ผลกระทบปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้ปี2568 ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่ในปี 2569 สถานการณ์อาจจะแตกต่างไปเนื่องจาก ปรากฎการณ์เอลนีโญ
ในปี 2569 มีแนวโน้มว่าเอลนีโญกำลังก่อตัวชัดเจนช่วงกลางปีและรุนแรงขึ้นตั้งแต่พฤศจิกายน 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ทำให้อุณหภูมิโลกและไทยสูงทำลายสถิติ เสี่ยงภัยแล้งรุนแรง ฝนน้อยกว่าปกติโดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออก คาดการณ์ร้อนจัดสูงสุดเกิน 43 องศาเซลเซียสในช่วง มี.ค.–พ.ค. 2569
ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ที่ต้องพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน ทั้งแผ่นดินไหว ภัยแล้ง น้ำท่วม โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย สภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคีความร่วมมือจากชุมชนที่เสี่ยงภัยพิบัติ 5 ภาคมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือ
สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชวนวิเคราะห์และ ตั้งคำถามสำคัญถึงสถานการณ์และนโยบายจัดการภัยพิบัติ ว่า ที่ผ่านมาภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว ดินถล่ม หรือน้ำท่วม มีมานานก่อนมนุษย์ถือกำเนิด แต่เมื่อมนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานหรือใช้ประโยชน์พื้นที่โดยไม่เข้าใจความเสี่ยง ธรรมชาติจึงกลายเป็น “ภัยพิบัติ” ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจ
เขาชี้ว่า หลายคนรู้สึกว่าภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น แต่หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง โดยเฉพาะแผ่นดินไหว จะพบว่าความถี่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภัยที่เพิ่มขึ้นชัดเจนกลับเป็นภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม พายุ และฝนตกหนัก ซึ่งมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้นและมีลักษณะสุดขั้วมากขึ้น
ฝนเฉลี่ยเท่าเดิม แต่ตกหนักเป็นช่วง ๆ
หากเจาะลงไปที่ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปีของค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝน พบว่ายังเป็นค่าเฉลี่ยที่ไม่ผิดปกติ ตั้งแต่ปี 2503–2563 พบว่า ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ประมาณ 1,500 มิลลิเมตร ซึ่งค่าเฉลี่ยใกล้เคียงเดิมในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ลักษณะการตกของฝนเปลี่ยนไป โดยมีบางปีที่ปริมาณฝนพุ่งสูงผิดปกติมีค่าเฉลี่ย 1,800 มิลลิเมตร เช่น ปี 2554, 2560 และ 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องมที่น่าแปลกใจ แต่เป็นเรื่องที่เราควรจะรู้อยู่แล้วว่ามันจะมาเมื่อไหร หรือจะมาในปริมาณไหน
“ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจเท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมการตกของฝนนเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ และไม่มีใครรู้ว่าฝนจะตกมากในพื้นที่ไหน”
ความแตกต่างของพฤติกรรมฝน จากเดิมที่ฝนมาตกกระจาย แต่ตอนนี้ฝนตกหนักและเทลงจุดเดียว โดยที่ไม่สามารถบอกได้ ตำแหน่งที่ฝนตก ดังนั้นเมื่อบอกไม่ได้ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมตัวเรามือไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติแบบไหน ที่เป็นภัยประจำถิ่นของพื้นที่เรา ต้องเริ่มเตรียมตัวรับมือตั้งแต่ในบ้านของเรา
“ฝนไม่ได้ตกกระจายเหมือนเดิม กลับตกกระจุกตัวในช่วงเวลาสั้นและในพื้นที่เฉพาะ ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมสูงขึ้น” สุทธิศักดิ์ กล่าว
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่มีรูปแบบและแนวโน้มให้ศึกษาได้ล่วงหน้า เพื่อนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงระบบ
ท่วม–แล้ง สลับถี่ขึ้น กระทบชีวิตประจำวัน
สุทธิศักดิ์ ยังวิเคราะห์ว่า ภัยแล้งเป็นอีกประเด็นที่มักถูกพูดถึงน้อย ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง โดยเฉพาะภาคเกษตร
“น้ำท่วมทำให้เกิดความเสียหายทันที แต่ภัยแล้งทำให้รายได้หายไปทั้งฤดูกาล ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก” เขากล่าว
ข้อมูลย้อนหลังพบว่า น้ำท่วมและภัยแล้งมักเกิดสลับกันทุก 3–5 ปี สะท้อนความผันผวนของระบบน้ำที่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ
แนวคิด “Extreme scenario” จำเป็นต่อการวางแผน
ความแปรปรวนของสภาพอากาศและพฤติกรรมการตกของฝนที่เปลี่ยนไป สุทธิศักดิ์ ระบุว่า การวางแผนรับมือภัยพิบัติมักอิงข้อมูลในอดีต แต่ในปัจจุบันจำเป็นต้องคิดเผื่อสถานการณ์สุดขั้ว (Extreme) เช่น ปริมาณฝน 300–400 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งอาจไม่เคยเกิดขึ้นบ่อย แต่มีโอกาสเกิดได้
ยกตัวอย่างกรณีอุทกภัยในพื้นที่ลุ่ม เช่น อำเภอหาดใหญ่ ที่มีระบบระบายน้ำรองรับฝนระดับหนึ่ง แต่เมื่อฝนตกหนักเกินกว่าที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้ ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่
เขาชี้ว่า การลงทุนทำแบบจำลองความเสี่ยงระดับสุดขั้ว แม้ใช้งบประมาณหลักสิบล้านบาท แต่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจในอนาคต
สุทธิศักดิ์ บอกว่า การเตรียมรับมือภัยพิบัติ กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ เราจะคิดถึงปริมาณฝนแบบอดีตไม่ได้ โดยบอกว่าในรุ่นปู่ย่า ตายายไม่เคยเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นมันคงไม่เกิดขึ้นหรอก แต่เราต้องคิดในแบบที่เรียกว่า Extreme หรือปรากฎการณ์สุดขั้วไปเลยเพื่อเตือนภัยและรับมือ
“ เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ถ้าย้อนหลังไป เราทำแบบจำลองว่ามีฝนตก 300 มิลลิเมตร แล้วจำลองทางไหลของน้ำ เชื่อว่าเราจะไม่เสียหายมากขนาดนี้ แต่คำถามคือถ้าวันนี้ผมเสนอให้ทำแบบจำลองฝน 300 มิลลิเมตร คงไม่มีใครให้ทำ แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่ไม่ให้งบประมาณทำ เพราะตามธรรมชาติของภัยพิบัติถ้าตรงไหนไม่เกิดภัยพัติ ความรู้สึกร่วมคงไม่เกิด”
เรื่องนี้ถ้านโยบายจะขยับไป ในเชิงนโยบายประเทศไทยต้องขยับไปทางด้าน Extreme เผื่อเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้นไม่ว่าใครเข้ามาบริหารจัดการกับภัยพิบัติก็ทำได้ยาก
สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา: ความรู้–สังคม–นโยบาย
ขณะที่การขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติ ต้องทำให้เกิดเป็นนโยบาย จำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ
- ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง
- การยอมรับของสังคม
- การผลักดันเชิงนโยบาย
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของอาจารย์ประเวศ วะสี ที่เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน
“ เราจะทำอะไรต้องมีความรู้ ก่อนที่จะขับเคลื่อนไปเป็นนโยบาย ถ้ามีแต่งานวิจัยแต่สังคมไม่ยอมรับ หรือไม่มีนโยบายรองรับ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ยาก” เขากล่าว
3 แนวทางจัดการภัยพิบัติ: โครงสร้าง–กฎหมาย–ปรับตัว
สุทธิศักดิ์ อธิบายว่า การจัดการภัยพิบัติสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น เขื่อน กำแพงป้องกันน้ำ ระบบระบายน้ำ
- มาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น กฎหมายผังเมือง หรือข้อกำหนดการใช้ที่ดิน
- การปรับตัวของประชาชน เช่น ยกบ้านให้สูง ปรับรูปแบบการเกษตร
“นโยบายการจัดการภัยพิบัติยังไปไม่ถึงในหลายประเด็น โดยเฉพาะหากกล่าวถึงการจัดการภัยพิบัติในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วมี3 ด้าน คือ รับรู้ ยอมรับ และ ปรับตัว แต่ที่สุดแล้ส่วนใหญ่ของการจัดการภัยพิบัติจะมาจบที่การปรับตัว “
“ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแม้อยู่เฉย ๆ เพราะถ้าเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่อยู่เฉยๆความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น”
สุทธิศักดิ์ เตือนว่า ความเสี่ยงภัยพิบัติเพิ่มขึ้นตามเวลา แม้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นทันที เช่น อาคารที่เสื่อมสภาพ หรือชุมชนที่ขยายเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการจัดการน้ำระดับหนึ่ง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แต่ยังต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำและการปรับตัวในระดับพื้นที่เพิ่มเติม
จัดการที่ดิน คือหัวใจลดความเสี่ยงภัยพิบัติ
อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงภัยพิบัติ เช่น การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลาดชัน หรือพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม ข้อมูลพบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงดินถล่มใน 54 จังหวัด จากทั้งหมด 77 จังหวัด และมีประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว
“หากไม่สามารถจัดการเรื่องที่ดินได้ การจัดการภัยพิบัติจะทำได้ยาก เพราะภัยพิบัติเกิดจากการที่มนุษย์ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง” เขากล่าว
- ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยตัดสินใจ
ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือและแอปพลิเคชันจำนวนมาก เช่น ระบบติดตามคุณภาพอากาศ หรือข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม ซึ่งช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงดินถล่มที่มีความละเอียดระดับ 30×30 เมตร ซึ่งใช้เวลาพัฒนาฐานข้อมูลกว่า 15 ปี เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปใช้วางแผนลดความเสี่ยงในระดับพื้นที่
- ชุมชนต้องมีส่วนร่วมจัดการความเสี่ยง
สุทธิศักดิ์ ย้ำว่า การจัดการภัยพิบัติไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว เพราะจำนวนบุคลากรมีจำกัด เมื่อเทียบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น การแบ่งโซนความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เมือง ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่าตนเองอยู่ในพื้นที่เสี่ยงระดับใด และสามารถเตรียมแผนรับมือได้ล่วงหน้า
“การจัดการภัยที่ดีที่สุด คือการจัดการโดยผู้ที่มีโอกาสประสบภัยเอง” เขากล่าว
ย้ำ 3 หลักสำคัญ: รับรู้ – ยอมรับ – ปรับตัว
ในช่วงท้าย รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ฝาก 3 หลักคิดสำคัญ ได้แก่
- รับรู้ ว่าพื้นที่ของตนมีความเสี่ยงอะไร
- ยอมรับ ว่าภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นได้ แม้ไม่เคยเกิดในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
- ปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
สุทธิศักดิ์ กล่าวว่า ใน 3 ข้อ รับรู้ ยอมรับ และปรับตัวนั้น เรื่องของการยอมรับอยากที่สุด แม้กระทั่งคนที่น้ำท่วมมาแล้ว แผ่นดินไหวมาแล้ว ก็มักจะคิดว่า นานเกิดครั้งหนึ่ง แผ่นดินไหวมันขยับไปแล้วไม่น่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ซึงการจัดการภัยที่ดีที่สุดคือผู้มีความเสี่ยงที่จะประสบภัย ในระยะยาว หลายประเทศพบว่าการปรับตัวของประชาชนเป็นกลไกสำคัญที่สุด เพราะไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว
“สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การหาความรู้ แต่คือการยอมรับว่าความเสี่ยงมีอยู่จริง หากไม่ยอมรับ ก็ยากที่จะปรับตัวได้” เขากล่าว
สุทธิศักดิ์ ย้ำว่า การวางแผนรับมือภัยพิบัติเป็นกระบวนการระยะยาว 10–30 ปี ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชน เพื่อให้สังคมสามารถอยู่กับความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




