ไทยได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในบริบทความไม่แน่นอนของรัฐบาลผสม การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ความท้าทายทางเศรษฐกิจและการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ในขณะที่การยุบสภาเลือกตั้งของญี่ปุ่นนั้นเป็นการประกาศเลือกตั้งเพื่อขอการรับรองและย้ำความชอบธรรมของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้อพยพ กระแสอนุรักษ์นิยมและความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค
ในบริบทของไทย เส้นทางการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความผันผวน มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 ครั้งหลังจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและไม่ลงรอยในฝั่งรัฐบาล ก่อนจะมีการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หลังเกิดประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาชน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ดำเนินการไปพร้อมกับการทำประชามติเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในขณะที่ฝั่งญี่ปุ่น เส้นทางก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยความท้าทายเช่นกัน นับตั้งแต่การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหญิงซานาเอะ ทาคาอิจิ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขอการรับรองจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคง การยุบสภาและประกาศเลือกตั้งใหม่ของทั้งไทยและญี่ปุ่นจึงเป็นการที่พรรครัฐบาลหาทางออกจากการเมืองในสภาในสถานการณ์ที่พรรครัฐบาลมีที่นั่งในสภาปริ่มน้ำ
อย่างไรก็ดี ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยโดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 โดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น กวาด 316 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง1 จัดตั้งรัฐบาลรวมกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) ที่ได้ 36 ที่นั่ง กลายเป็นรัฐบาลผสมมี 352 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภา
ขณะที่ฝ่ายค้านได้รับที่นั่งรวมกันประมาณ 113 นับเป็นชัยชนะถล่มทลายระดับประวัติศาสตร์ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา บทความชิ้นนี้จึงต้องการเล่าถึงกติกา ระบบเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง การเมืองฝ่ายขวาและนโยบายเรื่องปากท้องในการเลือกตั้งญี่ปุ่นครั้งนี้ เพื่อชวนให้ผู้อ่านและคนไทยเข้าใจระบบการเลือกตั้งในประเทศที่มีประชาธิปไตยตั้งมั่นและมีสถาบันการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง
ชัยชนะแลนด์สไลด์ของพรรค LDP เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากพรรคได้รับคะแนนเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น จนมีผู้สมัครไม่พอรองรับที่นั่งที่ควรได้ในระบบบัญชีรายชื่อ ต้องปล่อยที่นั่งบางส่วนให้พรรคอื่นแทน ซึ่งอาจฟังดูแปลก
แต่ปรากฏการณ์นี้เผยให้เห็นถึงระบบการเมืองญี่ปุ่นอย่างน้อยสามชั้นพร้อมกัน คือ 1) การเลือกตั้งแบบผสม (เขตและบัญชีรายชื่อ) ที่ทำให้การแปลงคะแนนเป็นที่นั่งมีเงื่อนไขเฉพาะ 2) ระบบพรรคการเมืองญี่ปุ่นที่มีความเป็นสถาบันสูงจนความได้เปรียบไม่ได้มาจากกระแสความนิยมในตัวนายกฯ ทาคาอิจิเพียงอย่างเดียว และ 3) การที่ฝ่ายอนุรักษนิยมหาเสียงด้วยนโยบายปากท้องที่สื่อสารง่ายและจับต้องได้เรียกคะแนนจากฐานเสียงในภาวะค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อจะเข้าใจปรากฏการณ์ LDP ทั้งแผ่นดินนี้ เราจึงต้องเริ่มจากคำถามพื้นฐานที่ว่าญี่ปุ่นมีการเลือกตั้งสภาล่างอย่างไรและกติกาแบบผสมทำงานอย่างไรในการแปลงคะแนนให้กลายเป็นที่นั่งในสภา การเลือกตั้งของญี่ปุ่นนั้นหากมองจากภายนอกอาจดูเป็นเพียงการเลือกตั้งฉับพลัน (snap election) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ในการยุบสภาและประกาศให้มีการเลือกตั้งในช่วงที่พรรครัฐบาลมีคะแนนนิยมสูงหรือไม่สามารถครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภาอันนำมาสู่การบริหารงาน และดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ไม่ราบรื่น แต่ทว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของญี่ปุ่นยังเป็นการเดิมพันตำแหน่งของนายกฯ ทาคาอิจิิเพื่อขอความชอบธรรมทางการเมืองจากประชาชนเพื่อเป็นทิศทางให้กับรัฐบาลชุดใหม่ก่อนมีการพิจารณาร่างงบประมาณสำหรับปีงบประมาณใหม่ในเดือนมีนาคมนี้อีกด้วย
ในแง่นี้การยุบสภาและการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วจึงไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคทางรัฐธรรมนูญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่มีการคำนวณแล้วว่าหากรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ ทาคาอิจิเชื่อในคะแนนนิยมของตนเองตามโพลสำรวจความนิยมที่ผ่านมา ความคาดหวังของผู้สนับสนุนยังสูงและฝ่ายค้านยังไม่มีการรวมตัวที่เข้มแข็ง การเลือกตั้งเร็วก็อาจคงความได้เปรียบทางการเมืองให้กลายเป็นอำนาจในสภาได้ก่อนที่แรงต้านจะก่อตัวขึ้นชัดเจนและฝ่ายค้านจะมีความชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ LDP ในครั้งนี้ยังมีมิติที่มากไปกว่าความนิยมที่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีต่อนายกฯ ทาคาอิจิเท่านั้น แต่เป็นมิติสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ปูทางมาก่อนด้วย โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ค่าเงินเยนที่มีมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ภาวะกดดันทางเศรษฐกิจจนทำให้ประเด็นเรื่องปากท้องกลับมาเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นภาษีการบริโภคสำหรับอาหารที่กลายเป็นนโยบายธงนำสำคัญในการหาเสียงของฝ่ายรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษนิยมญี่ปุ่นเองก็ไม่อาจหาเสียงด้วยประเด็นเรื่องความมั่นคงได้อย่างเดียว แต่ต้องหันมาเล่นการเมืองเรื่องปากท้องอย่างจริงจังเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านญี่ปุ่นเองก็มีความอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนได้ เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือความไม่เป็นเอกภาพและการประสานงานที่ไม่ราบรื่น ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชนได้ภายใต้การรวมตัวในนามของพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance :CRA) นำโดยโนดะ โยชิฮิโกะ และไซโตะ เท็ตสึโอะ ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) และพรรคโคเม (Komeito) ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ CRA ได้ที่นั่งไปเพียง 49 ที่ นอกจากนี้ความพ่ายแพ้ของ CRA ยังมาจากปัจจัยเชิงสถาบันการเมืองอีกด้วย เนื่องจากการเมืองญี่ปุ่นไม่ได้ตัดสินกันด้วยคะแนนนิยมรวมระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันผ่านกติกาที่ต้องอาศัยการจัดการคัดเลือกผู้สมัครให้เหมาะสมกับพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรค ซึ่งเป็นจุดแข็งเชิงสถาบันของพรรค LDP
จึงกล่าวได้ว่าชัยชนะของ LDP ในครั้งนี้เป็นชัยชนะจากกระแสความนิยมในตัวนายกฯ ทาคาอิจิและการชนะจากระบบรวมไปถึงระยะเวลาของการเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างฉับพลันท่ามกลางฤดูหนาวและพายุหิมะรุนแรงในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ LDP ในฐานะพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันสูงและได้รับชัยชนะจัดตั้งรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมการเมืองระดับชาติเข้ากับการเมืองในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ซึ่งผู้เขียนจะวิเคราะห์การเมืองระดับท้องถิ่นของญี่ปุ่นในบทความชิ้นถัดไป)
โจทย์ของไทยและญี่ปุ่นในการเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีความคล้ายกันในเรื่องของเศรษฐกิจและปากท้องแต่ทว่าสิ่งที่ต่างกันอย่างมากคือกติกาและความเป็นสถาบันของการเลือกตั้งและพรรคการเมืองญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นผลการเลือกตั้งถูกกำกับอย่างเข้มข้นโดยกติกาแบบผสมและพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันการเมืองสูง มีความต่อเนื่องยาวนาน10 การจะยุบพรรคการเมืองมิอาจทำได้โดยง่ายเช่นการเมืองไทย
กติกาเลือกตั้งญี่ปุ่นเป็นระบบผสม (Mixed/parallel system) ที่ไม่ได้แปลคะแนนให้เป็นที่นั่งแบบเส้นตรง และยังมีเงื่อนไขเชิงเทคนิคเรื่องรายชื่อผู้สมัครเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย11 โดยการเลือกตั้งสภาล่างของญี่ปุ่นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบรัฐสภาของญี่ปุ่นทั้งในแง่ของการเลือกนายกรัฐมนตรี การออกกฎหมายต่าง ๆ ระบบเลือกตั้งแบบผสมของญี่ปุ่นเป็นระบบแบบคู่ขนาน (Parallel system) ประกอบด้วยสองส่วนพร้อมกันได้แก่ เขตเลือกตั้งเดี่ยว (single-member districts) จำนวน 289 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน (proportional representation, PR) จำนวน 176 ที่นั่ง แบ่งเป็น 11 บล็อกภูมิภาค
ในทางปฏิบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งญี่ปุ่นจะลงคะแนนสองใบ ใบหนึ่งเลือกผู้สมัครเขต และอีกใบหนึ่งเลือกพรรคในระบบบัญชีรายชื่อระดับบล็อกภูมิภาค จุดสำคัญมากคือ ระบบนี้เป็น “parallel” ไม่ใช่ระบบที่เอาผลเขตไปชดเชยกับผลบัญชีรายชื่อแบบ fully proportional ดังนั้น พรรคใหญ่ที่แข็งแรงในเขตสามารถกวาดที่นั่งเขตได้มาก และยังได้ที่นั่ง PR เพิ่มอีกตามคะแนนพรรคของตนเองในแต่ละบล็อก ผลลัพธ์โดยรวมจึงมักเอื้อให้พรรคใหญ่ได้เปรียบกว่าระบบสัดส่วนล้วน. ข้อนี้เป็นประเด็นที่งานวิชาการว่าด้วยการปฏิรูปการเลือกตั้งญี่ปุ่นหลังปี 1994 อธิบายไว้อย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์ที่น่าจดจำที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้คือรายงานว่า LDP ได้ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อมากจนในบาง PR blocks พรรคไม่มีผู้สมัครในบัญชีเหลือพอจะรับที่นั่งครบตามที่คำนวณได้ ทำให้ที่นั่งส่วนเกินต้องถูกจัดสรรต่อไปยังพรรคอื่นตามกติกา โดยมีรายงานตัวเลขที่ 14 ที่นั่ง14 เนื่องจากพรรคส่งผู้สมัครทั้งหมด 319 คนในบัญชีรายชื่อ โดยที่ผู้สมัครจำนวนมากเองก็ลงรับสมัครเลือกตั้งในแบบเขตและได้รับชัยชนะด้วย เช่น นายกฯ ทาคาอิจิที่ลงรับสมัครเลือกตั้งในจังหวัดนาราโดยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อด้วย ส่งผลให้ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคมีไม่พอและต้องจัดสรรที่นั่งไปให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพรรค LDP มิได้คาดการณ์ชัยชนะถล่มทลายเช่นนี้มาก่อน
อีกประเด็นที่คนไทยมักสงสัยคือ ทำไมการรายงานผลเลือกตั้งญี่ปุ่นดูเหมือนจะฟันธงเร็วมาก โดยเฉพาะในคืนเลือกตั้ง ข่าวจำนวนมากสามารถประเมินแนวโน้มชนะ–แพ้ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการนับคะแนน ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการผสมกันของหลายปัจจัย ได้แก่ การจัดการเลือกตั้งที่เป็นระบบ การรายงานผลอย่างเป็นขั้นตอน และการใช้ข้อมูลสำรวจหน้าคูหา/การคาดการณ์ของสื่อที่มีประสบการณ์สูงในระบบเลือกตั้งที่รูปแบบค่อนข้างเสถียร
อย่างไรก็ดี การ “รู้แนวโน้มเร็ว” ไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดเชิงกติกาไม่มีความสำคัญ ตรงกันข้าม การเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่ารายละเอียดเชิงกติกา โดยเฉพาะในส่วนบัญชีรายชื่อที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงได้ เช่น กรณี LDP ชนะมากแต่รับที่นั่ง PR ได้ไม่ครบ นอกจากนี้การนับคะแนนเลือกตั้งของญี่ปุ่นยังมีการใช้เทคโนโลยีในการนับคะแนนจึงมีความรวดเร็วและแม่นยำ
สำหรับประเทศไทย ชัยชนะแลนด์สไลด์และการเลือกตั้งญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันกับไทยนั้นมีความน่าสนใจและควรนำไปคิดต่อยอดเพื่อพัฒนาการเลือกตั้งไทยโดยเฉพาะในเชิงระบบ และกติกาเป็นอย่างยิ่ง เพราะชัยชนะของ LDP และการกลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ของนายกฯ ทาคาอิจินั้นมิใช่เพียงกระแสนิยมในตัวผู้นำหญิงที่มีลักษณะเป็นผู้นำขวัญใจมหาชน ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส ขยันทำงาน เข้าถึงง่าย หรือกระแสฝ่ายขวาที่ต่อต้านการรับผู้อพยพต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง การเลือกตั้งที่ดำเนินไปท่ามกลางมาตรฐานเสรีและเป็นธรรมในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่น และอำนาจการจัดตั้งรัฐบาลมาจากเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ฉะนั้นชัยชนะของพรรค LDP พรรคอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นซึ่งได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่องอาจไม่ได้เป็นผลที่เกินความคาดหมาย แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะถล่มทลายครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งสะท้อนให้เห็นคำว่าชัยชนะของฝ่ายขวาและแลนด์สไลด์ที่ตั้งอยู่บนกติกา ระบบพรรคและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ต่างกับของไทย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญหนึ่งในการพัฒนาระบบเลือกตั้งและพรรคการเมืองของไทยในอนาคตที่ควรนำมาพิจารณาในการแก้รัฐธรรมนูญอันเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคร่วมรัฐบาลที่ประชาชนเฝ้าจับตามองในครั้งนี้ด้วย
และสำหรับประเด็นร้อนล่าสุดที่คนไทยหยิบยกเอากรณีญี่ปุ่นมาเป็นตัวอย่างคือการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผลปรากฏว่าทาคาอิจิ ได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 โดยได้รับคะแนนเสียงจากสภาผู้แทนราษฎรไป 354 เสียง ในขณะที่จุนยะ โอกาวะ ผู้นำฝ่ายค้านจาก CRA ได้รับเสียงจากสภาไป 50 เสียง ในขณะที่การเลือกในระดับวุฒิสภาต้องมีการลงมติรอบสองเนื่องจากแคนดิเดตทั้งสองไม่ได้รับเสียงข้างมากในรอบแรก โดยในรอบสองทาคาอิจิได้รับ 125 เสียง โอกาวะได้ 65 เสียง
คำถามสำคัญสำหรับสังคมไทยคือในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นอย่างญี่ปุ่น เหตุใดจึงสามารถเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านแข่งกับทาคาอิจิซึ่งได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชนได้?
คำตอบก็คือในระบบรัฐสภาญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนแต่เป็นการแต่งตั้งโดยการลงคะแนนเสียงในสภา โดยแต่ละสภาจะเป็นผู้เสนอชื่อแคนดิเดตซึ่งเป็นสมาชิกสภาคนใดก็ได้ แคนดิเดตนั้นต้องได้เสียงส่วนใหญ่จากแต่ละสภาจึงจะได้รับการแต่งตั้ง หากไม่มีใครได้เสียงข้างมากรอบแรก ก็จะมีการเลือกรอบสองระหว่าง 2 คนที่ได้คะแนนสูงสุด 17
ในขณะที่ไทยเองนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเช่นกัน แต่มาจากการโหวตของสภา แต่ชื่อที่เสนอถูกจำกัดให้อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมือง โดยสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้มีสิทธิเลือกนายกในขณะที่วุฒิสภาไม่มีอำนาจในการเลือกนายกอีกต่อไป
ดังนั้นการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านของไทยจึงเป็นกรณีที่กระทำได้ตามกติกาและหลักการ แต่ในทางปฏิบัตินั้นความท้าทายสำคัญคือฝ่ายค้านจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อส่งให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม:




