สงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ-อิสราเอล เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ขณะที่ความขัดแย้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีหนักขึ้น หากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคาดว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในเร็วนี้ แต่ทางการอิหร่านระบุว่าเตรียมตอบโตกลับด้วยขีปนาวุธขนาดใหญ่ขึ้นและจะไม่ยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์น้ำมันโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะเกิดการขาดแคลนครั้งใหญ่ โดยล่าสุด ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า ความท้าทายในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก
จากการประชุมประเทศสมาชิก IEA เตรียมมาตรการนำน้ำมันสำรองมาใช้ โดยปัจจุบัน IEA มีคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินภาครัฐรวมกันมากกว่า 1,200 ล้านบาร์เรล ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังถือครองสต๊อกน้ำมันอีกประมาณ 600 ล้านบาร์เรล
ขณะที่สหรัฐฯอาจไม่เดือดร้อนเรื่องปริมาณน้ำมัน เพราะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แต่เนื่องจากราคาเป็นไปตามตลาด แม้ว่าจะมีน้ำมันเหลือเฟือ แต่ราคาที่ผู้บริโภคซื้อก็จะเป็นไปตามตลาดโลก ซึ่งนับตั้งแต่สงคราม ราคาน้ำมันขยับขึ้นแล้วกว่า 30%
อย่างไรก็ตาม จากความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ทั้งในอิหร่าน และในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน ทำให้ต้องปิดแหล่งผลิตและจะต้องใช้เวลาซ่อมแซมหากกรณีสงครามยุติลงนับเดือน ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อปริมาณน้ำมันโลก
บรรดาผู้ค้าน้ำมันในตลาดโลกมองว่าไปทางเดียวกันว่าแม้สงครามจะยุติในเร็วนี้ แต่ผลกระทบจากแหล่งน้ำมันของโลกจะรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และหากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำครั้งใหญ่
ล่าสุด 10 มี.ค. 69 อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่สนคำขู่ของสหรัฐฯ และจะปิดจนกว่าสงครามจะยุติ
ผลกระทบระดับ “หายนะ” ลามหลายอุตสาหกรรม
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุว่า ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เตือนในวันนี้ (10 มี.ค.) ว่า ตลาดน้ำมันโลกอาจต้องเผชิญกับ “ผลกระทบที่เลวร้ายระดับหายนะ” หากสงครามอิหร่านยังคงยืดเยื้อและสร้างความชะงักงันต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่าการฟื้นฟูการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้กลับคืนสู่ภาวะปกติถือเป็นวาระเร่งด่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง
อามีน นัสเซอร์ ซีอีโอของอารัมโก กล่าวระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า ภาวะชะงักงันดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนให้กับภาคการขนส่งและธุรกิจประกันภัยเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบแบบโดมิโนอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การบิน การเกษตร และยานยนต์อีกด้วย โดยปัจจุบันปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะส่งผลให้มีการดึงน้ำมันในสต๊อกออกมาใช้ในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
จับตา”พลังงานช็อก” ในระยะสั้น
Krungthai CIO ประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับเป็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เป็นปัจจัยหลักกดดันตลาดการเงินโลก พร้อมปรับสมมติฐานสู่กรณีฐานใหม่ที่มีความเสี่ยง “Energy Shock” ในระยะสั้น หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ ระหว่าง 9-13 มี.ค. 69 ว่า หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
Krungthai CIO ได้ปรับการประเมินสถานการณ์ โดยยกระดับฉากทัศน์ที่เกิด ภาวะช็อกด้านพลังงาน (Energy Shock) ในระยะสั้นขึ้นเป็นกรณีฐานใหม่ (Base Case) แทนสมมติฐานเดิม เนื่องจากความตึงเครียดมีแนวโน้ม ยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
สงครามยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย
วิจัย กรุงศรี มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับ
เงินเฟ้อของไทยจะขยับขึ้นจากราคาน้ำมัน
สำหรับไทย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.พ. อยู่ที่ –0.88% YoY ติดลบเป็นเดือนที่ 11 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.56% YoY
แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%)
หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3%
แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9%
ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน
ครม.งัดมาตรการรับวิกฤตพลังงาน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่ กระทรวงพลังงาน เสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วย
- การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26–27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ
- การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
- การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
- การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
- การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
- การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง
- การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
- การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
- การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
- การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
เตรียมยาแรง เกิด-ปิดปั้ม
นอกจากนี้ อาจพิจารณาออกมาตรการภาคบังคับเพิ่ม เช่น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ และสถานที่ทำธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. ยกเว้นสถานีบริการที่ตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงสายหลัก
นอกจากนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ รวมถึงงดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




