รัฐบาลได้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งใหม่ในรอบหลายปี โดยได้มีการปรับเงื่อนไขให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อคัดกรองให้ผู้ที่ยากจนจริง ๆ ได้เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสัมบัติจะถูกคัดออก โดยโครงการนี้ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อต้นเดือน มิ.ย.
ทั้งนี้ในการพิจารณาโครงการดังกล่าวของ ครม. ได้มีการส่งหนังสือด่วนสอบถามไปที่ ธปท. เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวโครงการฯ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความเห็นต่อ ครม. ระบุว่า ธปท. ไม่ขัดข้อง เนื่องจากโครงการฯ เป็นการปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยให้การจัดสรรสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนครอบคลุทและตรงจุด อีกทั้งเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐยิ่งขึ้น
อย่างไรตาม ธปท. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการปรับคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนที่จะได้รับสิทธิตามโครงการฯ โดยกำหนดเกณฑ์หนี้สินให้เป็นผู้ที่มีไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลเครดิตของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) นั้น จะส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางบางส่วนที่มีวงเงินสินเชื่อเกณฑ์ดังกล่าว ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้ อาทิ กลุ่มลูกหนี้เกษตรกร หรือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ผ่านโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐต่าง ๆ เนื่องจากประสบภัยพิบัติหรือวิกฤต ซึ่งอาจเกิดข้อร้องเรียนต่อเงื่อนไข โครงการฯ ได้

สำหรับ การกำหนดเกณฑ์ตามขนาดของวงเงินสินเชื่อในฐานข้อมูลของ NCB ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมผู้ให้บริการสินเชื่อทุกราย อาจทำให้เกิดข้อกังวลถึงความเสียเปรียบของผู้มีวงเงินสินเชื่อในฐานข้อมูล เมื่อเทียบกับผู้มีวงเงินสินเชื่อใกล้เคียงกันแต่ไม่ปรากฏในฐานข้อมูล ดังนั้น จึงอาจพิจารณาประเด็นตาม ข้อสังเกตดังกล่าว เพื่อให้โครงการฯ บรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ หรือผลสืบเนื่องที่ไม่พึงประสงค์ในด้านอื่น
นอกจากนี้การดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในอนาคต ควรพิจารณาควบคู่กับ การทบทวนวงเงินและข้อมูลของผู้ได้รับสิทธิอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อ เสริมศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะยาว เพื่อลดภาระการคลังและสนับสนุนให้ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
คลังถอยตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกใช้ลดหย่อนภาษี
ขณะที่คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนที่จะได้รับสิทธิตามโครงการฯ หากลูกใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแม่นำไปหักลดหย่อนภาษี 30,000 บาทต่อปี จะทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ หรือหากลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง แต่ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ก็จะถูกตั้งข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีและถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังคืนทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์อย่างมากในสังคม
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) รายงาน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว โดยกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายคณะกรรมการกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ให้ประชุมพิจารณาใหม่ด่วนที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน
สำหรับการกำหนดเงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของบุตรนั้น ทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่าเงื่อนไขดังกล่าวอาจไม่นำมาใช้ในการลงทะเบียนปีนี้ ส่วนในปีหน้าจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรม โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง รวมถึงผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการหรือการดูแลจากช่องทางอื่น พร้อมระบุว่ารัฐบาลไม่ได้เปิดทบทวนสิทธิ์มานานกว่า 4-5 ปี ส่งผลให้มีข้อร้องเรียนจำนวนมากว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.2 ล้านคนในปัจจุบัน มีทั้งผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงแต่ยังคงได้รับสิทธิ์ จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบคัดกรองให้มีความแม่นยำและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
“เราอยากให้บัตรสวัสดิการฯ ตกไปถึงกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งวันนี้เราได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทย ไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ที่อาจตกหล่น คนที่จนจริง และไม่มีใครดูแล โดยจะเปิดให้ยืนยันถึงวันที่ 21 มิ.ย. และก็มาทบทวนว่า คนที่ไม่ได้รับบัตร และเดือดร้อนจริง ๆ นั้นมีใครบ้าง สวัสดิการแห่งรัฐมีหลายประเภท และนี่คือสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับดูแลคนที่เดือดร้อนที่สุด ที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีระบบสวัสดิการใด ๆ ดูแล ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ออกมา และใช้มาตลอดเกือบ 10 ปีก็ถูกร้องเรียนมามาก ว่าคนที่ได้สิทธิสวัสดิการ เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่มาแอบอ้างใช้สิทธิ เราจึงต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วไปใช้สิทธิอื่น” รมว.คลัง กล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




