โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้กำหนดเวลาการทำสงครามในอิหร่าน จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะจบในเร็ววัน และต่อมายอมรับว่าอาจใช้เวลา 4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ก่อนที่จะบอกครั้งล่าสุดว่า “ไม่กำหนดเวลา”
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับนิตยสารไทม์ (Time) หลังสงครามเข้าสู่วันที่ 6 นับตั้งแต่การโจมตีเมื่อ 28 ก.พ. 69 โดยระบุว่าไม่ได้กำหนดกรอบเวลา และยังอธิบายเหตุผลการโจมตีอิหร่าน เพื่อการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธ
ทรัมป์ยังกล่าวกับรอยเตอร์อีกว่าต้องการมีมีส่วนในการเลือกผู้นำอินหร่านคนต่อไป
แม้ขณะนี้ยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ทั้ง ๆ ที่ สหรัฐฯและอิสราเอลระบุว่าสามารถครองน่านฟ้าของอิหร่านได้ 100% แต่ดูเหมือนว่าสหรัฐฯเริ่มวางแผนการทำสงครามระยะยาว โดยสำนักข่าวโพลิติโก (Politico) ระบุว่ามีแนวโน้มว่าจะทำสงครามกับอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 100 วัน หรืออาจยาวไปจนถึงเดือนก.ย. โดยอ้าง “หนังสือแจ้ง”ของกองทัพสหรัฐฯ ที่ระบุว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ร้องขอให้กระทรวงกลาโหมส่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารเพิ่มเติมไปยังสำนักงานใหญ่ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านอิหร่านเป็นเวลาอย่างน้อย 100 วัน และมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนก.ย.
ความไม่แน่นอนของสงครามครั้งนี้ยังมีมากขึ้น เมื่อเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้น ทั้งจากประเทศสมาชิกในกลุ่มนาโต และ จากคนในกลุ่มประเทศอาหรับ ที่ถูกอิหร่านโจมตีด้วย ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานออกไป จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อราคาพลังงานของโลก
พลังอำนาจสหรัฐฯสั่นคลอนภูมิรัฐศาสตร์โลก
สงครามเข้าสู่วันที่ 7 กองทุนสหรัฐฯและอิสราเอล ยังเดินหน้าโจมตีอย่างหนัก ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ รวมทั้งประชาชนอิหร่านต่างรู้กันดีว่าสงครามในครั้งนี้ไม่ได้หวังไปที่ชัยชนะ แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ดังนั้น พร้อมที่เผชิญกับความสูญเสีย และสู้รบในระยะยาว
ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่การแสดงพลังทางทหารของสหรัฐในครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย
เมื่อต้นเดือนม.ค. 69 สหรัฐฯโจมตีเมืองหลวงของเวเนซุเอลา พร้อมกับจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร อีก 2 เดือนต่อมา กองกำลังสหรัฐฯโจมตีอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งทั้งสองกรณีกองทัพสหรัฐฯปฏิบัติการในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น สงครามอ่าวในทศวรรษที่ 1990 หรือ สงครามหลัง 9/11
นักวิเคราะห์ทางการทหารระบุว่าการกระทำของกองทัพสหรัฐฯที่เกิดขึ้น โดยไม่สนกฏระเบียบโลก ทำให้สั่นคลอนภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่
ดังนั้น เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเมื่อ 2 มี.ค. หลังสหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่าน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ประกาศว่าฝรั่งเศสจะเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เพื่อรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น ในช่วงกล่าวสุนทรพจน์ที่ฐานทัพเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยพูดถึงยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์
แม้ มาครง จะยกตัวอย่าง “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงกำลังเพิ่มขึ้นในประชาคมนานาชาติ เช่น การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ของรัสเซีย ซึ่งยังคงรุกรานยูเครน” โดยไม่ได้กล่าวถึงสหรัฐฯแต่การกล่าวของ มาครง ก็ดู “แปลก ๆ “ ในช่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าหมายถึงใคร ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์และอิสราเอล ขณะที่ทรัมป์เคยมีประเด็นจะยึดเกาะกรีนแลนด์
ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนทั้งเอเชีย
เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะเผาทำลายเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปัจจุบันการค้าน้ำมันโลกมีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นประมาณ 27% ของปริมาณการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกดีดเพิ่มขึ้นสูงในทันทีนับตั้งแต่วันที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตี โดยเฉพาะน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (West Texas) ปรับขึ้น 18% ที่ระดับ 79.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้น 15.38% ที่ระดับ 84.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคา ณ วันที่ 6 มี.ค. 69 )
ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูงมาก โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเพื่อเข้ามากลั่นเป็นเชื้อเพลิง คิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของความต้องการใช้ทั้งหมดภายในประเทศ สะท้อนว่าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของไทย
ไม่เพียงแค่ไทยเท่านั้น ในเอเชียล้วนแต่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ได้ใช้มาตรการไม่ต่างจาก ทั้งห้ามส่งออกน้ำมัน การจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมและรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด
ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่าครึ่ง
ภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญของโลก ด้านการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ เนื่องจากพื้นที่นี้มีแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่จำนวนมาก ปัจจุบันประเทศในตะวันออกกลางผลิตน้ำมันรวมกันประมาณหนึ่งในสามของการผลิตน้ำมันทั่วโลก และถือครองแหล่งสำรองน้ำมันดิบมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักที่หลายประเทศต้องพึ่งพา โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ยุโรป และบางส่วนของอเมริกา รวมถึงไทย
ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก โดยข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่าในปี 2568 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด 56,310 ล้านลิตร แหล่งที่นำเข้าหลักมากสุด อยู่ที่ตะวันออกกลาง มีปริมาณนำเข้า 32,533 ล้านลิตร หริอคิดเป็นสัดส่วน 58% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด รองลงมาคือตะวันออกไกล มีปริมาณนำเข้า 10,443 ล้านลิตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 19% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด และนำเข้าจากแหล่งอื่น ๆ อีกปริมาณ 13,334 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 24% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด
ขณะที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันของไทยหลังผ่านการกลั่น อยู่ที่ 1,355,094 บาร์เรลต่อวัน แบ่งเป็น ใช้ในประเทศอยู่ที่ 1,148,762 บาร์เรลต่อวัน และส่งออกต่าวประเทศอยู่ที่ 206,331 บาร์เรลต่อวัน
รัฐบาลรับมือน้ำมันแพงอย่างไร?
หลังเกิดเหตุ 2 วัน นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีกูล เรียกประชุมด่วนถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยประเมินสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก เนื่องจากตลาดโลกมีปริมาณน้ำมันส่วนเกินสูง อีกทั้งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) ได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน สำหรับประเทศไทยรัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ และมีน้ำมันสำรอง (SPR) ที่เก็บไว้ป้องกันการขาดแคลนซึ่งอยู่ได้นาน 60 วัน เพียงพอบรรเทาความเดือดร้อนต่อประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก
ต่อมา อนุทิน ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลานาน 15 วัน “ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผมได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชน อีกครั้งหนึ่ง”
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน จึงมีการกักตุนน้ำมันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันบางแห่งเริ่มมีน้ำมันไม่เพียงพอขาย แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนกักตุนก็ตาม
ต่อมาในวันที่ 5 มี.ค. 69 นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนอีกครั้งถึงสถานการณ์ด้านพลังงาน แต่ครั้งนี้ประเมินว่าสถานการณ์สงครามเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น แม้จะไม่ส่งผลกระทบกับการใช้น้ำมันของไทยตลอดเดือน มี.ค. แต่ปริมาณน้ำมันที่ไทยกำลังนำเข้ามานั้นเริ่มมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงต้องกำหมดมาตรการใหม่และต้องหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม
ภายหลังการประชุม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยใช้ได้นานขึ้นเป็น 95 วัน จากที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่าสามารถใช้ภายในประเทศได้ 65 วัน และจะจัดหาเพิ่มเติมอีก โดยให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ส่วนการระงับการส่งออกน้ำมันจะยกเว้นให้กับ สปป.ลาว และเมียนมาเท่านั้น เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาพลังงานระหว่างกัน ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชน โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบป้องกันไม่ให้มีการกักตุน และเร่งส่งน้ำมันให้เพียงพอโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อและกินเวลานานกว่าที่คาดไว้ ผลกระทบจะมีมากขึ้น ทั้งแหล่งน้ำมันดิบและราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยต้องเตรียมรับสถานการณ์ “วิกฤตน้ำมันโลก” ที่มีโอกาสเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




