่วนตัว ดังนั้นต้องเปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็น “Digital by Default” คือใช้ระบบตัดสินแทนคนในงานที่เป็นกิจวัตรประจำองค์กร
และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนั้นยังต้องใช้กับการเปิดเผยข้อมูลด้วย โดยเน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine Readable) เพื่อให้ภาคประชาชนนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที และต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เห็นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติได้แบบ Real-time ได้
เช่นเดียวกับ มนตรี ถนัดค้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนโดมิเตอร์ จำกัด ที่เสนอการใช้เทคโนโลยีติดตามตรวจสอบในงานก่อสร้างหรือโครงการรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงเทคนิค เช่น การลดสเปกวัสดุ ซึ่งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 6 กุมภา ควรลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับทุจริตแทนการใช้เพียงกำลังคน
รวมถึงวิธีการวัดผลความโปร่งใสหน่วยงานรัฐ ด้วยการเก็บ Data ของกระบวนการทำงานในภาครัฐมาประมวลผลเป็นคะแนน เพื่อเปลี่ยนความโปร่งใสจากนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรม เป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนต่างชาติได้อย่าง
ทางด้าน วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการบริหารกลุ่มพรีเมียร์ และและผู้สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจว่า โปร่งใสคือต้นทุนที่ลดลงและความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การต่อต้านคอร์รัปชันที่ดีและยั่งยืนคือการดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็น “ผู้สังเกตการณ์อิสระ” ในทุกขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเป็นไปตามสัญญาที่พรรคการเมืองให้ไว้กับประชาชน
จากวิกฤตดัชนีคอร์รัปชันสู่ “สัญญาประชาชน” ในวาระเลือกตั้ง 2569
จากดัชนีการรับรู้ทุจริต (CPI) ที่ประเทศไทยทำคะแนนได้เพียง 34 จาก 100 คะแนน ซึ่งในเวทีได้เน้นย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า “คะแนน 34/100 ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณอันตราย” และกลายเป็นประเด็นสำคัญในการระดมความคิดสร้างกลไกสร้างรัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน และเสนอต่อผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง 69
นำไปสู่แนวคิดการทำ“สัญญาประชาชน” ที่ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมที่จะเลิกสยบยอมต่อระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชั่นและร่วมตรวจสอบภาครัฐ และภาครัฐเองต้องมีทำสัญญาร่วมกันกับภาคประชาชน เพื่อเป็น “ข้อผูกพัน” ทีมีตัวชี้วัดคือความคืบหน้าที่ชัดเจน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามที่สัญญาไว้ หรือมีความผิดปกติในโครงการนโยบายหาเสียง จะต้องมีบทลงโทษทางการเมืองหรือสังคมที่รุนแรง
กลไกนี้จะบีบให้พรรคการเมืองต้องคิดนโยบายที่ทำได้จริง และต้องกล้าเปิดเผยความโปร่งใสในทุกขั้นตอนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากมวลชน และเป็นการสร้าง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในวาระเลือกตั้ง 2569 ที่พรรคการเมืองมักใช้นโยบายปราบโกงเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง
บนเวที Policy Forum “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” เห็นพ้องต้องกันว่า ความพยายามในการเฟ้นหา “คนดี” เข้ามาปกครองบ้านเมืองเพียงอย่างเดียวเป็นแนวคิดที่ไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงสูงต่อความล้มเหลวในเรื่องขจัดคอร์รัปชัน
ดังนั้นนโยบายที่ควรเกิดขึ้นก็คือการให้ความสำคัญกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโกง โดยการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติและธรรมาภิบาลดิจิทัล โดยมีเป้าหมายคือ “ต่อให้คนอยากจะโกง ก็ไม่มีช่องว่างให้โกงได้”
เพราะการสร้างระบบที่โปร่งใสนี้ จะทำให้กลไกการตรวจสอบมีความเสถียรภาพ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามตัวผู้บริหารหรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง
พรรคการเมืองขานรับนโยบายรัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน
พรรคการเมืองที่เข้าร่วม Policy Forum “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” ได้แก่ พรรคใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย
ทาง พรรคใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์คอร์รัปชันในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า มีเงินจากทุนเทามาสนับสนุนพรรคการเมืองในการซื้อสิทธิขายเสียงมีจำนวนมาก และจากการที่ได้ลงพื้นที่พบว่ามีการคอร์รัปชันในรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟนวัตกรรมที่มีราคาต้นละเจ็ดหมื่น ซึ่งเป็นกรณีที่คล้ายคลึงกับ กรณี “เสากินรี” นอกจากนี้ยังมีเรื่องเงินอุดหนุนโครงการประจำจังหวัดให้กับวัด โดยปล่อยให้วัด เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร รับเงินและร่วมทุจริต โดยไม่มีการตรวจสอบหรือประเมินผล โครงการ
พรรคใหม่เสนอว่า ต้องให้ ปปช. เข้าไปตรวจสอบ และทางวัดต้องรายงานการเงินให้กับ ปปช. ด้วย เพื่อเป็นการแก้ไขปัยหาต้นทาง เพราะเงินจากการทุจริตเอาคืนยาก ดังนั้นจึงต้องป้องกันด้วยการตรวจสอบโครงการก่อน
ทางด้าน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทุจริตคอร์รัปชันว่า ส่งผลกระทบต่อมวลรวมประเทศทั้งหมด ทั้ง ารบังคับใช้กฎหมาย ระบบยุติธรรม เศรษฐกิจ สวัสดิการ
หลายนโยบายหลายอย่างของพรรคสอดคล้องกับข้อเสนอบนเวที เช่น การเปิดข้อมูลของหน่วยงานรัฐ open data รัฐบาลดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงมีการปกป้องผู้รายงานข้อมูล
พรรคเศรษฐกิจ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยพยายามพูดคุยเรื่องนี้มาตลอดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แสดงว่าที่ผ่านมากลไกที่มีปัญหา ทำให้การขจัดคอร์รัปชันไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นต้องมีแรงกระตุ้นซึ่งนโยบายพรรคเศรษฐกิจคือ ทุจริตเท่ากับประหาร เพราะประเทศนี้ต้องมี “ยาแรง” เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็น action plan ของพรรคใน 30 วันแรกหลังจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ
ต่างจาก พรรคประชาชน ที่ไม่เชื่อเรื่อง “ยาแรง” หรือทุจริตเท่ากับประหาร แต่เชื่อเรื่องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงแต่ต้น ให้ข้อมูลภาครัฐเปิดเผยต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น “พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ” เพื่อวางหลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” พัฒนาระบบบริการภาครัฐให้ออนไลน์เชื่อมโยงกันและเป็นช่องทางเดียว ปฏิรูปกระบวนการขอใบอนุญาตจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ ซึ่งจะลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และอุดช่องโหว่การทุจริต
รวมทั้งปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เปิดเผยข้อมูลตลอดช่วงสัญญาและยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกับเอกชน
พร้อมทั้งจะบังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 – 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST) และให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้อง เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ
สำหรับพรรคไทยสร้างไทย เสนอว่าต้องเริ่มต้นจากพรรคการเมืองและฐานราก โดยให้พี่น้องประชาชนยึดมั่นบุคคลและนโยบายที่ซื่อสัตย์สุจริต และขอให้พี่น้องประชาชนยึดหลักซื่อสัตย์ทุจริต โดยเริ่มต้นที่ตนเอง เลือกคนดีเข้าไปทำงานบริหารประเทศ ซึ่งทางพรรคพร้อมที่จะปราบคนโกงโดยไม่เกรงใจใคร ซึ่ง action plan ของพรรค คือ 100 วันแรกที่จัดตั้งรัฐบาลจะมีนโยบายกิโยตินกฎหมาย ที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ยกเครื่องกลไกปราบทุจริตโครงการรัฐ
- 25 ชุดข้อมูลสำคัญ ขจัดคอร์รัปชันภาครัฐ
- ปัญหาการทุจริต สามารถแก้ไขได้หรือไม่?




