ความเคลื่อนไหวล่าสุด
22 มิ.ย. 69 รัฐบาลเผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD ปี 2569 พบการศึกษาไทยขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 52 ของโลก หลังอันดับลดลงต่อเนื่องหลายปี และมีอัตราการรู้หนังสือพุ่งขึ้น 9 อันดับ พร้อมเร่งแผนเชิงรุกยกระดับภาษาอังกฤษ ทักษะแรงงาน และ AI โดยเฉพาะการส่งเสริม AI Literacy
18 มิ.ย. 69 กมธ. อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ กระทรวง อว. สวทช. ETDA depa และ DGA กำหนดทิศทางการขับเคลื่อน AI for All และจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ฉบับใหม่ ปี 2571
18 มิ.ย. 69 รมช.กระทรวงศึกษาฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ มอบแนวทางปฏิบัติในการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้สนับสนุนโรงเรียนส่งเสริมความปลอดภัยของ สพฐ.
15 มิ.ย. 69 คณะทำงานบูรณาการป้องกันพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา นำเสนอ ร่างโมเดล MOE SHIELD และ AOC Model เฝ้าระวังความเสี่ยง ป้องกันเชิงรุก ตอบสนองภาวะฉุกเฉิน คุ้มครองสิทธิและกระบวนการยุติธรรม และวิเคราะห์ข้อมูลพัฒนานโยบาย ตั้งศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย 24 ชั่วโมง 7 วัน มีพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ที่มีอยู่ประมาณ 30,000 คนทั่วประเทศ ทำหน้าที่ปฏิบัติการภาคสนาม เป็นด่านหน้าในการสแกนความเสี่ยง เฝ้าระวัง รับแจ้งเหตุ ลงพื้นที่ตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
15 มิ.ย. 69 ศธ. ร่วมมือกับ มศว และคุรุสภา ทำโครงการนำร่องหลักสูตร ผลิตครูไทยสอนวิชาต่าง ๆ ด้วยภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน เพื่อยกระดับระบบการศึกษาไทยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงภาษา โดย ศธ. จะสนับสนุนทุนการศึกษาและค่าตอบแทนพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมโครงการนำร่อง โดยมีคุรุสภาคัดกรองผู้เรียน และ มศว พัฒนาหลักสูตร
12 มิ.ย. 69 อว. ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย รวม 6 องค์กร ลงนาม MOUเรื่อง “การสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา สำหรับนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษา”
9 มิ.ย. 69 ศธ. ออกคำสั่งด่วนที่สุด ยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระงานเอกสารของครูตามนโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน พร้อมนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการติดตามผลและรายงานข้อมูลแทนรูปแบบเดิม
9 มิ.ย. 69 อว.ร่วมมือกับ 19 สถาบันของ “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” มีนโยบายผลิตบัณฑิตกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงาน โดยตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน และผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ 10,000 คนใน 150 พื้นที่
8 มิ.ย. 69 “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม เช่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต่างๆ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทักษิณ ฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ความร่วมมือพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมและพัฒนากำลังคน โดยจะมีการจัดทำสมุดปกขาว (White Paper)
27 พ.ค. 69 จากประชุมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแถลงจะลดภาระครูด้วยการยกเลิก 7 โครงการใน ปี 2570 ดังนี้
1.โครงการสถานศึกษาสีขาว
2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา
3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว 5 ดาว
4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
5.โครงการยกระดับ OBEC Channel
6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน
7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย
และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จะเข้ามามีบทบาทจัดทำเอกสาร รายงานดำเนินกระบวนการ เพื่อลดภาระครู
27 พ.ค. 69 กระทรวงศึกษาธิการแถลงเตรียมตั้งคณะที่ปรึกษาและคณะยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อร่างกฎหมายเสนอ ครม. ในเดือน ต.ค. และให้ทันสมัยประชุมสภา ธ.ค. 69
21 พ.ค. 69 กระทรวงศึกษาธิการประชุมหารือร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และหารือแนวทางการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยทบทวนและยุติโครงการขนาดใหญ่
ทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้สำรวจโครงการและงานของหน่วยงานภายนอกสังกัด สพฐ. เพื่อพิจารณาลดภาระงานครู ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ศธ 04003/48 เรื่อง การสำรวจโครงการ/กิจกรรม/งานของหน่วยงานภายนอกสังกัด สพฐ. ที่ให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ
19 พ.ค. 69 รมต.ศธ. เปิดโครงการ “OVEC Plus 4: อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง” ให้กลุ่มนักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะจากการลงมือปฏิบัติงานจริง เพื่อสะสมในธนาคารหน่วยกิต ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Learn to Earn
รมช.ศธ. ประชุมคณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อการดำเนินงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ โดยเน้นถึงความมั่นคงของศูนย์แม้เปลี่ยนรัฐบาลและอำนาจทางการเมือง
27 เม.ย. 69 กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงศึกษาฯ ร่วมจัดงาน MOE Human Capital Blueprint Workshop ระดมทุกภาคส่วนการศึกษาและภาคประชาสังคม ออกแบบและถอดบทเรียนเพื่อนำเป็นพิมพ์เขียวในการร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
26 เม.ย. 69 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาหารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้คงอัตราค่าสมัครสอบ TCAS ไว้ในอัตราเดิมต่อไปอีก 1 ปี สนับสนุนงบประมาณให้ผู้สมัครสามารถสอบ TGAT/TPAT1-5 ฟรี รวมถึงเพิ่มเติมสิทธิการสอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 รายวิชา วิชาละ 100 บาทสูงสุด 7 วิชาหรือ 700 บาท และสมัครคัดเลือกรอบที่ 3 (Admission) ได้ฟรี 7 อันดับตามเดิม และลดค่าสมัครสอบรอบพอร์ตฟอริโอ ร้อยละ 25 สำหรับนักเรียนในระบบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมปรับปรุงระบบการคัดเลือกในรอบ Portfolio เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
20 เม.ย. 69 ประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 5 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ
2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง” เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก
4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน
5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ : จากรัฐบาลประยุทธ์ สู่รัฐบาลเศรษฐา
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเป็นมรดกตกทอดจากสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งร่างกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และกำลังจะเข้าวาระ 2 และ 3 แต่ประยุทธ์ประกาศยุบสภาก่อน ร่างกฎหมายจึงถูกปัดตกไป
ต่อมารัฐบาลเศรษฐาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้จะไม่มีการกล่าวถึง “พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ” แต่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ก็ได้รับลูกนโยบายปฏิรูปการศึกษา และนำร่างเก่าสมัยประยุทธ์มาทำประชาพิจารณ์ใหม่ เพราะหากเริ่มต้นร่างใหม่ จะไม่ทันวาระ 4 ปี ของรัฐบาลชุดนี้
สกศ. คาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการประชาพิจารณ์ ภายในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาต่อไป
ทำไมต้องมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ
อ้างอิงจางร่างสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ได้กำหนดหลักการและเหตุผลไว้อย่างกว้าง ๆ โดยอ้างถึงมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องมีการจัดทำกฎหมายและแผนการศึกษาแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติอย่างที่เห็น ทั้งนี้ ยังไม่มีหลักการและเหตุผลที่แน่ชัด ปรากฎในสมัยรัฐบาลเศรษฐา
หากอ้างอิงตามถ้อยแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐา จะพบว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องตอบ 5 เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่
- แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอันเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
- สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง
- จัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน
- ให้ความสำคัญต่อความมีคุณภาพของครูทั้งประเทศ ตลอดจนพัฒนาครูแนะแนว
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติจะเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อาทิ
- พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
- พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
- พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
- พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับ
- พ.ร.บ. การอาชีวศึกษา
- พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน
- กฎหมายลูก และกฎกระทรวงอื่น ๆ
หรือนี่จะเป็นหนังสือเล่มเก่าในปกใหม่?
ปัญหาคือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับสมัยประยุทธ์ถูกวิพากษ์ค่อนข้างมาก โดยมีมาตราที่เป็นประเด็นถกเถียงประมาณ 14 มาตรา จาก 110 มาตรา ทาง สกศ. จึงแยกกฎหมายที่ติดขัดเรื่องสิทธิประโยชน์ของบุคลากรไปอีกฉบับ จึงออกมาเป็น พ.ร.บ. 2 ฉบับ ได้แก่
- ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เนื้อหาเน้นว่าทำอย่างไรให้ผู้เรียนมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทโลก
- ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเนื้อหาเน้นเรื่องโครงสร้างบุคลากรและสิทธิประโยชน์ที่ยังเป็นข้อขัดแย้ง
อย่างไรก็ดี ทางพรรคก้าวไกลตั้งข้อกังวลว่า พ.ร.บ. การศึกษาฉบับประยุทธ์มีการล็อกสเป็คผู้เรียน โดยเฉพาะในมาตรา 8 ที่กำหนดเป้าหมายให้เด็กในแต่ละช่วงวัย ต้องบรรลุคุณสมบัติประการต่าง ๆ รวมกว่า 100 ข้อ ทั้งยังมีการจัดตั้ง “ซูเปอร์บอร์ด” ที่ไม่มีตัวแทนนักเรียน ครู หรือผู้ปกครอง แต่กลับมีอำนาจกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ในร่างกฎหมายซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกคนในระบบการศึกษา ซ้ำร้ายกฎหมายยังไม่มีการประกันสิทธิและสวัสดิภาพของนักเรียน
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยเองก็เคยลงประกาศคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับประยุทธ์ ไว้ว่า “เนื่องจากเนื้อหาไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของโลก อีกทั้งยังมีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดการรวบอำนาจจนเคยชินของพลเอกประยุทธ์”
ทั้งนี้ เนื้อหาภายในร่างทั้งหมดอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ โดย อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ระบุว่า ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยจะนำร่างเก่าในสมัยรัฐบาลที่แล้วนำมาทบทวนและแก้ไขเฉพาะในส่วนที่ขัดแย้ง เนื่องจากหลักการส่วนใหญ่ในร่างเดิม ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
เปิดเส้นทาง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ: สว. หมดวาระชะลอร่างกฎหมาย
- สกศ. นำพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติสมัยประยุทธ์ มาทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีกครั้ง
- สกศ. คาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการประชาพิจารณ์ ภายในเดือนพฤศจิกายน ก่อนเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณา
- สกศ. นำความคิดเห็นประกอบเสนอร่างกฎหมายต่อ ครม. และกระบวนการนิติบัญญัติ
- มาตราไหนเป็นที่ถกเถียง สกศ. จะนำตัวอย่างการจัดการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาด้วย
- เปิดให้ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ร่วมกันวิพากษ์อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุป
- ปรับแก้รายละเอียดต่าง ๆ เสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา
- เสนอที่ประชุม ครม. เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
- เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน ก่อนจะนำเข้าสู่สภาในการเปิดสมัยประชุมปี 2567
- แต่ร่าง พ.ร.บ. อาจถูกชะลอ เพราะการลงความเห็นจำเป็นต้องใช้เสียง สว. ซึ่งจะหมดวาระใน พฤษภาคม 2567 และจะมีการเลือกตั้ง สว. ช่วงปลายปี 2567
- เป็นไปได้ว่า ร่าง พ.ร.บ. อาจเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติได้ในปี 2568 และจะได้บังคับใช้เร็วที่สุดภายในปี 2569
แหล่งอ้างอิง