กลายเป็นเรื่องลุกลามบานปลาย หรือ จะเรียกได้ว่า เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ขยายวงกว้างมากขึ้น กับกรณี “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง69 ที่อาจจะทำให้การเลือกตั้งไม่ลับจนนำไปสู่ เลือกตั้งโมฆะ หรือไม่
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต) ที่สังคมตั้งข้อสงสัยการนับคะแนนว่ามีความไม่โปร่งใส รวมไปถึงความไม่ชอบมาพากล และความผิดพลาดหลายประการ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของ กกต.
แม้ที่ผ่านมากกต. จะออกมาแถลงชี้แจงแทบทุกวัน แต่ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของภาคประชาชนต่อ กกต.มีเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันคำแถลงและชี้แจงดังกล่าว กลายเป็นตอกย้ำความเสื่อมศรัทธาต่อการจัดการเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะกรณี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง หลังจาก กกต.ชี้แจงยอมรับในภาพรวมว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) สามารถตรวจสอบต้นขั้ว และย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้ แม้จะยืนยันว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเก็บต้นขั้ว และบัตรเลือกตั้งเอาไว้คนละสถานที
คำชี้แจงของกกต.ไม่ต่างการมัดตัวเอง จนสร้างความไม่พอใจขยายวงยกระดับจากการเรียกร้องจาก “นับคะแนนใหม่”ไปสู่การยื่นฟ้องศาลให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ”
กล่าวโดยสรุปสถานการณ์ของ กกต. จึงมีความเสี่ยงทั้งวิกฤตศรัทธา และ อาจต้องเผชิญมรสุมทางกฎหมาย ซึ่งประชาชน นักวิชาการ พรรคการเมือง ได้ยื่นฟ้องไปแล้วกว่า 3 ศาล จาก กรณี “คิวอาร์โค้ด” ที่ปรากฏว่า บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต บัตร สีเขียว และ บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบ สส.บัญชีรายชื่อ บัตร สีชมพู ขณะที่บัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง) ไม่ปรากฏคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด
ปัจจุบันพบว่า กรณีการยื่นฟ้องของภาคประชาชน นักวิชาการ และพรรคการเมืองต่อ กกต.มีมากกว่า 10 ราย โดยสามารถแยกรายละเอียดคดีตามคำร้องแบ่งออกเป็นดังนี้

1.ยื่น “ศาลปกครอง” ฟ้อง กกต.เลือกตั้งไม่ลับ
คดีแรก : ทนายชา ฟ้อง ศาลปกครอง รับพิจารณา
ผู้ฟ้องคือ ธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ ทนายชา ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2569 และ ศาลปกครองกลางรับเป็น คดีดำที่ 304/2569 โดยยื่นฟ้อง คือ บัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อมี บาร์โค้ด และ คิว อาร์โค้ด ที่สามารถสืบย้อนกลับไปถึงต้นขั้วบัตรและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ทำให้ละเมิดหลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ
ทนายชา ยื่นขอให้ขอให้ศาลสั่ง 3 ข้อคือ
- ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไว้ก่อนชั่วคราว และ ขอให้พิพากษาให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะ
- สั่งให้มีการ เลือกตั้งใหม่ โดยใช้บัตรที่ไม่มีรหัสติดตามตัวตน
- ขอให้สั่งเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมทั้งหมดเพื่อคุ้มครองความลับของประชาชน
ขอศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวระงับผลเลือกตั้งเป็นทางการ
ส่วนคำร้องต่อศาลปกครองอีก 3 คำร้อง ที่เห็นกกต. ใช้อำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการมีบาร์โค้ดทำให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” โดยขณะนี้อศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว โดยกลุ่มภาคประชาชนขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อระงับการรับรองผลเลือกตั้ง มีดังนี้
คดีสอง : ทนายความ- นิสิตนักศึกษา 9 มหาวิทยาลัยยื่นฟ้องกกต.
ภาคประชาชน ,นิสิตนักศึกษา 9 มหาวิทยาลัย นำโดย “นรเศรษฐ์ นาหนองตูม” ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นศาลปกครองกลางวินิจฉัยบัตรเลือกตั้ง 2569 ขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพราะหากตัดสินให้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องจัดเลือกตั้งใหม่โดยไม่ใช้บัตรเดิม
ทนายนรเศรษฐ์ บอกถึง สาเหตุที่ยื่นฟ้องกับศาลปกครองกลาง เนื่องจาก ประเด็นแรกคือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. จะต้องมีคำสั่งในการออกแบบ พิมพ์ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งในแต่ละครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบ กกต. ปี 2566 เช่นนี้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง โดนยึดบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มายื่นต่อศาลปกครองกลาง ว่าคำสั่งของ กกต. ที่ให้ออกแบบ พิมพ์ และใช้บัตรเลือกตั้งครั้งนี้นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือ คิวอาร์โค้ด ที่สามารถสืบย้อนหลังไปถึงต้นขั้วและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่ออันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง
หากศาลตัดสินให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำบัตรเลือกตั้งภายใต้คำสั่งที่ไม่ชอบกฎหมายดังกล่าวไปใช้เลือกตั้ง ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยผลที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ศาลอาจจะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิมที่ออกโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถสืบย้อนถึงต้นขั้วและผู้กาบัตรได้
ขณะที่ ธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างเร่งด่วนให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดย กกต. ออกไปก่อน
ดังนั้นหากทาง กกต. ออกประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ย่อมทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากและยากที่จะเยียวยาได้ โดยในท้ายคำร้องยังได้ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ กกต. ดำเนินการเก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยอีกด้วย
คดีที่สาม : สว.สำรองยื่นฟ้องกกต. บัตรเลือกตั้งขัดหลัก ไม่ลับ
เช่นเดียวกับ กลุ่มสว.สำรอง ได้ยื่นฟ้อง กกต. สำนักงาน กกต. และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครอง ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง สส. โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต
อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสำรอง ระบุว่า ขอให้ศาลสั่งไม่ให้รับรองผลการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษา และขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ก่อน กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ใหม่
นอกจากนี้ไม่ให้นับรวมคะแนนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ก.พ. และ 8 ก.พ. 2569 เป็นบัตรเสีย รวมทั้งให้ กกต.เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง ดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
ส่วน คณะกรรมการการเลือกตั้ง . สำนักงาน กกต. และ เลขาธิการ กกต.ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น พร้อมทั้งให้สั่งลงโทษ กกต. สำนักงาน กกต.และ เลขาธิการ กกต. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ด้วยโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งให้ ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย

ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้ง “โมฆะ”
ไม่เพียง ภาคประชาชนยื่นฟ้องศาลปกครองแล้ว ประเด็นเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” และ “ความโปร่งใสของระบบรวมคะแนน” ได้ถูกยกระดับขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ
สาระสำคัญของกรณีที่ประชาชนและภาคการเมืองยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะ หากวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับจริง
นอกจากนี้ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยต้องปรับปรุงรูปแบบบัตรเลือกตั้งให้ไม่มีรหัสที่ระบุตัวตนได้ และขอสั่งระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง (คุ้มครองชั่วคราว): เพื่อป้องกันไม่ให้ สส. ที่อาจมาจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสภา
ส่วนประเด็นสำคัญทางกฎหมายที่เห็นว่า”บาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง 69 มี 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.บัตรเลือกตั้ง : “ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ”
ตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และอดีตผู้สมัคร สส. ได้ยื่นคำร้องผ่านช่องทาง มาตรา 213 เป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญผู้ร้องระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งปี 2569 มีการพิมพ์ บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วบัตร ที่โยงไปถึงผู้ลงคะแนนทำให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” อีกต่อไป
เมื่อเลือกตั้ง “ไม่เป็นควาลับ” จึงขัดต่อ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่า “การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” * ความเสี่ยง: ผู้ร้องระบุว่าระบบนี้อาจถูกใช้เพื่อการตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเลือกใคร ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและเสรีภาพในการตัดสินใจของประชาชน
2.บัตร”คะแนนเขย่ง” และความบกพร่องของระบบ ไอที
กรณีนี้มีผู้ร้อง ยื่นในประเด็นการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเลือกตั้ง ต่อระบบรายงานผลเรื่องตั้งที่ล่าช้า
- ระบบรายงานผล (ECT Report 69) ผู้ร้องระบุว่าระบบมีความล่าช้าและพบความผิดปกติของตัวเลข “บัตรเสีย” และ “บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” ที่ผันผวนผิดปกติ
- การรวมคะแนน: มีการยื่นคำร้องว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในส่วนของการเปิดเผยคะแนนรายหน่วยที่เป็นปัจจุบัน (Real-time) ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของบัตรในหีบได้
ใครบ้าง ? ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับกลุ่มประชาชน พรรคการเมือง ที่ออกมายื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน
คนแรก : “ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์” นำพยานหลักฐาน ข้อพิรุธการเลือกตั้ง ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน
ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อหลักการ ลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้งสส.มาตรา 96 ตลอดจนตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนบัตรเลือกตั้ง 2 ประเภทที่ไม่เท่ากัน และความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดพิมพ์ด้วย
คนที่สอง : ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร” นักธุรกิจ และนักวิชาการอิสระ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เในประเด็นเดียวกับ “ทนายอั๋น” โดยเรียกร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
คนที่สาม : “ศรีสุวรรณ จรรยา”ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัย กรณี กกต.จัดทำบาร์โค๊ดในบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้งได้
คนที่สี่ : รณณรงค์ แก้วเพชร์ ทนายความโซเชียลชื่อดัง เข้ายื่นหนังสื่อถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากการที่ กกต.พิมพ์คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับว่า สืบเนื่องจากการฟังการแถลงข่าวของ กกต.ในเรื่องคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กังวลว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นความลับหรือไม่ตามมาตรา 85 อีกทั้งยังกลัวคนจะล่วงรู้ว่าเราเลือกพรรคไหน กาให้กับใคร
นอกจากนี้ได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อ กกต. โดยประเด็นที่ได้ไปแจ้งความ คือการที่ กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
พรรคการเมือง เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
“ชูศักดิ์ ศิรินิล” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และฝ่ายกฏหมายของพรรค กำลังเร่งรวบรวมหลักฐาน กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพราะอาจเป็นการกระทำความผิด การลงคะแนนไม่เป็นความลับอาจทำให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยจะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ เตรียมยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินถึงกรณีการติดบาร์โค้ดและ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสามารถสืบไปถึงต้นขั้วของบัตรได้และอาจจะสามารถระบุถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัตรเลือกตั้งนั้นๆ ได้ ประเด็นดังกล่าวถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งโดยตรงและต้องเป็นความลับ
โดยเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่สามารถยื่นประเด็นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยพลัน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ กกต. ชี้แจงภายใน 7 วัน
กรณีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญมีรายงานว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน
ฟ้องอาญา มาตรา 157 กกต.ละเว้นปฏิบัติหน้าที่
ไม่เพียงศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ หากกกต.ยังถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
คนแรก : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เตรียมดำเนินคดีกับ กกต.โดยจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีโทษหนักถึงขั้นจำคุก รวมถึง จะยื่นฟ้องกรณีบัตรเลือกตั้งมี บาร์โค้ด ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัด โดยจะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต่อไปด้วย
คนที่สอง : ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระยุว่า พรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่พรรคการเมืองทำได้ คือ ดำเนินคดีอาญามาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ) และ มาตรา 172 (แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน) กรณีบัตรเลือกตั้งมี บาร์โค้ด และเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้มีความโปร่งใสมากที่สุด
ส่วนจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าเป็นหน้าที่ของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาเรื่องนี้
คนที่สาม : “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อดำเนินคดีกับ กกต.ประจำจังหวัดชลบุรี ประธานหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ชลบุรีและกรรมการ กกต.ทั้ง 7 คน ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และ มาตรา 172 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
คนที่สี่ : นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ได้รับมอบหมายจากพรรค เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริง และทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีกับกกต.และเลขาธิการ กกต.ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในกรณีการจัดการเลือกตั้ง และบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
คนที่ห้า : ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขต 8 จ.ปทุมธานี ยื่นสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)ร้องเรียนให้ กกต. ตรวจสอบว่ากรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเข้าข่ายความผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 26 ที่ห้ามเก็บรวมรวมข้อมูลความเห็นทางการเมือง โดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้า ซึ่งมีโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
ภาคประชาสังคม 209 นักวิชาการ จี้ กกต.ชี้แจง
ไม่เพียงการยื่นต่อศาลเพื่อดำเนินคดีกับ กกต. แต่ยังมีความเคลื่อนไหวของภาคสังคม ออกมากดดัน กกต.ให้ชี้แจง ข้อสงสัยในการจัดการเลือกตั้ง กลุ่มแรกคือ 209 นักวิชาการ และนักกฎหมาย ล่าชื่อ ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง ให้ กกต. เคลียร์ 4 ปมใหญ่
- ประการแรก กรณีบัตรเลือกตั้งมีเครื่องหมายบาร์โค้ด
- ประการที่สอง กระบวนการนับคะแนนในหลายหน่วยเลือกตั้งก่อให้เกิดคำถามว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ เช่น การนับบัตรในระหว่างไฟดับ, การขีดคะแนนบนกระดาษที่ซ้อนทับกัน ฯลฯ
- ประการที่สาม การนับคะแนนภาพรวมในระดับชาติที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าและคลาดเคลื่อนอย่างสำคัญ ดังจะพบว่าการนับคะแนนในระดับชาติหยุดที่จำนวน 94%
- ประการที่สี่ พบว่าในการรวบรวมและการจัดเก็บของกรรมการประจำหน่วยมิได้ดำเนินไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด หรือการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บกล่องคะแนนที่ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจเปิดโอกาสให้มีการใส่บัตรลงคะแนนลงไปในกล่องคะแนนได้
ฟ้อง 3 ศาล “เลือกตั้งโมฆะ”หรือไม่ เทียบคำพิพากษาคดี 2549
คำถามที่ว่า แม้จะมีคำร้อง และการยื่นฟ้องศาลในหลายคดี จะสามารถเอาผิด กกต. และ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ได้จริงหรือไม่ ในเรื่องนี้ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม” ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หากเปรียบเทียบคดีดังกล่าว กับกรณีปี 2549 ว่า ทั้งนั้นทั้งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น สามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่า ผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับ
เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่าอย่างชัดแจ้งว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
กล่าวโดยสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยทั้ง 2 ศาลเมื่อปี 2549 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่จำเป็นพี่ต้องปรากฏในข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดได้รู้หรือไม่รู้ถึงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแค่วิสัยที่คาดเดาได้ว่าอาจจะล่วงรู้ถึงการลงคะแนนเสียง ก็ย่อมทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับ และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ในกรณีปี 2569 นั้น แตกต่างกันออกไป เพราะกรณีในปีนี้ชัดเจนในข้อเท็จจริงว่า เพียงแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถสื่อถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและผู้การบัตรเลือกตั้งดังกล่าว ก็ถือว่าชัดเจนในข้อเท็จจริงแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องอาศัยเรื่องของวิสัยหรือการคาดเดามาประกอบเลย
ทั้งหมด คือความเคลื่อนไหวภาคประชาชน พรรคการเมือง นักวิชาการ ต่อ การจัดเลือกตั้ง 69 กรณี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ส่วนจะบทสรุปข้อเท็จจริงอย่างไรต้องจับตาการพิจารณาของทั้ง 3 ศาลที่ประชาชนยื่นฟ้องไว้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




