คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอ โดยร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. เป็นการกำหนดกลไกการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ เช่น กำหนดให้มีระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการแบ่งปันข้อมูล กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลตามร่างระเบียบนี้
ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดทำและครอบครองข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล เป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมายโดยเฉพาะราชการทันใจ ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันเป็นทั้งระบบ รวมทั้ง มีการบูรณาการข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้การแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง อันจะนำไปสู่ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (สขญ.) จึงได้ยกร่างระเบียบฉบับนี้ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และรูปแบบของการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐอย่างชัดเจน เช่น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำ ครอบครอง นำส่ง หรือเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลผ่านระบบกลางเพื่อแบ่งปันข้อมูล กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการแบ่งปันข้อมูล อาทิ ในกรณีหน่วยงานเห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอให้แบ่งปันนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหน่วยงานอาจปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอทั้งหมดหรือบางส่วนได้
ห้ามส่งต่อข้อมูล หากหน่วยงานเจ้าของไม่อนุญาต
ร่างระเบียบฉบับนี้ ยังกำหนดหน้าที่และอำนาจของสำนักงานในการบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลที่มีการแบ่งปันจากหน่วยงานของรัฐ อาทิ สำนักงานไม่สามารถส่งต่อข้อมูลดิบต้นฉบับได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานตามร่างระเบียบนี้
นอกจากนี้ กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อกำหนดระยะเวลาให้หน่วยงานของรัฐตามภาคผนวกนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยานำส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝน กรมชลประทานนำส่งข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน กรมโยธาธิการและผังเมืองนำส่ง ผังเมืองรวมจังหวัด ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ มีประสิทธิภาพสูงสุด และสอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล
ขีดเส้น 60 วันเชื่อมข้อมูล หลังระเบียบฯ บังคับใช้
ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
| ข้อระเบียบ | สาระสำคัญ |
| ข้อ 2 | • กำหนดคำนิยาม เช่น
“ข้อมูลดิจิทัล” หมายความว่า ข้อมูลที่สร้างวิเคราะห์ ประมวลผล เชื่อมโยง ส่งผ่านและทำลายด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีโดยการนำสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่ง หรือสัญลักษณ์อื่นมาแทนค่า “ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล” หมายความว่า กลไกสารสนเทศกลางเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลและระบบข้อมูลในด้านต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อการบริการการใช้ประโยชน์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ “สำนักงาน” หมายความว่า สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) |
| หน่วย 1 บททั่วไป | |
| ข้อ 5 – 6 | • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำ ครอบครอง นำส่ง หรือเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปัน ข้อมูลดิจิทัลตามมาตรฐานและวิธีการที่ สขญ. กำหนด ตอบรับคำขอและนำส่งข้อมูล หรือตอบปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอ ภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับคำขอใช้ข้อมูลดังกล่าว |
| หมวด 2 การแบ่งปันข้อมูล | |
| ข้อ 7 – 10 | เช่น
• กำหนดกรณีที่หน่วยงานของรัฐอาจปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอทั้งหมดหรือบางส่วนได้ เช่น กรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอซึ่งหน่วยงานเห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอเป็นข้อมูลส่วนบุคคล กรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล |
| หมวด 4 คณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล | |
| ข้อ 13 – 17 | เช่น
• กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 9 คน (เช่น ปลัด ดศ. เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)) และมีผู้อำนวยการ สขญ. เป็นกรรมการและเลขานุการ • กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เช่น ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานของ สขญ. |
| บทเฉพาะกาล | |
| ข้อ 18 -19
|
• กำหนดให้หน่วยงานของรัฐตามภาคผนวกท้ายระเบียบนี้ [เช่น กรมชลประทาน (ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักแบบเรียลไทม์) กรมอุตุนิยมวิทยา (ปริมาณน้ำฝนรายสามชั่วโมงและรายวันจากสถานีวัดน้ำฝนทั่วประเทศ) กรมการปกครอง (ทะเบียนราษฎร) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ)] ตามเอกสารแนบท้าย 1 ดำเนินการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล และนำส่ง ข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ หากไม่พร้อมต้องรีบแจ้ง สขญ. ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและทำความตกลงแผนการดำเนินการในการสร้างความพร้อม
• กำหนดให้หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่มิใช่หน่วยงานผู้จัดทำและครอบครองข้อมูลดิจิทัลตามภาคผนวกท้ายระเบียบนี้ เตรียมความพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางและการนำส่งข้อมูลเมื่อได้รับคำร้องขอ |
แพลตฟอร์ม “ดีทู” ศูนย์กลางรวมข้อมูลรัฐ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สขญ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Data Integration and Intelligence Platform (DII) หรือ ดีทู เพื่อดำเนินการตามร่างระเบียบฉบับนี้ โดยแพลตฟอร์มนี้จะเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ จะนำส่งข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานมายังแพลตฟอร์ม จากนั้นแพลตฟอร์มจะนำข้อมูลเหล่านั้นมารวบรวมและประมวลผลในภาพรวม เพื่อนำเอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป เช่น หน่วยงานต่าง ๆ นำส่งข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ กระทรวงมหาดไทยนำส่งข้อมูลผังเมืองและข้อมูลประชากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำส่งข้อมูลพื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่กักเก็บน้ำ) มายังแพลตฟอร์ม ดีทู
หลังจากนั้นระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลร่วมกัน เพื่อให้รัฐบาลนำข้อมูลที่ต้องการไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เช่น นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลผังเมืองและข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทย มาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมและวางแผนรับมือให้สอดรับกับสภาพการณ์ อาทิ ทำแผงกั้นน้ำ อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เตรียมเสบียงและศูนย์อพยพล่วงหน้า เป็นต้น

การพัฒนาระบบ ดีทู ดังกล่าว สขญ. ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มและได้มีการจัดทำคำของบประมาณประจำปี 2570 ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับการบังคับใช้ของระเบียบฯ นี้ เป็นการเฉพาะ
สำหรับการยกร่างระเบียบในครั้งนี้เป็นการนำเอา ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ มาปรับลดเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาคเอกชน แต่ยังคงยึดตามหลักการกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติฯ ในส่วนอื่นไว้ตามเดิมเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการเสนอร่างกฎหมายให้กระชับ และมีผลใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยความมั่นคงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องมีการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล
ใช้ AI จัดเก็บข้อมูลรัฐ
สำหรับ Data Integration and Intelligence Platform (DII หรือ D2 หรือ ดีทู) เป็นแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากหลากหลายภาคส่วน โดยเจ้าของข้อมูล (Data Owners) สามารถจัดการและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น หน่วยงานภาครัฐสามารถเปิดเผยข้อมูลด้านสาธารณสุขเพื่อใช้รับมือกับโรคระบาดได้ทันท่วงที หรือ บริษัทโทรคมนาคมสามารถเปิดเผยข้อมูลการเคลื่อนไหวของประชากรเพื่อช่วยในการวางแผนจัดการช่วงภัยพิบัติ
ขณะที่ผู้ใช้ข้อมูล (Data Users) สามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพสูงที่พร้อมใช้งาน สนับสนุนการวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสร้างนวัตกรรม เช่น หน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานตามพันธกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว โดยลดภาระการจัดหาและดูแลรักษาเครื่องมือ หรือ บริษัทเทคโนโลยีสามารถพัฒนา API เชื่อมต่อกับข้อมูลท่องเที่ยวหรือสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างบริการใหม่

การพัฒนาแพลตฟอร์ม ดีทู (D2 หรือ DII) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI)
ลักษณะเด่นของบริการ ดีทู
Data Catalog: ระบบสารบัญบัญชีข้อมูลภาครัฐ ที่รวบรวมบัญชีข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และจัดการข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ machine-readable พร้อมคำอธิบายชุดข้อมูลและ metadata ประกอบ เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจขอบเขต เงื่อนไข ข้อจำกัด และช่องทางการเข้าถึงข้อมูล
Open Data: จัดการรวบรวมข้อมูลเปิดภาครัฐให้มีระบบระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงประชาชนสามารถเข้าถึง ดาวน์โหลด เผยแพร่ และมีส่วนร่วมได้ อัปเดตรายละเอียดข้อมูลขึ้นบนเว็บไซต์ data.go.th สร้างความโปร่งใส ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล จุดประกายนวัตกรรม
Dashboards and Analytics Tools: เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Data Visualization นำเสนอข้อมูลปริมาณมหาศาลหรือซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อหา insights ที่อาจไม่เคยพบมาก่อน
- Data Analytics ศึกษาความสัมพันธ์ คาดการณ์แนวโน้ม ชี้โอกาสและความท้าทาย
Personal Data Protection: เพิ่มความปลอดภัยสำหรับข้อมูล ลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการแฝงข้อมูล (Pseudonymisation) ให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง แต่ยังคงความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลโดยไม่ทราบตัวบุคคล
AI Knowledge Base: ระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับ AI ที่ออกแบบมาเฉพาะรองรับการจัดเก็บและจัดการข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาษา ภาพ เสียง และวิดีโอ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของระบบ D2 ทำให้สามารถใช้งานโครงสร้างพื้นฐานของ D2 ได้ครบถ้วน ทั้งระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลข้อมูลขนาดใหญ่
เคาะร่าง พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในภาครัฐ
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ
โดย ร่าง พ.ร.ฎ. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. …. ที่ สคก. เสนอ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐด้วยกันตามที่หน่วยงานของรัฐด้วยกันนั้นร้องขอ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานของรัฐยังคงจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ทำให้การบูรณาการข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ประกอบการจัดทำนโยบายและมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือการจัดสวัสดิการ และการให้บริการแก่ประชาชนแบบมุ่งเป้าไม่สามารถกระทำได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการทุจริตคอร์รัปชัน สนับสนุนการเข้าสู่ OECD และ OGP รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคเอกชน
คณะกรรมการพัฒนากฎหมายจึงได้ยกร่าง พ.ร.ฎ. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ . …. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 24 (9) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย และทำหน้าที่เชื่อมให้มีการแบ่งปัน ข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้
- กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานตนต่อหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (ร่างมาตรา 3 วรรคหนึ่ง)
- กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่ร้องขอข้อมูลมีหน้าที่รักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยระหว่างกันนั้นไว้ และไม่ให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ (ร่างมาตรา 3 วรรคสอง)
- กำหนดให้การรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กขร. กำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (ร่างมาตรา 3 วรรคสาม)
อนึ่ง สคก. เห็นว่า ร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมีผลเป็นการยกเว้นมาตรา 21 (2) แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยถือเป็น “กฎหมายอื่น” ที่บัญญัติให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถประมวลผลข้อมูลแตกต่างจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตาม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชน หรือการไม่ปฏิบัติตามจะมีผลบังคับให้ต้องได้รับโทษหรือเสียสิทธิ หรือกระทบต่อสถานะของบุคคล จึงมิใช่ร่างกฎตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และไม่เข้าข่ายเรื่องที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดจากกฎตามมาตรา 5 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565
หนุนเข้า OECD และ OGP
สำหรับ ร่าง พ.ร.ฎ. จะก่อให้เกิดประโยชน์และผลกระทบ ดังต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ การแบ่งปันข้อมูลจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน ประหยัดงบประมาณ และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน
- เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ สามารถตรวจสอบได้ และลดโอกาสในการทุจริตคอร์รัปชั่น
- แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและทุนเทา การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบและติดตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษีและการฟอกเงิน
- ลดการทุจริตคอร์รัปชัน การแบ่งปันข้อมูลจะช่วยให้การตรวจสอบและกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดโอกาสในการทุจริต และช่วยยกระดับดัชนี CPI ของประเทศไทย
- สนับสนุนการเข้าสู่ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) การมีกฎหมายและนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
- อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคเอกชน เมื่อหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของกันและกันได้ ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อนลดภาระและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการ
ขณะที่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เห็นชอบในหลักการ/ไม่ขัดข้องต่อ ร่าง พ.ร.ฎ. ในเรื่องนี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




