หลังจากสำนักงานประกันสังคม( สปส.)ออกมาเผยแพร่ การดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ …. ระหว่าง 15 ม.ค. 69 ถึง 14 ก.พ. 69 โดยมีผู้เข้าร่วมร่วมแสดงความคิดเห็นมากถึง 1,244,260 ครั้ง
สปส.ได้เปิดเผยสัดส่วนผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นแบ่งเป็น
- ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีสัดส่วนสูงสุด 73.74 % รองลงมา
- ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 10.99 %
- ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 3.89 %
- นายจ้าง จำนวน 1.80%
- องค์กร/สภา/สมาคม/เครือข่ายต่างๆ จำนวน 0.15 %
- ประชาชนทั่วไปหรือผู้สนใจ จำนวน 8.88 %
- และอื่นๆ จำนวน 0.56 %
ผู้เข้าร่วมแสดงใน 3 ช่องทาง ดังนี้
- ระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ซึ่งมีสัดส่วนผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นสูงสุดถึง 56.21 %
- เว็บไซต์ของ สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th มีสัดส่วนผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น 36.26 %
- มุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ มีสัดส่วนผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น 7.53 %
ต้องใช้เวลาวิเคราะห์ ยังเปิดผลประชาพิจารณ์ไม่ได้
อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์จำนวนมากทำให้สปส.ไม่สามารถเปิดเผยผลประชาพิจารณ์ได้ ” กาญจนา พูลแก้ว” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงสาเหตุ ที่ไม่สามารถเปิดเผยผลลการประชาพิจารณ์ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นจำนวนมากถึง 1.2 ล้านครั้ง ทำให้ต้องผ่านกระบวนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นที่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วนจึงต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลก่อน
“มีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก และ สปส.ให้ความสำคัญกับทุกความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นที่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วนแท้จริง ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมิลผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562”
หลังจากวิเคราะห์การแสดงความคิดเห็นทั้งหมดจะนำเสนอรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 คณะกรรมการประกันสังคม ตามลำดับ ภายในเดือนมีนาคม 69 และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามกฎหมายต่อไป
เรียกร้องประกันสังคมเปิดข้อมูลดิบ “ผลประชาพิจารณ์”
ประเด็นการเปิดเผยข้อมูลผลประชาพิจารณ์ที่ใช้เวลาวิเคราะห์ถึงต้นเดือนมีนาคม 69 กลายเป็นเรื่องถกเถียงในเวทีประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
ในเวทีดังกล่าวคณะกรรมาธิการฯจัดขึ้นเมื่อ 20 ก.พ 69 ซึ่งมีตัวแทน นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ,ประกันสังคมก้าวหน้า และ เจ้าหน้าที่ประกันสังคมเข้าร่วมชี้แจง
ในช่วงหนึ่งของการประชุม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ถามว่า ข้อมูลผลประชาพิจารณ์จะสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนข้อมูลดิบ ที่มีผู้ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น 4 แสนครั้งใน 3 วันสุดท้ายเป็นบอทเอไอเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือไม่ จึงอยากให้เปิดเผยข้อมูลดิบให้ สิ้นสงสัยว่าใครเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
เช่นเดียวกับ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตน ได้ตั้งคำถามว่า การเปิดเผยผลประชาพิจารณ์ทำไมถึงใช้เวลาในการประมวลวิเคราะห์นาน หากเทียบเคียงกับการประชาพิจารณ์บํานาญสูตร care ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น 1 แสนคนที่สิ้นสุดวันที่ 17 ตุลาคม 68 และวันที่21 ตุลาคม68 สามารถเปิดผลการประชาพิจารณ์ได้เลย ทั้งข้อมูลดิบทำให้ประชาชนสิ้นสงสัยว่ามี บอทเอไอเข้ามาในระบบหรือไม่
“ จึงสงสัยว่าทำไม ไม่สามารถเปิดผลประชาพิจารณ์ระเบียบเลือกตั้งใหม่ได้ แม้จะมีจำนวนผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นน้อยกว่า คือแสนคน แต่เชื่อว่าระบบไอทีน่าจะประมวลผลได้ ว่าส่วนไหนคือผู้ประกันตน และส่วนไหน หรือ เป็นบอทAI ซึ่งน่าจะสามารถเช็ค IP ได้ ไม่จำเป็นต้องรอถึงเดือนมีนาคม”
ขณะที่ มาลากัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงในที่ประชุมว่า จำนวนผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่าน 3 ช่องทาง โดยเฉพาะการรับฟังระบบกลางไม่มีการยืนยันตัวตน เพราะฉะนั้น 1.2 ล้านครั้งต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ ว่าเป็นคน หรือ เป็นบอทเอไอจำนวนเท่าไหร ซึ่งต้องวิเคราะห์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมผลวิเคราะห์จะเห็นชัดเจน และจะนำผลการประชาพิจารณ์เปิดเผยต่อสาธารณะได้ และผลรับฟังความคิดเห็น จะเสนอสู่คณะอนุกรรมการ เพื่อให้แนวทางว่าควรจะมีการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดใหม่หรือไม่ จากนั้นอนุกรรมการจะเสนอให้บอร์ดประกันสังคมให้ข้อเสนอแนะก่อนจะเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาต่อไป
ทำต้องเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งบอร์ดสปส.ใหม่
นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ถามถึงการเปลียนระเบียบเลือกตั้งใหม่ของบอร์ดประกันสังคม ทั้งๆที่ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเก่าพึ่งใช้ครั้งแรกเมือ 2 ปีที่ผ่านมา และทำไมการเปลี่ยนแปลงระเบียบเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่คณะกรรมการประกันสังคมชุดที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกหมดวาระลงในวันที่ 13 ก.พ 69 โดยทำไมไม่ใช้ระเบียบการเลือกตั้งแบบเดิมไปก่อน
ในการประชุม ษัษฐรัมย์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการประกันสังคมชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในสภาวะบอร์ดรักษาการ และเราเข้าสู่ตำแหน่งในการเลือกตั้งครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมีงบประมาณด้านการลงทุน 2.8 ล้านล้านบาท มีเงินเข้ากองทุนประกันสังคมปีละ 2 แสนล้านบาท ดูแลคนอย่างน้อย 15 ล้านคน งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี
ตลอดระยะเวลา 24 เดือนที่เราเข้ามา หัวใจสำคัญไม่ได้หมายความว่าพวกเราเป็นคนที่เก่งหรือมีความสามารถ หรือมีเจตนาที่ดี เพราะว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.66 ได้เป็นการเปลี่ยนหมุดหมายใหม่จากระบบที่ปิดมากว่า 30 ปี สู่การเป็นระบบเปิด ทำให้ผู้ประกันตนสามารถมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายต่าง ๆ ยึดโยงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นตัวตั้ง
ในระยะ 24 เดือนที่ทำงาน เราจะเห็นได้ถึงความก้าวหน้าของสิทธิประโยชน์และการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารเราสามารถยุติงบปฎิทินสะสม 10 ปีที่มีมูลค่ามากกว่า 400 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นสิทธิประโยชน์ในการผ่าฟันคุด สามารถตรวจสอบป้องกันส่วนต่างการลงทุนตึกสกายไนน์ และป้องกันเงินรั่วไหลหลักแสนล้านบาท ในการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด และสิ่วเหล่านี้สามารถนำไปทำประโยชน์ให้เด็ก 1.2 ล้านคนให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม และสามารถตัดงบประมาณฟุ่มเฟื่อยและยกเลิกงบประมาณด้านการดูงานต่างประเทศ และนำมาใช้สิทธิประโยชน์ด้านการแพทย์
นอกจากนี้ได้วางกรอบการลงทุนใหม่เพื่อเป็นเป้าผลตอบแทน 5-6 % พร้อมกลไกตรวจสอบเพื่อให้การลงทุนตามมาตรฐานสากล นี้คือสิ่งที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ได้รับการเลือกตั้งจากระเบียบการเลือกตั้งครั้งแรก จึงสงสัยว่า ทำไมถึงต้องการเปลี่ยนระเบียบการเลือกตั้งใหม่
ษัษฐรัมย์ บอกว่า ระเบียบเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่ใช้ในครั้งแรกนี้ สร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มบุคคลเพราะถูกผลักดันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีสถานะทางนิตินัยอย่างไร เพราะระเบียบเลือกตั้งที่ถูกผลักดันไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าภาพกันแน่ เพราะระเบียบเลือกตั้ง ไม่เคยผ่านการพิจารณาของบอร์ด ทุกครั้งที่นำเสนอเป็นการนำเสนอมาเพื่อรับทราบ
แม้คณะกรรมการประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง 6 คน จะขอไม่รับทราบ แต่ยังมีความพยายามดึงดันผลักดัน เมื่อสื่อมวลชนไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่าเป็นดำริของท่านหรือไม่ก็ไม่ได้รับคำตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ สุดท้ายระเบียบเลือกตั้งนี้จึงมีความสับสนในแง่นิตินัยว่าถูกผลักดันผ่านใคร และมีเจตจำนงอย่างไร
“ ผมขออ้างอิงเอกสารรายงานการประชุมที่มีการส่งต่อมา และผมเข้าร่วมประชุมเอกสารวันที่ 9 ธันวาคม 68 เป็นครั้งแรกที่ถูกเสนอในบอร์ดประกันสังคม เป็นทางการข้ออ้างของคณะอนุกรรมการร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่ พยายามจะบอกว่าเราในฐานะบอร์ดประกันสังคมมีหน้าที่เพียงแค่รับทราบเท่านั้น ไม่สามารถให้ความเห็นต่าง ๆ ทำให้ระเบียบเลือกตั้งนี้มีปัญหาตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งระเบียบนี้”
ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดใหม่ “บายพาสซ่อนเร้นข้อมูล”
ษัษฐรัมย์ บอกด้วยว่า ได้พบว่า ร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่ มีความบังเอิญพ้องกันอย่างตรงไปตรงมากจากข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการฯ ของวุฒิสภา ซึ่งมี 4 โมเดล และหนึ่งใน 4 โมเดล ไปล้อกับระเบียบเลือกตั้งที่สำนักงานประกันสังคมพยายามผลักดัน
อีกทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นระบบปิดมาโดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นบอร์ดฝั่งผู้ประกันตน บอร์ดฝั่งนายจ้าง ไม่สามารถให้ความเห็นได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นกระบวนการที่ใช้คำอธิบายว่า เป็นการบายพาสซ่อนเร้นข้อมูล
หากเทียบกับ กรณีการเสนอบำนาญสูตรใหม่หรือสูตร Care กว่าจะเข้าสู่การพิจารณาทำประชาพิจารณ์ต้องผ่านหลายกระบวนการในการพิจารณาอย่างเข้มงวดในบอร์ดประกันสังคมจึงจะสามารถเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนการประชาพิจารณ์ได้ ซึ่งแตกต่างจากระเบียบเลือกตั้งครั้งนี้ หากพิจารณาตามมาตรฐานการทำประชาพิจารณ์เรื่องอื่น ๆ ของสำนักงานฯพบว่าไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
ระเบียบเลือกตั้งใหม่ ลดอำนาจผู้ประกันตนเหลือแค่ 14%
ข้อจำกัดที่สอง คือการอ้างเรื่องความเสมอภาค หากย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้ง 24 ธ.ค. 66 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียงประมาณ 70,000 คะแนนจากผู้ที่มาใช้สิทธิ 150,000 คะแนน โดยไม่ได้มีการแบ่งมาตรา 33 ,มาตรา 39 หรือ มาตรา 40 ของผู้ประกันตน โดยเลือกตั้งแบบเดียวกัน
ขณะที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกบอร์ดได้สูงสุด 7 คน โดยไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะเลือกในจำนวนเท่าไหร หากถูกใจแค่ 5 คนก็สารถเลือกได้แค่5 คนที่โดยไม่มีการบังคคับ สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นภาพสะท้อนตัวแทนความต้องการของกลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศ
แต่ความแตกต่างของระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่อยู่ในกระบวนการประชาพิจารณ์มีเงื่อนไขสำคัญคือ ความพยายามจำกัดให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกตั้งได้เพียงแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งเป็นการลดทอนอำนาจให้ผู้ประกันตนที่เคยมีสิทธิ 100% จะเหลือสิทธิเพียงแค่ 14% ในการเข้ามามีส่วนร่วม
“ระเบียบเลือกตั้งใหม่จะ เป็นการหมุนเข็มนาฬิกาให้ประกันสังคมเข้าไปสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ กระทรวงแรงงงานแบบที่เคยเป็นมาแล้ว และยังคงเป็นอยู่ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เมื่อต่างคนต่างมาขาดเจตจำนงการเมืองที่จะนำไปสู่การปฏิรูป สิ่งเหล่านี้จึงไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าความพยายามในการสลายทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่มีจุดยืนและอุดมการณ์การเมืองที่ชัดเจน”
ษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า อสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 13 ก.พ.69 การประชุมคณะกรรมการสังคม ได้ทำบันทึก4 หน้ากระดาษเอสี่ให้กับคณะอนุกรรมการ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีคำตอบอย่างเป็นทางการแม้จะเป็นคำตอบที่ได้จากการบันทึกในวันที่ 9 ธ.ค. 68 ไปแล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธจากตัวแทนสำนักงานฯและอนุกรรมการฯและบอกว่าผมทำผิดกฎหมายเพราะร่างระเบียบต้องผ่านการประชาพิจารณ์ก่อน ทั้งๆที่คามจริงแล้วเราต้องการแค่คำชี้แจงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการแก้ร่างระเบียบเลือกตั้ง แต่ต้องการคำชี้แจงอย่างเป็นระบบต่อข้อกังวลทั้งหมด“
เสนอใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิมเลือกบอร์ดชุดใหม่
ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความพยายมผลักดันระเบียบเลือกตั้งใหม่ในช่วงสมัยปลายบอร์ดที่มาจากเลือกตั้งที่หมดวาระในเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์นี้ ไม่ได้มีแต่เจตนาที่จะทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ แต่เป็นการวางกลไกระเบียบเลือกตั้งที่จะจำกัดอำนาจของผู้ประกันตน จำกัดอำนาจของการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่สำคัญจะนำไปสู่การจำกัดอำนาจในการตรวจสอบและผลักดันกองทุนประกันสังคม
จึงเสนอให้มีการใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิมที่มีการใช้แค่ 2 ปีหรือเพียง 1 ครั้ง เดินหน้าเลือกตั้งภายใน 45 วันนับตั้งแต่ 13 ก.พ.69 ซึ่งจะเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนมากที่สุด
“คืนอำนาจให้กับผู้ประกันตนเพื่อป้องกันเงื่อนไขที่มีความพยายามใช้ระเบียบเลือกตั้งใหม่ ใช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของบอร์ดประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกไม่ต่างอะไรกับความพยายามทำลายหรือรัฐประหารลดทอนอำนาจของผู้ประกันตนมากกว่าสิบล้านคนในระบบประกันสังคม”
ทำไม ร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่ ขณะชุดเก่าหมดวาระ
ขณะที่ ธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุไอที ประกันสังคม และผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชาพิจารณ์ต้องมีความเป็นกลาง แต่จากเพจประกันสังคม จะเห็นว่าสำนักงานฯไม่ได้เป็นผู้จัดประชาพิจารณ์ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคู่ขีดแย้งโดยตรงกับฝ่ายผู้ประกันตน
เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมต้องเป็นธรรม และเป็นกลาง แต่สำนักงานฯมีความพยายามบอกว่าระเบียบเลือกตั้งใหม่ดีอย่างไร โดยไม่มีข้อเสียของระเบียบเลือกตั้งใหม่
นอกจากนี้ปัจจุบันบอร์ดประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้ระเบียบครั้งแรกหมดวาระแล้ว แต่ไม่มีการชี้แจงจากสำนักงานประกันสังคมว่าทำไม ต้องแก้ระเบียบเลือกตั้งใหม่ ขณะที่การประชาพิจารณ์ร่างระเบียบใหม่อยู่ในระบบปิดไม่สามารถเข้าถึงได้
“ตอนนี้เรากำลังพยายามตามหาบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ระเบียบเลือกตั้ง แต่ไม่แน่ใจว่ามีเหตุผลอะไรที่เราไม่สามารถจะได้เห็นแม้ว่าที่ผ่านมาเราได้พยายามขอไปที่สำนักงานฯ แต่ไม่เคยได้รับ จึงอยากให้มีการเปิดเผยบันทึกการประชุมมาเปิดเผยเป็นสาธารณะ”
ธีระชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันบอร์ดชุดเก่าได้หมดอายุในการเป็นบอร์ดแล้ว 45 วันคือวันที่ 30มีนาคม ควรจะต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกข้อมูลที่ไม่ได้ตีลับควรเป็นสิทธิของผู้ประกันตนทุกคน จึงอยากเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูล และการประชุมคณะกรรมการทุกชุด รวมไปถึงต้องเปิดเผยระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพ ต้องเปิดเผยเช่นกัน
สปส.แจงระเบียบเลือกตั้งเดิมผู้ประกันตนใช้สิทธิน้อย
ขณะที่สำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงว่า ทำไมต้องร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่ มาลากัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่งตัวแทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม มาจากมาตรา 8 วรรค 3 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ โดยให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งฝ่ายนายจ้าง ผู้ประกันตน และสัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมได้ถอดบทเรียนในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.66 พบว่ามีสัดส่วนกับผู้ประกันตนเข้าไปใช้สิทธิน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนนายจ้าง 5 แสนราย และผู้ประกันตน 24 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเราพบว่าลักษณะการเลือกตั้งคือเป็นทั้งโดยตรงและโดยลับที่มีทั้งหมด 7 หมายเลข
สำนักงานประกันสังคมจึงมีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้นายจ้างและผู้ประกันตนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ามาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกคน และคำถามที่สอง ทำอย่างไรให้ได้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคมเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ มีประสบการณ์ด้านงานประกันสังคม มีอิสระเสรี เป็นธรรม และถือปฏิบัติตามหลักที่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้นเมื่อต้นปี 68 จึงได้การเสนอคณะกรรมการประกันสังคมในชุดที่เพิ่งครบวาระไปเมื่อ 13 ก.พ 69 ซึ่งเห็นชอบให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงร่างระเบียบเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการได้รับการแต่งตั้ง จึงได้มีการรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาข้อเสนอในการปรับปรุงระเบียบการเลือกตั้งในระบบกลางของกฎหมาย เมื่อ 21 เม.ย.- 9 พ.ค 68 ซึ่งมีข้อสรุปและเสนอในการปรับปรุง
ผลจากถอดบทเรียนได้พิจารณาว่าควรปรับปรุงประเด็นต่างๆดังนี้
ประเด็นแรก กรณีจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 7 คน นายจ้าง 7 คน จึงเกิดคำถามว่าผู้ประกันตนของประกันสังคมมีมาตรา 33, 39 และ 40 ทำอย่างไรให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามาในระบบประกันสังคม
ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็น มีข้อเรียกร้องมาว่าอยากให้ผู้แทนของแต่ละมาตรามีโอกาสเข้ามานั่งในกองทุนประกันสังคม จึงคิดว่าควรจะกำหนดสัดส่วน 5:1:1 แบ่งนั่นหมายความมาตรา 33 จำนวน 5 คน มาตรา 39 จำนวน 1 คน และมาตรา 40 จำนวน 1 คน
“การแบ่งสัดสวนที่เกิดขึ้นเพราะมีการเรียกร้องจากการรับฟังความคิดเห็นว่า ทุกคนควรจะมีสิทธิมีเสียงเข้ามาในระบบประกันสังคม”
ประการที่สอง การแบ่งสัดส่วนของการเลือกคณะกรรมการแต่ละมาตราเนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบเดิมที่มีการลงคะแนน 1 คน 7 เบอร์ มีการบอกมาว่าจากการรับฟังความคิดเห็นว่า เมื่อเข้าไปแล้วจำไม่ค่อยได้ อาจจะสับสนเนื่องจากมีเสียงสะท้อนว่าเข้าไปแล้วจำไม่ค่อยได้ มีความยุ่งยากในการนับคะแนน ดังนั้นจึงคิดถึงการเลือกตั้ง สส.และ สว.ที่ 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง
“ชินโชติ” ย้ำไม่ได้เสนอเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งใหม่
ในช่วงหนึ่งของการประชุมหลังสำนักงานประกันสังคมชี้แจง ชินโชติ แสงสังข์ สว.ในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งเคยถูกตั้งข้อสงสัยว่ากรรมาธิการวุฒิสภาอาจจะเป็นหนึ่งในการผลักดันระเบียบเลือกตั้งใหม่หรือไม่
ชินโชติ กล่าวว่า ฟังสำนักงานประกันสังคมชี้แจง แล้วยังไม่มีท่อนไหน ประโยคไหนที่บอกว่า สูตรการเลือกตั้งใหม่มาจากคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา หรือคณะอนุกรรมาธิการด้านประกันสังคม หรือมาจากนายชินโชติแม้แต่คำเดียว สูตรดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม การเสูตรระเบียบเลือกตั้งประกันสังคมมีคนนำเรื่องนี้มาเสนอในคณะอนุกรรมาธิการ แล้วบอกว่า การเลือกตั้งมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิว่าน้อยเกินไปจากผู้ประกันตน 24 ล้านคน ไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์แต่ใช้งบประมาณ 68 ล้านบาทให้ได้คน 14 คน ฝ่ายนายจ้าง 7 ลูกจ้าง 7 มันอาจจะไม่คุ้ม
“การพูดในสภาฯ ข้อดีคือโกหกไม่ได้ กะล่อนไม่ได้ สูตรของคณะอนุกรรมาธิการที่เป็นประธานพิจารณากันในเวลาเดือนเศษ คิดมาได้ 4 สูตร เป็นเพียงดราฟต์หยาบ ๆ ไม่มีรายละเอียดอะไรเป็น 4 สูตร ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมาธิการการแรงงาน แต่ 4 สูตรนั้น รั่วไปอยู่ในมือนักข่าว”
แต่มันเป็นเพียงรายงานในคณะกรรมาธิการ ก่อนจะเสนอต่อสภาฯ ไปยัง ครม.จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของเขา โดยกำชับว่าต้องทำให้ทันเดือน ก.ค.69 กำชับให้ชินโชติสกัด 4 สูตรให้เหลือ 1 สูตร แต่ 4 สูตรมีรายละเอียดอย่างไรผมไม่สารถอธิบายได้ แต่บางสูตรที่คล้ายๆที่ประกันสังคมเสนอไม่ได้เหมือนกันนะครับ “
ชินโชติ กล่าวว่า สิ่งที่เจ็บปวด ทุเรศที่สุดคือใน 4 สูตรที่ไปรับฟังความคิดเห็นเหนือใต้ออกตก ก่อนจะเสนอสภาฯ ใหญ่ แต่สูตรของอนุกรรมาธิการของต ยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นและเสนอในสภาฯ ในเดือน พ.ค และเสนอประกันสังคมในเดือนมิถุนายน เพราะ กรกฎาคมเขาจะมีการเลือกตั้ง
แต่สังคมและพรรคการเมืองหนึ่ง รวมทั้งบอร์ดที่มาชี้แจง พยายามยัดเยียดตลอดว่าสูตรที่ประกันสังคมกำลังทำมาจากไหน มาจากอนุกรรมาธิการด้านประกันสังคมและวุฒิสภา ทุเรศมาก ไม่ได้เกี่ยวกันเลย
“ผมมีอิทธิพลขนาดนั้นหรือเหรอ ที่จะยัดเยียดเปลี่ยนแปลงประกันสังคมได้ ขอให้บันทึกไว้ว่าการเปลี่ยนสูตรประกันสังคม ไม่ได้เกี่ยวกับผม วุฒิสภา และกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา”
ษัษฐรัมย์ ถามกลับว่า สิ่งที่นายชินโชติอ้างถึง เอกสารคือเมื่อวันที่ 23 ก.ค.68 โดยยืนยันว่าตนเองตั้งคำถามเพียงแค่ให้ สว.ยืนยัน เพราะกำหนดไทมไลน์การเลือกตั้ง แม้แต่ตนเองเป็นบอร์ดประกันสังคมยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.นี้ หากจะทำให้สังคมสิ้นข้อเคลือบแคลงใจ ต้องมีการเปิดเผยรายงานการประชุมในวันดังกล่าว เพราะมีบันทึกในระดับชวเลข
อย่างไรก็ตามการในประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ข้อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลดิบในการจัดทำประชาพิจารณ์ระเบียบการเลือกตั้งใหม่ รวมไปถึงรายงานการประชุมของ คณะอนุกรรมการปรับปรุงร่างระเบียบเลือกตั้ง เพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




