ในทางการเมือง นี่อาจเป็นหนึ่งในนโยบายที่ “ขายง่าย” ที่สุด เพราะคนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับ “คนละครึ่ง” อยู่แล้ว ประชาชนเห็นผลทันที ร้านค้าเห็นลูกค้าเพิ่มทันที และรัฐบาลก็ได้ภาพของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับความจริงอีกข้อว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับเมื่อช่วงโควิดอีกต่อไป
ตอนนั้น โลกเผชิญวิกฤตพร้อมกัน รัฐบาลทั่วโลกต่างกู้เงินขนาดใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยต่ำ และตลาดการเงินยอมรับการขาดดุลมหาศาลในฐานะ “มาตรการฉุกเฉิน”
แต่วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก พื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือน้อยลง หนี้สาธารณะสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยกัดกินพื้นที่งบประมาณ และสังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐต้องแบกรับภาระรายจ่ายระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการผู้สูงอายุ และระบบสุขภาพจากการเป็นสังคมสูงวัยแบบสุดยอด
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งใน “กระสุนทางการคลัง” นัดใหญ่ไม่กี่นัดที่เหลืออยู่
คำถามสำคัญคือ “เราจะใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด” และคำตอบของคำถามนี้ ไม่ควรถูกตัดสินด้วยความรู้สึกหรือความนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ควรถูกออกแบบบนฐานของ “หลักฐานเชิงประจักษ์”
ในฐานะนักวิจัยที่ศึกษานโยบาย “คนละครึ่ง” ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมอยากชวนผู้เสียภาษีทุกคนย้อนดูบทเรียนจาก “คนละครึ่ง” รอบก่อน ๆ ว่าเราเรียนรู้อะไรแล้วบ้าง
- ใครคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง
- เงินไหลไปไหน
- การออกแบบอย่างไรที่ work
- และอะไรที่อาจไม่ work อย่างที่เราเคยคิด
จากงานวิจัยที่ใช้ทั้งข้อมูลจากแพลตฟอร์ม food delivery และข้อมูล e-payment ระดับธุรกรรม มีข้อสังเกตสำคัญหลายเรื่องที่น่าสนใจครับ
ข้อแรก “คนละครึ่ง” ช่วยร้านค้าได้จริง โดยเฉพาะร้านเล็ก
ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ศึกษาโครงการคนละครึ่งรอบก่อน ๆ ชี้ว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% (รูปที่ 1)
รูปที่ 1 ยอดขายเฉลี่ยของร้านค้าก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

หมายเหตุ : รูปนี้แสดงยอดขายเฉลี่ย รายสัปดาห์ (บาท) ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วม
ที่มา : Muthitacharoen (2024a)
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากแค่ลูกค้าเดิมซื้อเยอะขึ้นเท่านั้น หากมาจาก “ลูกค้าใหม่” จำนวนมากที่ไม่เคยซื้อร้านนั้นมาก่อน
บนแพลตฟอร์ม delivery ร้านที่เข้าร่วมมีจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 176% นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่า นโยบายลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการแจกเงินระยะสั้น แต่ช่วยทำหน้าที่คล้ายเครื่องมือเปิดตลาดให้ร้านเล็กด้วย
ลูกค้าจำนวนมากอาจไม่เคยกล้าลองร้านเล็ก ไม่เคยเห็นร้านนั้นบนแอป หรือไม่มีแรงจูงใจพอจะลองซื้อ แต่ subsidy จากรัฐช่วยลดต้นทุนในการ “ลอง”
และเมื่อผู้บริโภคได้ลอง บางส่วนก็กลายเป็นลูกค้าประจำต่อ แม้หลังจบโครงการแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเล็กจำนวนมากยังพูดถึง “คนละครึ่ง” ด้วยความรู้สึกเชิงบวกจนถึงทุกวันนี้
ข้อสอง เงินช่วยเหลือ “กระจุกตัว” สูงมาก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราพบความท้าทายสำคัญในมิติการกระจายตัวของเงินอุดหนุน
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับธุรกรรม e-payment งานวิจัยพบว่า เงินสนับสนุนจากรัฐมีการ “กระจุกตัว” สูงมาก โดยเมื่อแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการตามขนาดเงินสนับสนุนที่ได้รับ ผู้ประกอบการกลุ่มบนสุด (Top 20%) ได้รับเงินสนับสนุนรวมกันถึง 74% ของงบประมาณทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการ Top 5% หรือราว 65,000 ราย ได้รับเงินรวมกันถึง 41% ของงบทั้งหมด (รูปที่ 2) ร้านค้าเหล่านี้มักมีฐานลูกค้าเดิมขนาดใหญ่ คุ้นเคยกับระบบ e-payment และเข้าร่วมโครงการแทบทุกระยะ ทำให้สามารถเข้าถึงประโยชน์จากมาตรการได้มากกว่าร้านค้ารายย่อยทั่วไป
รูปที่ 2 การกระจายตัวของเงินสนับสนุนผู้ประกอบการแยกตามควินไทล์ของขนาดเงินสนับสนุนรวม

ที่มา : Lertmethaphat, Wasi, Muthitacharoen, and Poonpolkul (2025)
นั่นคือ แม้โดยรวมโครงการจะช่วยร้านเล็กจริง แต่เม็ดเงินเกือบครึ่งหนึ่งกลับไหลไปยังร้านที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่แล้ว มากกว่าร้านที่เปราะบางที่สุด
นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเชิงนโยบาย เพราะเวลาเราพูดว่า “ช่วยร้านเล็ก” เรามักจินตนาการถึงร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนน หรือร้านหมูปิ้งข้างทาง แต่จากงานวิจัย ร้านที่ได้ประโยชน์มากที่สุดกลับเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว
และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครั้งนี้ เราจะออกแบบอย่างไรให้เงินไปถึง “ร้านเล็กที่แท้จริง” มากขึ้น
ข้อสาม คนละครึ่งอาจเป็นการ “ย้ายที่ซื้อ” มากกว่าการสร้าง “การใช้จ่ายใหม่”
นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค เพราะแม้คนละครึ่งจะช่วย “ร้านค้า” ได้มาก แต่ผลต่อ “การใช้จ่ายใหม่” ของระบบเศรษฐกิจอาจน้อยกว่าที่หลายคนคิด
งานวิจัยพบปรากฏการณ์ crowd out ค่อนข้างชัด กล่าวคือ การใช้จ่ายส่วนสำคัญไม่ได้เกิดจากคนใช้เงินเพิ่มขึ้นมากนัก แต่เกิดจากการ “ย้ายที่ซื้อ” จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม ไปยังร้านที่เข้าร่วมโครงการแทน
ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย หรือ marginal propensity to consume (MPC) อยู่ราว 0.4 หมายความว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่จริงประมาณ 40 สตางค์
แน่นอน ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่านโยบายล้มเหลว เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงกำลังซื้อและเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้าก็มีความสำคัญมาก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนว่า “คนละครึ่ง” ทำหน้าที่คล้ายมาตรการประคองเศรษฐกิจ มากกว่าเป็น “เครื่องยนต์เร่งการบริโภค” แบบเต็มตัว
และยิ่ง “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% แนวโน้มลักษณะนี้ก็อาจยิ่งชัดขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า รัฐควรสื่อสารให้ชัดว่า เป้าหมายหลักของนโยบายคืออะไร กำลังต้องการ “เยียวยา” เพื่อพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพ หรือกำลังต้องการ “เร่งเศรษฐกิจ” เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ในระบบมากขึ้น
เพราะสองเป้าหมายนี้ไม่เหมือนกัน และใช้เครื่องมือคนละแบบ
หากเป้าหมายคือ “เยียวยา” มาตรการลักษณะนี้อาจตอบโจทย์ได้ดีพอสมควร แต่หากเป้าหมายคือ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” จริง โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ช่วยมากขึ้น” แต่คือ “ออกแบบอย่างไรให้เกิดการใช้จ่ายใหม่จริง” มากกว่าการย้ายที่ซื้อ หรือดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อน
ข้อ 4 ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรมอง “การดึงร้านค้าเข้าระบบ” เป็นเป้าหมายหลักของนโยบาย
ข้อค้นพบสุดท้ายนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในระยะยาว เพราะหลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงโครงการลักษณะนี้ เรามักกังวลกันว่า ร้านค้าจะไม่อยากเข้าร่วมเพราะกลัวภาษี กลัวต้นทุนการอยู่ในระบบ หรือกลัวถูกตรวจสอบย้อนหลัง
แต่ข้อมูลจากงานวิจัยกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น
ร้านค้าที่ออกจากระบบเพราะความกังวลเรื่องภาษีน่าจะมีเพียงประมาณ 6% เท่านั้น (Lertmethaphat et al., 2026) ขณะเดียวกัน งานวิจัยเรื่อง VAT (Muthitachroen, Wanichthaworn and Burong, 2021) พบว่า ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้าสู่ระบบ VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ
ข้อค้นพบสะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ต่อต้านการเข้าสู่ระบบโดยธรรมชาติ
สิ่งที่พวกเขากำลังทำจริง ๆ คือการชั่งน้ำหนักว่า “ต้นทุน” ของการอยู่ในระบบ คุ้มกับ “ประโยชน์” ที่จะได้รับหรือไม่
หากการอยู่ในระบบหมายถึงกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน เอกสารจำนวนมาก และภาระที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้อะไรกลับมา ธุรกิจจำนวนมากก็ย่อมเลือกอยู่นอกระบบต่อไป
แต่หากการอยู่ในระบบช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น หรือทำให้ต้นทุนของการหลบหนีสรรพากรลดลง ผู้ประกอบการจำนวนมากก็พร้อมเข้าสู่ระบบเอง
นี่จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส”
หากรัฐกำลังจะใช้เงินมหาศาลอยู่แล้ว เราอาจไม่ควรมองโครงการนี้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่ควรใช้โอกาสนี้สร้างแรงจูงใจระยะยาวไปพร้อมกัน
ไม่ใช่แค่ทำให้ร้านค้าหันมาใช้ e-payment ชั่วคราวในช่วงที่มี subsidy แต่คือการช่วยสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ ช่วยให้ร้านค้ามีประวัติรายได้ เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และค่อย ๆ เชื่อมธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่
ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องการเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น มีธุรกิจรายเล็กที่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของทั้งศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการคลังในอนาคต
อ้างอิง:
- Muthitacharoen, A., Wanichthaworn, W., & Burong, T. (2021). VAT threshold and small business behavior: evidence from Thai tax returns. International Tax and Public Finance, 28(5), 1242-1275.
- 0Muthitacharoen, A. (2024a). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program. Applied Economics Letters.
- Muthitacharoen, A. (2024b). Using a no-minimum 50: 50 co-pay to stimulate consumption: evidence from Thailand’s digital fiscal stimulus. Applied Economics Letters.
- Lertmethaphat, N., Wasi, N., Muthitacharoen, A., & Poonpolkul, P. (2025). มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” (aBRIDGEd No. 15/2025). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.




