หลายสำนักวิจัยประเมินเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างยากลำบาก จนได้รับฉายา “คนป่วยแห่งเชีย” เมื่อระบบเศรษฐกิจ “หยุดชะงัก” จากปัญหาโครงสร้าง โดยล่าสุดศูนย์วิจัยกรุงศรี ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตเพียง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ลดลงจาก 2.4%YoY ในปีที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ และเป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในอาเซียน
นอกจากนี้จะเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 เนื่องจากเครื่องยนต์หลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายด้านมีแนวโน้มอ่อนแรงลงต่อเนื่อง
นักท่องเที่ยวเยือนไทยไม่ถึง 40 ล้านคน
ภาคการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ 35 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 33 ล้านตน แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ที่ระดับ 40 ล้านคน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวคาดอยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.54 ล้านล้านบาท
การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวนี้สะท้อนจากจำนวนเที่ยวบินเข้าไทยในฤดูหนาว ( 26 ต.ค. 68 – 23 มี.ค. 69) มีเพิ่มขึ้น และมีการขยายเส้นทางใหม่จากจีนและอินเดีย ซึ่งจะช่วยขยายตลาดท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มหลักของไทย อาจยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากกังวลความปลอดภัยและการแข่งขันที่สูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย

ต่างชาติลงทุนเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินยังไม่มา
การลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณที่ดีขึ้นแม้เติบโตช้าลง โดยสะท้อนจากโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 68 ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%YoY ปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เร่งกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานออกจากประเทศจีนที่เผชิญความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ นำโดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปยังคงต้องติดตามการลงทุนจริงว่าจะเกิดขึ้นตามการขอรับบัตรส่งเสริมจาก BOI มากหรือน้อย

ภาษีสหรัฐฯ พ่นพิษส่งออกไทยเต็มปี
การส่งออกไทยในปีที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกสินค้าไปที่สหรัฐฯ ในอัตราที่สูงมาก เพื่อเลี่ยงมาตราภาษีสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีต่อมา จึงทำให้คาดว่าในปี 69 การส่งออกไทยจะลดลง 0.4%YoY จากที่เติบโตแรง 12.7%YoY ในปี 68 จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เต็มปี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน เนื่องจากมีความต้องการสินค้าสูงในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI)
สำหรับผลกระทบนโยบายภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากภาษีมาตรา 201 และมาตรา 301 ที่ตอบโต้การค้าที่ไมาเป็นธรรม ส่วนมาตรการ 338 ตอบโตพฤติกรรมลูกค้าที่ไม่เห็นธรรม มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ขณะที่มาตรา 232 มีความเสี่ยงต่ำสุด เพราะไทยไม่ได้มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมาก แม้ที่ผ่านมาจะมีบางสินค้าถูกเก็บภาษีในมาตรานี้ไปบ้างแล้ว

พิษเอลนีโญกดดันผลผลิตเกษตรกร
ปีนี้โลกมีโอกาสเกิดภาวะเอลนีโญ (El Niño) มากถึง 50% อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้งที่รุนแรงมากขึ้น เป็นปัจจัยกดดันต่อภาคเกษตรและทำให้อัตราผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจช่วยประคองผลผลิตโดยรวมไม่ให้ลดลงมากนัก
ขณะเดียวกันราคาผลผลิตสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากความกังวลเรื่องภัยแล้งและฐานราคาที่อยู่ในระดับต่ำของปีก่อน ส่งรายได้ของเกษตรกรอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตการเกษตรยังอยู่ในระดับสูง จึงอาจทำให้เกษตรกรสามารถทำกำไรได้จำกัด
ทั้งนี้ความรุนแรงของภาวะเอลนีโญที่มีต่อเศรษฐกิจ ยังสามารถประเมินได้ เพราะต้องติดตามเครื่องชี้วัดเพิ่มเติมและประเมินในช่วงเวลาที่ใกล้จะเกิดขึ้นจริง เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาเคยคาดว่าจะอยู่ในภาวะลานีญา (La Niña) นานต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าสภาพอากาศกลับร้อนขึ้น โดยปรากฏการณ์นี้เป็นผลกระทบจากภาวะโลกรวนในหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาวะอากาศสุดขึ้นเกิดขึ้นบ่อย

หนี้ครัวเรือนสูงกดดันบริโภคเอกชน
การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตลดลงที่ 2.2%YoY จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ของจีดีพี (GDP) ประกอบกับรายได้ของครัวเรือนบางส่วนหลังโควิด-19 ยังเติบโตไม่ทันค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับตํ่า ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออก

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมา เช่น โครงการแจกเงินหมื่น (หรือโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเดิม)โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่เน้นการกระตุ้นระยะสั้น เมื่อหมดแรงส่งจากมาตรการดังกล่าว ครัวเรือนจึงจําเป็นต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติ ซึ่งยังเติบโตช้าและไม่แข็งแรงพอจะหนุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 69
งบรัฐมีจำกัดฉุดรายจ่ายไม่โต
การใช้จ่ายภาครัฐ คาดปีนี้จะเติบโตชะลอตัวที่ 0.7%YoY ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลมีจำกัด หลังสัดส่วนหนี้สาธารณะขยับขึ้นใกล้แตะเพดาน 70%ต่อGDP และแผนการขาดดุลงบประมาณจะลดลงจาก 4.5%ต่อGDPในปีงบฯ 68 เหลืออยู่ที่ 4.4%ต่อGDP ในปีงบฯ 69 และ 3.9%ต่อGDP ในปีงบฯ 70
ขณะที่งบกลางปี 69 เหลืออยู่เพียงประมาณ 30,000 ล้านบาท จึงจำกัดการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครั้งพลัส ซึ่งที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติงบประมาณปี 70 ที่อาจล่าช้าประมาณ 1 เดือน ท่ามกลางความไม่แน่นอนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี
ดังนั้นการดำเนินนโยบายในระยะต่อไปของรัฐบาลควรใช้เงินที่น้อยลง แต่ต้องตรงจุดมากขึ้น หรือปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ซึ่งคาดว่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจต่อไปได้
เศรษฐกิจยังโตได้แต่ไม่ง่าย
จากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดจึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 69 จึงเติบโตได้น้อยลง ท่ามกลางความเสี่ยงหลายด้านทั้ง ความตึงเครียดการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จากนโยบายภาษีสหรัฐฯและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสินค้าจีนไหลทะลักเข้าไทยและอาจใช้เป็นทางผ่านไปสหรัฐฯ กดดันภาคการผลิตไทยหลากลุ่ม ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด ซึ่งกระทบเกษตรกร รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือน ประชากรสูงวัย และความสามารถการแข่งขันลดลงในบางอุตสาหกรรม
“ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเรียกได้ว่าโตได้ แต่ก็เป็นปีที่ไม่ง่าย มีปัจจัยกดดันหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาหดตัว การบริโภคยังมีแรงส่งไม่มาก การใช้จ่ายภาครัฐมีพื้นที่เหลือไม่มาก” พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ กล่าว

ลดนโยบายกระตุ้นใช้จ่าย-เพิ่มการผลิต
ที่ผ่านมารัฐบาลมักดำเนินนโยบายเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายค่อนข้างมาก เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต มาตรการลดราคาพลังงาน มาตรการลดค่าโดยสารรถสาธารณะ มาตรการลดหย่อนภาษี เป็นต้น ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ชั่วคราวและไม่ถึงระดับศักยภาพ
แต่ในระยะข้างหน้าหากอยากให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เสนอว่า อาจถึงเวลาที่รัฐบาลเปลี่ยนการดำเนินนโยบายที่ต้องมุ่งเน้นภาคการผลิตให้มากขึ้น เช่น ยกระดับภาคการเกษตร เพิ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่อยู่ในกระแสโลกปัจจุบัน หรือเปลี่ยนภาคบริการไทยเป็นบริการที่มีรายได้สูง เป็นต้น

พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ภาพโดย : Policy Watch – Thai PBS)
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




