“ถ้าปัญหาการศึกษายังแก้ไม่ได้ ปัญหาสังคมสุขภาพ และความสุขก็คงจะไม่เกิดขึ้นได้”
นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครพนม ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองทั้งในเรื่องการศึกษาและ ปัญหาสุขภาวะในจังหวัด
การลุกขึ้นมาร่วมกันจัดการตัวเองในครั้งนี้ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 34 แห่ง มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยศูนย์การเรียน CYF มหาวิทยาลัยนครพนม เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน)
หน่วยงานทั้งหมดได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)โครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ ภายใต้การสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)
“การศึกษา” “สุขภาวะ” และ”ความสุข” ถือเป็นเรื่องเดียวกันที่แยกกันไม่ออกทำให้หน่วยงานด้านสุขภาพอย่าง สสส. และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมมือกันจับมือกับท้องถิ่นขับเคลื่อนทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน ภายใต้ “นครพนมโมเดล”

นครพนนโมเดล “เมืองแห่งความสุข และเรียนรู้”
ในมุมมองของ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)มองว่า ทั้งความสุข และการเรียนรู้เป็นสองเรื่องนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะการเรียนรู้ที่ดีต้องนำไปสู่ความสุข และความสุขก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แม้ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา หรือการส่งเสริมแนวคิด “สังคมแห่งการเรียนรู้” ที่มองว่าการศึกษาควรมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น
“เราไม่ได้มองการศึกษาเพียงแค่การเรียนในห้องเรียน แต่ต้องมองให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตของแต่ละคน ทั้งอาชีพ ครอบครัว ภูมิสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมของพื้นที่” ดร.นิสากล่าว
ขณะเดียวกัน สสส. โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งความเข้มแข็งดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คน และความสามารถในการร่วมกันจัดการปัญหาของชุมชน
ในมิติของสุขภาวะนั้น ดร.นิสามองว่า “ความสุข” เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะความสุขสะท้อนหลายเรื่องพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพที่ดี การมีงานทำ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในชุมชนของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ สสส. จึงพยายามเชื่อมโยงแนวคิดเรื่อง “เมืองแห่งความสุข” เข้ากับ “เมืองแห่งการเรียนรู้” โดยเชื่อว่าหากคนในชุมชนมีพื้นที่ในการเรียนรู้ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ความสุขและสุขภาวะก็จะเกิดขึ้นควบคู่กัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ในระดับตำบลและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เพียงสถานที่จัดกิจกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่คนทุกช่วงวัยสามารถเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันได้ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นฐาน
เช่น ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครพนม ชุมชนได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาชีพบนฐานทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน น้ำ การเกษตร หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้นำชุมชนต่างมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของพื้นที่ร่วมกัน
“เมื่อคนในพื้นที่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว ได้เห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ และได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สิ่งเหล่านี้คือความสุข และเป็นการศึกษาที่มีความหมาย” ดร.นิสากล่าว

นครพนมกับการสร้างเมืองแห่งความสุข
การขับเคลื่อน “นครพนม เมืองแห่งความสุข เมืองแห่งการเรียนรู้” ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ข้อมูลเป็นฐานสำคัญในการออกแบบการทำงาน
ผศ.เบญจยามาศ พิลายนต์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ศึกษาวิจัยข้อมูลสถานการณ์สุขภาพของจังหวัดนครพนม พบว่า ฐานข้อมูลด้านสุขภาวะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปี 2566 พบว่า ผู้หญิงนครพนมมีอายุคาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 77.33 ปี ซึ่งสูงกว่าผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม แม้อายุเฉลี่ยของประชากรจะดูสูงขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นทั่วประเทศ นครพนมกลับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีอายุคาดเฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า จังหวัดยังคงเผชิญปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังกลายเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพในพื้นที่
ขณะที่ มะเร็งท่อน้ำดี ภัยเงียบที่ยังคุกคามคนนครพนม หนึ่งในปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ “มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี” โดยนครพนมติดอันดับ 5 ของประเทศในด้านอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ขณะที่โรคเบาหวานอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศ
โรคเหล่านี้ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ ภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่สะสมมาเป็นเวลานาน
เมื่อปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับปัญหาการศึกษา
ในการดำเนินโครงการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยนครพนม สสส. และเครือข่ายการศึกษาที่ยืดหยุ่น นักวิจัยได้ลงพื้นที่ศึกษาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ
ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการศึกษาไม่ได้เกิดจากการไม่อยากเรียนเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพ และสภาพแวดล้อมทางสังคม
เด็กส่วนใหญ่ที่ศึกษาอยู่ในกลุ่มอายุ 12-15 ปี มาจากครอบครัวที่มีรายได้เพียง 600-10,000 บาทต่อเดือน หลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยหารายได้ให้ครอบครัว หรือดูแลสมาชิกในบ้าน
บางคนได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทาง ความรุนแรงในครอบครัว หรือขาดผู้ดูแล เด็กหลุดจากระบบเพราะอ่านไม่ออก คิดเลขไม่ได้ โดยพบว่า เด็กจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่สามารถอ่าน เขียน หรือคิดคำนวณได้ตามระดับชั้นเรียน
เมื่อเรียนไม่ทันเพื่อน เกิดความรู้สึกล้มเหลว ขาดความมั่นใจ และค่อย ๆ ถอนตัวออกจากระบบการศึกษาในที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงใหม่: มือถือ แอลกอฮอล์ และสุขภาพจิต
การศึกษายังพบพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพในกลุ่มเด็กและเยาวชนหลายประเด็น ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด พฤติกรรมขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การขาดกิจกรรมทางกาย ปัญหาสุขภาพจิต
ผศ..เบญจยามาศ พบว่า เด็กจำนวนมากแทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันหลายคนตื่นนอนแล้วใช้โทรศัพท์มือถือทันที และใช้เวลาอยู่กับโลกออนไลน์เกือบตลอดทั้งวันพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสามารถในการเรียนรู้ในระยะยาว
เด็กเหล่านี้ไม่ได้ไร้ความฝัน
แม้จะเผชิญข้อจำกัดมากมาย แต่สิ่งที่นักวิจัยค้นพบอย่างน่าสนใจคือ เด็กนอกระบบส่วนใหญ่ยังมีความฝัน หลายคนอยากเรียนให้จบอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น บางคนอยากเป็นช่างซ่อมรถ ช่างไฟฟ้า หรือช่างเชื่อม บางคนฝันอยากเปิดร้านขายอุปกรณ์ตกปลา มีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง หรือสร้างบ้านให้พ่อแม่ในอนาคต ความฝันเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กไม่ได้ขาดแรงบันดาลใจ แต่ขาดโอกาสและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม

สุขภาวะที่ดี คือรากฐานของการเรียนรู้
จากข้อมูลทั้งหมด มหาวิทยาลัยนครพนมจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาเครื่องมือวัดสุขภาวะ ความสุข และพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 34 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป้าหมายคือการติดตามว่า เมื่อชุมชนมีการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะแล้ว ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่
พร้อมกันนั้น ยังมีการพัฒนาแผนจัดการปัจจัยเสี่ยงระดับชุมชน เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ลดพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพเพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของห้องเรียน แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนทั้งชุมชน และการสร้างสุขภาวะที่ดี ก็คือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาคนตลอดชีวิต
นครพนมโมเดล: ชุมชนจัดการศึกษาและสุขภาวะ
ข้อมูลจาการสำรวจวิจัย จึงเป็นฐานสำคัญในการ การขับเคลื่อน “นครพนม เมืองแห่งความสุข เมืองแห่งการเรียนรู้” ดร.นิสาอธิบายว่า การทำงานของ สสส. จะนำข้อมูลทั้งจาก “ข้างบน” และ “ข้างล่าง” มาประกอบกัน ข้อมูลจากข้างบน คือ ข้อมูลเชิงนโยบาย งานวิจัย และฐานข้อมูลระดับจังหวัดที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างประชากร จำนวนผู้สูงอายุ สถานการณ์เด็กและเยาวชน หรือประเด็นปัญหาสุขภาวะต่าง ๆ
ขณะที่ข้อมูลจากข้างล่าง คือ ข้อมูลที่เกิดจากชุมชนเอง ผ่านระบบข้อมูลตำบล งานวิจัยชุมชน และกระบวนการสำรวจศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เห็นต้นทุนทางสังคมและความเข้มแข็งที่มีอยู่จริง เมื่อนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาประกอบกัน จึงสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้มากขึ้น
ในกรณีของนครพนม แม้จะมีบางตัวชี้วัดที่ยังเป็นความท้าทาย เช่น เรื่องคุณภาพชีวิตหรืออายุคาดเฉลี่ยของประชากร แต่ขณะเดียวกันจังหวัดก็มีทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง ทั้งเครือข่ายชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กและเยาวชน และองค์กรท้องถิ่นที่พร้อมร่วมมือกัน
สสส. จึงใช้แนวทาง “เพื่อนช่วยเพื่อน” โดยให้พื้นที่ที่มีความเข้มแข็งกว่าเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัด เปิดโอกาสให้ชุมชนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของกันและกัน
ทำไมต้องใช้ “ชุมชน” จัดการตัวเอง
ดร.นิสาอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่จับต้องได้ แม้ปลายทางจะเป็นการพัฒนาคน ครอบครัว และคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่หากทำงานในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว พลังในการขับเคลื่อนอาจไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องอาศัยกลไกของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวเชื่อม จากระดับครอบครัวสู่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด
แนวทางของ สสส. คือการค้นหาพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็ง มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าการพัฒนาสุขภาวะและการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้จริง
เมื่อพื้นที่ต้นแบบเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ก็จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้การสั่งการจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการที่ชุมชนเห็นผลลัพธ์ด้วยตนเองและอยากนำไปปรับใช้
“เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการเอง เห็นผลด้วยตัวเอง และชวนกันเรียนรู้ต่อเป้าหมายระยะยาวของแนวทางนี้คือการทำให้จุดเล็ก ๆ ของความเข้มแข็งค่อย ๆ ขยายตัว เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และพัฒนาไปสู่การเป็นจังหวัดแห่งความสุข จังหวัดแห่งการเรียนรู้ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี”ดร.นิสากล่าว
อบต.พิมาน: การศึกษาไม่ใช่แค่โรงเรียน
องค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน คือ ตัวอย่างของท้องถิ่นในการจดการศึกษาที่ดึงเอาเด็กที่หลุดออกนอกระบบโดยการออกแบบด้วยการใช้ฐานชุมชนมาร่วมจัดการ
บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา แม้หลายคนจะมองว่า “การศึกษาเป็นหน้าที่ของโรงเรียน” แต่สำหรับเขาแล้ว การดูแลเด็กและเยาวชนคือภารกิจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด
บัญชาเล่าว่า อบต.พิมานให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าคนคือทรัพยากรสำคัญที่สุดของการพัฒนาชุมชน ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง
แม้โครงการช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาจะเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2565 แต่ก่อนหน้านั้น อบต.พิมานได้สำรวจต้นทุน ศักยภาพ และปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนพบว่า ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดประการหนึ่งคือ เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา
สาเหตุสำคัญมาจากความยากจน ปัญหาครอบครัวแตกแยก การใช้สารเสพติด การติดเกม และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่ออนาคตของเด็ก และนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว
“เราเห็นว่าถ้าเด็กไม่ได้เรียนต่อ หรือเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ เขาจะขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขาดทางเลือกในการดำเนินชีวิต แล้วสุดท้ายปัญหาก็จะย้อนกลับมาสู่ชุมชน”
ในอดีต นายบัญชายอมรับว่า เขาเองก็เคยมองว่าการศึกษาเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียน แต่เมื่อได้ศึกษากฎหมายการศึกษา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และได้ทำงานร่วมกับศูนย์การเรียน CYF ทำให้มองเห็นว่า ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน
“ถ้าเราปล่อยให้ครูทำงานอยู่ฝ่ายเดียว มันไม่พอ ผู้นำท้องถิ่น ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเข้ามาช่วยกัน เพราะอนาคตของเด็กไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง”
แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้ง อบต. ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงเรียน และหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ
ใช้พลังชุมชนค้นหาเด็กที่หายไปจากระบบ
จุดแข็งสำคัญของตำบลพิมานคือการใช้เครือข่ายชุมชนเป็นกลไกหลักในการ “ค้นหาเด็ก”
อสม. ซึ่งรู้จักครอบครัวและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ได้รับมอบหมายให้ช่วยสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนในแต่ละหมู่บ้าน ตั้งแต่สถานะการเรียน สภาพครอบครัว ปัญหาที่เผชิญ รวมถึงเหตุผลที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์เป็นรายกรณี เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว การขาดแรงสนับสนุน หรือปัญหาสุขภาพจิต
“เราไม่ได้มองแค่ตัวเด็ก แต่เรามองทั้งครอบครัว มองสภาพแวดล้อม และมองว่าชุมชนจะช่วยเขาได้อย่างไร”
เมื่อข้อมูลระดับประเทศเชื่อมต่อกับข้อมูลในชุมชน
ช่วงที่รัฐบาลขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout ในปี 67 และจังหวัดนครพนมเริ่มดำเนิน “นครพนมโมเดล” ในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา อบต.พิมานได้รับเลือกเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ในขณะนั้นตำบลพิมานมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ 118 คน
แต่เมื่อทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบจริง กลับพบว่าข้อมูลบางส่วนคลาดเคลื่อน เด็กบางคนย้ายตามครอบครัวไปต่างจังหวัด บางคนย้ายไปต่างประเทศ ขณะที่บางคนยังอาศัยอยู่ในพื้นที่จริงและต้องการความช่วยเหลือ ทีมงานจึงลงพื้นที่ติดตามเด็กทีละราย พูดคุยกับครอบครัว และชักชวนให้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม
118 ชีวิตที่ได้โอกาสใหม่
ผลจากการดำเนินงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กและเยาวชนในตำบลพิมานจำนวน 118 คน ได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทชีวิตของตนเอง หลายคนสามารถสำเร็จการศึกษาและนำวุฒิการศึกษาไปสมัครงาน บางคนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยกำลังเรียนอยู่ในปัจจุบัน
ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ อบต.พิมานเปลี่ยนแนวทางการทำงานจาก “ตามหาเด็กที่หลุดแล้ว” มาเป็น “ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดตั้งแต่ต้นทาง”
บัญชา มองว่า ปัญหาสังคมอื่น ๆ ล้วนมีรากเหง้ามาจากการขาดโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคน หากชุมชนสามารถช่วยกันดูแลเด็กได้ตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาสังคมจำนวนมากก็จะลดลงตามไปด้วย
“ถ้าเรายังมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องของครูอย่างเดียว เราจะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนในชุมชนลุกขึ้นมารับผิดชอบร่วมกัน เด็กทุกคนก็จะมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพ”
กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นออกแบบการศึกษาได้เอง
อีกหนึ่งประเด็นที่บัญชาสะท้อน คือข้อจำกัดด้านกฎหมายและการกระจายอำนาจ แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับมอบหมายภารกิจจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและอำนาจในการตัดสินใจ
“หลายครั้งเราเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้าและอยากแก้ไขทันที แต่ติดระเบียบ ติดข้อกฎหมาย ทำให้ดำเนินการได้ยาก ทั้งที่บริบทของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน” เขาเชื่อว่าการพัฒนาคนไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันทั้งประเทศ แต่ควรเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ออกแบบการเรียนรู้ตามศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่
“เราไม่สามารถใช้พิมพ์เขียวเดียวกับทุกพื้นที่ได้ แต่ละชุมชนมีทุน มีภูมิปัญญา และมีบริบทที่แตกต่างกัน”
การศึกษาเพื่ออาชีพและคุณภาพชีวิต
ในพื้นที่ตำบลพิมาน มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่นจำนวน 5 หลักสูตร ซึ่งเชื่อมโยงกับทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชน เช่น การแปรรูปน้ำมันยางนา การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร และงานหัตถกรรมพื้นบ้านหลายหลักสูตรสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และสร้างรายได้จริงให้กับผู้เรียน
“สิ่งที่เราเน้นไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อให้มีวุฒิ แต่เป็นการเรียนที่นำไปสู่อาชีพและรายได้ เด็กสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้จริง”
ขณะเดียวกัน หลักสูตรเหล่านี้ยังสามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าสู่ระบบการศึกษาทางเลือกได้ ทำให้ผู้เรียนสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
สำหรับบัญชา นี่คือรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนในชุมชนมากที่สุด เพราะเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
“การศึกษาไม่ควรจบแค่ในห้องเรียน แต่ต้องทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง นั่นคือเป้าหมายที่เราอยากเห็นจากการทำงานด้านเด็กและเยาวชนของตำบลพิมาน”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




