แต่เป็นผลพวงของเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ณ ช่องแคบฮอร์มุซ
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในต้นปี 2569 ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าโลก กลายเป็นจุดเปราะบางที่สุดในห่วงโซ่อุปทานพลังงานระดับโลก International Energy Agency หรือ IEA (2026) ตอบสนองด้วยการประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ European Commission (2026) ออกมาตรการร่วมกับ IEA เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานระยะยาว
สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการทดสอบสมรรถนะของรัฐในการจัดการวิกฤตพลังงานอย่างแท้จริง
บทความนี้จึงมุ่งตอบคำถามสำคัญว่า นานาชาติที่เคยผ่านวิกฤตพลังงานมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นหลังโควิด-19 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ออกแบบนโยบายจัดการวิกฤตอย่างไร และประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์เหล่านั้น
วิกฤตจากช่องแคบฮอร์มุซถึงปั๊มน้ำมันในไทย
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตรในจุดแคบที่สุด แต่ผ่านช่องแคบนี้คือน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งนำเข้าพลังงานหลักของเอเชีย เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทำให้การเดินเรือในช่องแคบนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
The Online Citizen (2026) รายงานว่าประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ รวมถึงไทย ได้ออกมาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉิน ทั้งการจำกัดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสาธารณะ การลดชั่วโมงทำการ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนให้พนักงานทำงานจากบ้าน
ขณะที่หอการค้าไทย (2569) ได้ออกแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานสำหรับภาคธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบได้ลามถึงภาคการผลิตและการบริการในประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำถามว่า “วิกฤตนี้รุนแรงแค่ไหน” คือคำถามว่า “รัฐควรตอบสนองอย่างไร” เพราะประสบการณ์จากวิกฤตพลังงานในอดีตชี้ให้เห็นว่า การตอบสนองที่ผิดพลาดอาจสร้างความเสียหายระยะยาวได้มากกว่าวิกฤตเองเสียอีก
บทเรียนจากนานาชาติเมื่อวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่
บทเรียนที่ 1 สหภาพยุโรปและ IEA: ความสมดุลระหว่างการแทรกแซงระยะสั้นและวิสัยทัศน์ระยะยาว วิกฤตพลังงานหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ค.ศ. 2022) ทำให้ยุโรปต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สหภาพยุโรปตอบสนองด้วยแผน REPowerEU ซึ่งผสมผสานมาตรการฉุกเฉินระยะสั้น เช่น การปล่อยน้ำมันสำรองและการควบคุมราคาก๊าซ เข้ากับการเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนระยะยาว
ในปี 2569 European Commission (2026) ได้ร่วมกับ IEA ทบทวนมาตรการตลาดน้ำมันและย้ำว่าการรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานระยะยาวต้องอาศัยทั้งการปล่อยสำรองฉุกเฉินและการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด IEA (2026) ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่านี่เป็นมาตรการ “ซื้อเวลา” ไม่ใช่ทางออกถาวร บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ มาตรการฉุกเฉินต้องไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายระยะยาว และการปล่อยสำรองน้ำมันเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราว ไม่ใช่ยุทธศาสตร์
บทเรียนที่ 2 เกาหลีใต้: ความมั่นคงพลังงานในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงและต้องรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง Kim และ Paik (2023) ศึกษาการตอบสนองเชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ต่อมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตพลังงาน พบว่าเกาหลีใต้ใช้แนวทาง การกระจายแหล่งพลังงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมความแกร่งของคลังพลังงานทั้งจากการนำเข้าและคลังสำรองในประเทศ
Enerdata (2026) รายงานว่าเกาหลีใต้เตรียมมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลางด้วยการเปิดใช้สำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ ลดภาษีนำเข้าพลังงานชั่วคราว และเร่งการเจรจาสัญญา LNG ระยะยาวกับผู้ผลิตทางเลือก บทเรียนสำคัญในกรณีศึกษาเกาหลีใต้คือ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงต้องสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการกระจายแหล่งพลังงานและสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยตอบสนอง
บทเรียนที่ 3 ลิทัวเนีย: จากวิกฤตซ้อนวิกฤตสู่การเปลี่ยนกรอบนโยบาย กรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าที่สุดสำหรับบริบทของไทยในปัจจุบันคือประสบการณ์ของลิทัวเนีย ซึ่ง Kalanta (2025) ได้บันทึกไว้อย่างละเอียดในงานวิจัยเรื่อง Managing the Energy Price Crisis in Lithuania: From Operational Responses to Policy Change ลิทัวเนียเผชิญกับ วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ในช่วงปี ค.ศ. 2021–2025 ประกอบด้วยการระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พร้อมกัน โดยก่อนวิกฤต ลิทัวเนียพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียถึงร้อยละ 96 ซึ่งเป็นระดับความเปราะบางที่สูงมาก
งานวิจัยของ Kalanta (2025) พบว่ารัฐบาลลิทัวเนียตอบสนองด้วย มาตรการแนวราบ (Horizontal Measures) ผ่านการกระจายความช่วยเหลือไปยังทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์โควิด-19 ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามาตรการที่ออกแบบให้ “อัตโนมัติ” หรือการดำเนินมาตรการรับมือที่สามารถทำงานได้เองในทันทีด้วยการใช้ฐานข้อมูล และไม่ต้องผ่านกระบวนการสมัครอันซับซ้อน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาผลกระทบเฉียบพลัน แม้จะมีข้อจำกัดด้านการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ

ปมปัญหาสำคัญของนโยบายฉุกเฉินกับแรงจูงใจประหยัดพลังงาน
ประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดในการออกแบบนโยบายจัดการวิกฤตพลังงานคือ ความตึงเครียดระหว่างการคุ้มครองประชาชนในระยะสั้นกับการรักษาแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว
เมื่อรัฐบาลอุดหนุนราคาพลังงานอย่างกว้างขวาง ผลที่ตามมาคือประชาชนและภาคธุรกิจไม่รู้สึกถึงสัญญาณราคาที่แท้จริง ซึ่งลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานและการลงทุนในพลังงานทางเลือก Kalanta (2025) ชี้ให้เห็นว่านี่คือ “กับดัก” ที่ลิทัวเนียต้องเผชิญ เมื่อมาตรการอุดหนุนกว้างที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความไม่สงบทางสังคมในระยะสั้น กลับสร้างแรงกดดันทางการคลังและทำให้ยากต่อการถอนมาตรการในภายหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง

หมายเหตุ: สังเคราะห์จาก Kalanta (2025) และ IEA (2026)
แนวทางที่ Kalanta (2025) เสนอและ IEA (2026) สนับสนุนคือ การออกแบบมาตรการฉุกเฉินที่ “รวดเร็วแต่มีกำหนดเวลา” (Time-Bound) และ “กว้างแต่มีเส้นทางถอน” (Exit Strategy) โดยเฉพาะการปรับจากมาตรการแนวราบที่ให้ทุกคนเท่ากัน ไปสู่การช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
บทเรียนสำหรับประเทศไทยคือ สามระดับของการตอบสนอง
จากการสังเคราะห์ประสบการณ์นานาชาติ ผู้เขียนขอเสนอกรอบการตอบสนองสำหรับไทยใน 3 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1 มาตรการฉุกเฉิน (0–3 เดือน): รวดเร็ว เรียบง่าย แต่มีกำหนดเวลา บทเรียนจากลิทัวเนีย (Kalanta, 2025) และ IEA (2026) ชี้ชัดว่ามาตรการฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพต้องมีคุณสมบัติสามประการ ได้แก่ ความรวดเร็วในการส่งมอบ ความเรียบง่ายในการเข้าถึง และการมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน มาตรการ WFH ของไทยสอดคล้องกับหลักการนี้ในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดการกำหนดเงื่อนไขการสิ้นสุดที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ไทยควรพิจารณาออกแบบ คูปองพลังงานดิจิทัล สำหรับกลุ่มเปราะบาง แทนการอุดหนุนราคาอย่างกว้างขวาง เพื่อรักษาสัญญาณราคาในตลาดและลดภาระงบประมาณ
ระดับที่ 2 มาตรการเปลี่ยนผ่าน (3–12 เดือน): ถอนมาตรการกว้าง เปิดสัญญาณราคา เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลต้องมีความกล้าทางการเมืองในการถอนมาตรการอุดหนุนกว้าง และ เปิดสัญญาณราคาที่แท้จริง เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีแรงจูงใจในการลงทุนประหยัดพลังงานและพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยากที่สุดแต่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์ยุโรป
ระดับที่ 3 มาตรการยุทธศาสตร์ (1–5 ปี): เปลี่ยนกรอบนโยบายพลังงานแห่งชาติ บทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดจาก Kalanta (2025) คือ ลิทัวเนียไม่เพียงแต่ “รอดพ้น” จากวิกฤต แต่ใช้วิกฤตเป็น “หน้าต่างนโยบาย” (Policy Window) ในการเปลี่ยนกรอบความคิดพลังงานแห่งชาติ จากการมองว่าความมั่นคงพลังงานคือ “การกระจายแหล่งนำเข้า” มาสู่การมองว่าคือ “ความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีผ่านพลังงานหมุนเวียนในประเทศ” ผลที่ตามมาคือจำนวนผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรายย่อยในลิทัวเนียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลาเพียงสองปี (Kalanta, 2025)
สำหรับไทย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569 เป็นโอกาสทองที่จะผลักดันการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง และสร้างความมั่นคงพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาว
วิกฤตคือโอกาส ถ้ารัฐพร้อม
เมื่อไฟสงครามในอ่าวเปอร์เซียลามถึงปลั๊กไฟในบ้านเรา คำถามไม่ใช่แค่ว่า “เราจะรับมืออย่างไร” แต่คือ “เราจะใช้วิกฤตนี้สร้างอะไรขึ้นมา” ประสบการณ์ของสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และลิทัวเนีย สอนเราว่า นโยบายจัดการวิกฤตพลังงานที่ดีต้องทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ คุ้มครองประชาชนในวันนี้ และ ไม่ทำลายอนาคตพรุ่งนี้ มาตรการฉุกเฉินที่รวดเร็วแต่มีกำหนดเวลา การช่วยเหลือที่เจาะจงกลุ่มเปราะบาง และการรักษาสัญญาณราคาที่แท้จริง คือสามเสาหลักที่ทุกประเทศที่ผ่านวิกฤตมาได้ยึดถือ
สำหรับไทย วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่เป็น หน้าต่างนโยบาย ที่หาได้ยากในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง คำถามที่เหลืออยู่คือ ผู้นำนโยบายไทยพร้อมจะก้าวผ่านหน้าต่างนั้นหรือไม่ ก่อนที่มันจะปิดลงอีกครั้ง
เอกสารอ้างอิง:
- Enerdata. (2026). South Korea prepares energy countermeasures amidst Middle East crisis. https://www.enerdata.net/publications/daily-energy-news/south-korea-prepares-energy-countermeasures-amidst-middle-east-crisis.html
- European Commission. (2026, March 18). Commission and International Energy Agency take stock of oil markets and measures to restore long-term stability. https://energy.ec.europa.eu/news/commission-and-international-energy-agency-take-stock-oil-markets-and-measures-restore-long-term-2026-03-18_en
- International Energy Agency. (2026). IEA member countries to carry out largest ever oil stock release amid market disruptions from Middle East conflict. https://www.iea.org/news/iea-member-countries-to-carry-out-largest-ever-oil-stock-release-amid-market-disruptions-from-middle-east-conflict
- Kalanta, M. (2025). Managing the energy price crisis in Lithuania: From operational responses to policy change. Politologija, 119(3), 85–130. https://doi.org/10.15388/Polit.2025.119.3
- Kim, J., & Paik, W. (2023). Sanctions and energy security: South Korea’s strategic response. Consensus.
- The Online Citizen. (2026, March 10). ASEAN nations adopt energy saving measures as Iran war disrupts fuel supplies and drives price surge. https://theonlinecitizen.com/2026/03/10/asean-nations-adopt-energy-saving-measures-as-iran-war-disrupts-fuel-supplies-and-drives-price-surge
- หอการค้าไทย. (2569). มาตรการรับมือวิกฤตพลังงานอาเซียน. https://www.tcc.or.th/tcc_media/countermeasures-asean/
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




