ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 หลายพรรคการเมืองชูนโยบายการปราบคอร์รัปชันเป็นอีกเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า นโยบายขจัดคอร์รัปชัน ของแต่ละพรรคนั้น มีความแตกต่างและหลากหลายทั้งรายละเอียดและแนวทาง สะท้อนให้เห็นว่า แต่ละพรรค มีความพร้อม และเข้าใจถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างไรบ้าง
นโยบาย-วิสัยทัศน์ขจัดคอร์รัปชัน (เรียงลำดับตามเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์)
เบอร์ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ
เสนอแนวคิดลงโทษขั้นสูงสุดต่อคอร์รัปชันคือประหารชีวิตนักการเมืองคอร์รัปชัน ยึดทรัพย์ญาติพี่น้องหรือครอบครัวเพื่อให้นักการเมืองเกิดความเกรงกลัวกที่คิดจะทำชั่ว โดยในวันที่ 8 ม.ค. 69 ได้ประกาศจุดยืนว่า “ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง” และจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาครอบงำพรรคหรือการเมืองไทยอย่างเด็ดขาด
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 กล่าวว่าปัญหาการคอร์รัปชันแก้ไม่ได้ด้วยการประนีประนอม จึงต้องใช้ยาแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง ที่ผ่านมาปัญหาคอร์รัปชันขยายตัวมากขึ้น เพราะไม่มีความเกรงกลัวต่อโทษ เนื่องจากกว่ากระบวนการพิจารณาจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นต้องปรับโทษให้หนักขึ้นด้วยการประหารชีวิต และปรับปรุงกฎหมายให้พิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นไม่เกิน 1 ปี และต้องปรับลดการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อให้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด
เช่นเดียวกับ ชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค เปิดเผยถึงทิศทางและจุดยืนสำคัญของพรรคว่า ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการขจัดคอร์รัปชันเป็นอันดับหนึ่ง
ทั้งนี้ในวันที่ 5 ม.ค. 69 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พร้อมด้วย ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. เข้าพบกับ มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อประกาศคำสัตยาบันเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต
ทางด้านมานะ นิมิตรมงคล ได้ยื่นข้อเสนอต่อหัวหน้าพรรคว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็น สส. และเข้าร่วมรัฐบาล ขอให้ช่วยผลักดัน 3 ข้อปราบคอร์รับชัน ดังนี้
1) ผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้สำเร็จในช่วงที่เป็นรัฐบาล เพื่อยกระดับมาตรฐาน โดยแก้ไขและลดกฎหมายให้สากลยอมรับ เป็นธรรม และปฎิรูประบบภาครัฐ
2) เร่งออก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เพื่อเป็นหลักประกันการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสให้ประชาชนรับทราบและสามารถตรวจสอบได้
3) ใช้มาตรการ Integrity Pact และ CoST เพื่อป้องกันคอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ ให้ผู้สังเกตการณ์อิสระภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนกระทั่งเสร็จสิ้นโครงการ
นอกจากนี้ เพื่อให้พรรคเป็นที่จดจำและพูดถึงในวิสัยทัศน์และนโยบาย พรรคยังได้เปิดตัวสัญลักษณ์พิฆาตคนชั่ว “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” ที่ใช้ลงโทษขุนนางทุจริตและฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่น เรื่องเปาบุ้นจิ้น โดยสัญลักษณ์นี้จะนำไปจัดวางหน้าสำนักงานใหญ่ของพรรค
เบอร์ 7 พรรคพลวัต
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลวัตประกาศว่า มีหลักความคิด 6 เสาหลัก โดยเน้นหนักเรื่องสิทธิมนุษยน แม้พรรคนี้จะไม่ได้มีประเด็นขจัดทุจริตคอร์รัปชันเป็นเสาหลัก แต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 69 คราวที่ กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต นำทีมผู้สมัคร สส. จังหวัดเชียงรายหาเสียง ได้ประกาศนโยบายแก้ปัญหาวิกฤตชายแดนที่ถูกละเลยมานาน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ แก้ปัญหาส่วยข้ามชาติ กัณวีร์กล่าวว่า
“เราพบว่ามติ ครม. ปลายปีที่ผ่านมามีตัวเลขคนรอสัญชาติชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติยังมีการเรียกรับผลประโยชน์และคอร์รัปชัน พรรคพลวัตจะเข้ามาทำให้กระบวนการนี้โปร่งใสและคืนสิทธิให้คนไทยที่ตกหล่นอย่างเร่งด่วน”
เบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย
แม้ว่าเพื่อไทยจะไม่ได้มีนโยบายที่พูดถึงคอร์รัปชันโดยตรง แต่ในหลายนโยบายสัมพันธ์กับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันภาครัฐ เช่นนโยบาย “รื้อกฎหมาย ล้างระบบ ปลดล็อกรัฐ” และ “บริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว” เพื่อให้สอดคล้องเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ด้วยการปรับทุกบริการเป็นดิจิทัล ทุกใบอนุญาตสามารถขอออนไลน์ได้ 100%
นโยบายนี้ไม่เพียงทำให้ระบบราชการที่โปร่งใส ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ ระยะเวลาในการดำเนินการ ลดภาระทางการเงิน และกระบวนการขออนุญาตต่าง ๆ ยังลดโอกาสเจ้าหน้าที่เรียกผลประโยชน์ใต้โต๊ะ
รวมทั้งยังมีนโยบายทำ “คู่มือกฎหมายฉบับประชาชน” โดยสรุปว่าต้องทำอะไร ส่งเอกสารอะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ เพื่อลดการตีความของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของความล่าช้าและทุจริต
นอกจากนี้นโยบายรัฐดิจิทัล หรือ AI Government ของเพื่อไทย ที่มุ่งรวบรวมข้อมูลภาครัฐซึ่งยังกระจัดกระจายไม่เชื่อมโยงกัน แล้วสร้างเป็นระบบ “Digital Governance Dashboard” แสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างและสถานะโครงการ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าดูได้ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐ
ทางด้าน ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ถึงการขจัดคอร์รัปชันว่า ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้มากที่สุด
การมีระบบข้อมูลเปิดที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างไว้บน Cloud System ที่สาธารณะเข้าถึงได้ง่าย เช่น เอกสารราชการ การจัดซื้อจัดจ้าง จะช่วยลดโอกาสคอร์รัปชันและทุนเทาจะเล็ดลอดเข้ามาได้
สำหรับการใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับนอมินีและบริษัทที่น่าสงสัย จะต้องมีระบบตรวจจับแพทเทิร์นที่ผิดปกติได้ เช่น บริษัทนอมินีที่มีชื่อซ้ำกัน หรือบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งไม่นานแต่ได้งานภาครัฐมูลค่าสูงเป็นต้น เพื่อให้ระบบเทคโนโลยีสกรีนข้อมูลเบื้องต้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบในเชิงลึกได้ง่ายขึ้น
ระบบนี้จะต้องควบคู่ไปกับการรวมระบบข้อมูลเปิดของภาครัฐที่รวมไว้ที่เดียวกัน บน Cloud System เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและตรวจสอบได้ทั่วถึง ลดโอกาสการซ่อนข้อมูล
มาตรฐานระบบการตรวจสอบเหล่านี้ สามารถใช้ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น หากแต่การดำเนินการจะต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี เพื่อวางระบบและบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เบอร์ 11 พรรคเศรษฐกิจ
รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรค ได้ชู 4 นโยบายหลัก ซึ่งมี 2 นโยบายที่เกี่ยวข้องกับทุจริตคอร์รัปชัน ได้แก่
- “Zero Corruption” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงาน ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน ด้วยการปฏิรูปกฎหมายต่อต้านทุจริตฉบับใหม่ ข้าราชการทำความผิด ม.157 ปรับโทษสูงสุดเป็นประหารชีวิตทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่มีการลดโทษ เพียงแต่ให้เวลาอุทธรณ์ 1 ปี
- “ปฏิรูประบบยุติธรรม” ด้วยการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำคือตำรวจ จนถึงปลายน้ำคือกรมราชทัณฑ์ เพื่อทำลายวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ตั้งแต่แยกการจับกุมออกจากการสืบสวน เพื่อสร้างความยุติธรรม โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยให้ตำรวจมีหน้าที่จับกุมและสืบสวน ส่วนการสอบสวน-พิสูจน์หลักฐานจะให้เป็นหน้าที่ของ กรมฯ” ที่พรรคเศรษฐกิจจะตั้งขึ้นมาใหม่ จากนั้นทั้ง 2 หน่วยงานนี้จะส่งตัวผู้กระทำผิดและหลักฐานให้อัยการส่งฟ้อง และศาลตัดสิน
ในวันที่ 4 ม.ค. 69 รังษี กิติญาณทรัพย์ พร้อมผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญ “#กทมทุจริตเท่ากับประหาร” โดยแถลงย้ำว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องใช้บทลงโทษขั้นสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตทั้งกับผู้ให้และผู้รับสินบน และนโยบาย “Zero Corruption” นี้ ถือเป็นหัวใจหลักที่พรรคเศรษฐกิจจะผลักดัน ด้วยความเชื่อว่า การหาเงินเข้าประเทศกับการปราบปรามการทุจริตต้องเดินไปพร้อมกัน หากยังปล่อยให้คอร์รัปชันฝังราก ประเทศชาติก็จะไม่รอด
เบอร์ 12 พรรคเสรีรวมไทย
พรรคนี้มีสโลแกนว่า “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เป็นเงาใคร ปราบทุจริต พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี คืนงบประมาณให้ประชาชน” รวมทั้ง “คนตรง บ้านเมืองตรง”
ซึ่งทาง เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค แถลงจุดยืนพรรคเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ว่า การเมืองสีเทาคือการที่นักการเมือง พูดอย่างทำอย่าง ตรวจสอบไม่ได้ คนโกงอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย การเลือกพรรคเสรีรวมไทยเข้าสู่สภา จะเป็นการเลือกคนซื่อตรงเข้าสภา ไปถ่วงดุลการเมืองสีเทา ทำให้การโกงเป็นเรื่องที่ทำยาก
เบอร์ 27 พรรคประชาธิปัตย์
ชูนโยบายเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (open data) โดยเฉพาะข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง เป็น 1 ใน 27 นโยบายหลักหาเสียง ซึ่งทาง จิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรค ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ถึงนโยบายเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ว่า พรรคจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด
รวมทั้งปรับปรุงช่องทางการร้องเรียน-แจ้งทุจริตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถแจ้งข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองจะร่วมมือกับภาคประชาสังคม เข้าร่วมโครงการต่อต้านการทุจริตกับภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและขับเคลื่อนร่วมกัน พร้อมกล่าวว่า โดยพื้นฐานของพรรคประชาธิปัตย์ มีธรรมาภิบาลเป็นหลักการสำคัญที่ฝังรากลึกในโครงสร้างพรรคมาโดยตลอด
เบอร์ 29 พรรคไทยภักดี
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 68 วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และปฏิยุทธ ทองประจง เลขาธิการพรรค แถลงข่าวเปิดนโยบายเรือธงภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต โดยเสนอเพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีโกงที่มูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ประหารภายใน 15 วัน และไม่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษ
มากไปกว่านั้นยังเสนอให้ยกเลิกธนบัตร 1,000 และ 500 บาท ซึ่งมักถูกใช้สะสมเป็นเงินสดของ “เงินเทา” เพื่อตัดช่องทางและเป็นมาตรการเชิงโครงสร้างในการลดการรับเงินใต้โต๊ะ
พร้อมเพิ่มอำนาจประชาชนให้ฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง หากชนะคดี ผู้ฟ้องมีสิทธิ์ได้รับรางวัล เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมตรวจสอบคอร์รัปชัน
โดยวรงค์กล่าวว่า จุดแข็งของพรรคและนโยบายเรือธงของพรรคคือ ยกเครื่องปราบโกง
เบอร์ 33 พรรคประชาชาติ
ได้มียุทธศาสตร์ “ประชาชาติเพื่อสันติภาพและคุณภาพชีวิต 0-10-100” เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีเป้าหมาย “ปราบโกงให้เป็น 0” ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อให้งบถึงมือประชาชน
เบอร์ 35 พรรครักชาติ
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 69 ที่พรรครักชาติลงพื้นที่ตลาดศิริชัย บางบอน เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หนึ่งในนโยบายหลักของพรรคคือ “ปราบตำรวจก่อนเป็นโจร” เพื่อจัดการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับทุจริตและอิทธิพลมืดอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะปัญหาส่วย รีดไถ และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้มีอิทธิพลปล่อยเงินกู้นอกระบบ เพราะพรรคได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้ลงพื้นที่
เบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย
ทางด้านพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ถึงการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ควรมีฐานข้อมูลที่เข้าถึงได้และโปร่งใส
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานกำกับดูแลและผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ที่มีหน้าที่ออกกฎระเบียบและบังคับใช้กฎหมายต้องมีการตรวจสอบและกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ซึ่งควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ เช่น สถานะของคดี ผู้ที่รับเรื่อง และอัพเดทสถานการณ์ล่าสุดในขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ยกเว้นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลละเอียดอ่อนทางคดี ไม่ต่างกับหน่วยงานด้านจัดซื้อจัดจ้างที่ควรเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมให้ประชาชนมาตรวจสอบด้วย
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน เช่น การล็อกอินเพื่อกรอกข้อมูล การทำงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้าย จะช่วยให้สามารถติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิดได้ และการตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วยระบบออนไลน์จะสามารถติดตามได้ง่ายกว่า ต่างจากการใช้เงินสด แม้แต่ในกรณีของคริปโตเคอร์เรนซีที่เคยถูกใช้ในทางที่ผิด ก็พบว่าสามารถตามรอยได้ นอกจากนี้การมีระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนหลัง จะนำไปสู่ความรับผิดรับชอบได้มากขึ้น
เบอร์ 38 พรรคพลังธรรมใหม่
จากเอกสาร “นโยบายย่อของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ” โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นโยบายแรกของพรรคพลังธรรมใหม่คือการขจัดคอร์รัปชัน ว่า คอร์รัปชัน 0% เอา 500,000 ล้าน/ปีของเราคืนมา ด้วยการลดราคากลาง 30% โกง 100 ล้าน ประหารชีวิต บวกยึดทรัพย์ 2 เท่า
เบอร์ 42 พรรคกล้าธรรม
พรรคได้แถลงเปิดตัวนโยบายหลัก เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 68 แม้ไม่มีเรื่องขจัดคอร์รัปชัน แต่เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 68 อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ได้กล่าวในรายการ “ถกไม่เถียง” ทางช่อง 7HD ว่า การทำงานของพรรคกล้าธรรมนั้นไม่มี “สีเทา” ไม่มีการสนับสนุนธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่สนับสนุนการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
เบอร์ 43 พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดการทำงานภายใต้ 3 เสาหลัก คือ “มั่นคง-ฟื้นฟู-ดูแล” ซึ่ง 1 ใน 12 นโยบายเรือธงของพรรคพลังประชารัฐ คือ “ใครโกง ใครเทา เอาให้หนัก ปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด”
พรรคได้เสนอนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผลักดันการใช้โทษอาญามาตรา 148 กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พร้อมยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการกระทำผิด
รวมทั้งจะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเครือข่าย ตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้สนับสนุน ผู้ฟอกเงิน บัญชีม้า และผู้ปกปิดความผิดทั้งหมด พร้อมตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ และปิดช่องโหว่การทุจริตเชิงระบบ
ทางด้าน ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะไม่แก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต ยังคงหลักนิติรัฐและกลไกปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
เบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 68 พรรคเป็นธรรมได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรว่ามีหลักการทางการเมือง 6 ประการ ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติของพรรคอย่างเคร่งครัด โดยในข้อ 6 ของ หลักกการคือ “การเมืองสีเทาและการทุจริต ต้องถูกตรวจสอบและพิสูจน์ตัวเองก่อน ไม่ใช่การเอา “โจร” มาจับ “โจร” ”
พรรคเป็นธรรมประกาศว่า ไม่ยอมรับการนําบุคคลที่มีข้อสงสัยด้านจริยธรรม ความโปร่งใส หรือการทุจริต เข้ามาอ้างการปฏิรูปหรือปราบปรามคอร์รัปชัน ผู้ที่จะทํางานการเมืองกับพรรคต้องผ่านการพิสูจน์ความสุจริต โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรมก่อนเสมอ เพราะการเมืองที่ไม่สะอาดตั้งแต่ต้น ย่อมไม่อาจสร้างความเป็นธรรมให้สังคมได้
และเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 68 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2568 โดยมีวาระสำคัญเพื่อเลือกตั้งคณะผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง ได้ชูนโยบายพื้นฐาน 6 ประการ ซึ่งในนโยบายประการที่ 6 คิอการปฏิเสธการเมืองสีเทาและการทุจริตทุกรูปแบบ
เบอร์ 46 พรรคประชาชน
ทางด้านพรรคประชาชนได้ชูสโลแกน “มีส้ม ไม่ทนโกง: ปิดทุกช่องโหว่ แก้โกงให้ถึงราก” ด้วยการเปิดเผยข้อมูลรัฐเป็นหลัก ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ และสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ซึ่งได้อธิบายรายละเอียด ดังนี้
- ให้ข้อมูลภาครัฐเปิดเผยต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น “พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ” เพื่อวางหลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” โดยเฉพาะฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ เช่น งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง โดยต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่เพื่อสาธารณชนตรวจสอบได้ง่าย
- พัฒนาระบบบริการภาครัฐให้ออนไลน์เชื่อมโยงกันและเป็นช่องทางเดียว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ “BizPortal” เพื่อลดความยุ่งยากและการพบปะเจ้าหน้าที่
- ปฏิรูปกระบวนการขอใบอนุญาตจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี ด้วยการนำระบบAuto-approve หรือการอนุญาตโดยอัตโนมัติเมื่อเกินกำหนดระยะเวลาตามคำขอ และการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อลดโอกาสการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพราะการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่อาจนำไปสู่การคอร์รัปชันได้ พร้อมทั้งยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่าที่ทำให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ เช่น กฎหมายโรงแรม กฎหมายสถานบริการ
ที่ผ่านมา พรรคได้ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Auto-approve แล้ว สำหรับใบอนุญาตที่มีความเสี่ยงไม่สูง หากยื่นครบตามกำหนดและไม่ได้รับอนุญาตในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าได้รับอนุญาต
- นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะซึ่งจะลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และอุดช่องโหว่การทุจริต เช่นมีระบบแจ้งเตือน AI Red Flag จับพิรุธในการใช้งบประมาณหรือการฮั้วประมูล และสำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตและป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของไทยยังไม่พร้อมที่จะรองรับกับระบบ AI เพราะข้อมูลถูกจัดเก็บแยกกัน ต่างหน่วยงาน ต่างรูปแบบ และต่างมาตรฐาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกัน
เช่น ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ราคาประมูล ราคากลาง กับข้อมูลบริษัทผู้ชนะประมูล ผู้ถือหุ้น กรรมการ และบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อตรวจสอบการฮั้วประมูลและความสัมพันธ์ ของบุคคลในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
- ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสให้ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม และออกกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน วิธีนี้จะทำให้ขบวนการทุจริตขาดความเชื่อใจกันและเดินต่อได้ยากในที่สุด
- ปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพิ่มความโปร่งใสส่งเสริมการแข่งขันในการประมูล เปิดเผยข้อมูลตลอดช่วงสัญญาทั้งก่อน-ระหว่าง-และหลังการดำเนินโครงการ ยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกับเอกชน
และบังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 – 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST) และให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้อง เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ)
ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่พรรคก้าวไกล-ประชาชนอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน ได้เคยเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตหลายฉบับ หากแต่ยังไม่ผ่านการพิจารณาในสภา เช่นร่างกฎหมายที่ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Data) 25 ชุด เช่นการจัดซื้อจัดจ้าง สัญญาสัมปทาน ใบอนุญาต เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้
และได้เคยตรวจสอบและเปิดโปงการทุจริตหลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องอยู่ในชั้นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เช่น คดีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่พรรคตรวจสอบพบนอมินีรับงานภาครัฐ นำไปสู่การหลุดจากตำแหน่งของผู้ที่เกี่ยวข้อง
เบอร์ 48 พรรคไทยสร้างไทย
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 69 พรรคไทยสร้างไทยได้เปิดนโยบายหลักโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โภคิน พลกุล และ ภราดร พัฒนถาบุตร ซึ่ง 1 ในหลายนโยบายหลักคือ “ปิดจบทุจริตคอร์รัปชัน”
ต่อมาในวันที่ 5 ม.ค. 69 ทางพรรคได้ออกแคมเปญ “คนไทยหายเหนื่อย” มุ่งเป้าปฏิรูปการบริหารงบประมาณแผ่นดินเกือบ 4 ล้านล้านบาท โดยชี้ให้เห็นว่าหากหยุดการคอร์รัปชัน ที่ทำเงินรั่วไหลไปกว่าปีละ 500,000 ล้านบาทได้ งบประมาณนี้จะสามารถไปดูแลประชาชนมิติต่าง ๆ ได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณ “แบบจริงใจ” ให้เงินภาษีหมุนกลับไปสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แทนการถูกปล้นไปสร้างความมั่งคั่งให้นักการเมือง
- พรรคนี้ได้เสนอทางแก้คอร์รัปชันด้วย 3 มาตรการ คือ
เพิ่มโทษคนโกงชาติ เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต - ให้อำนาจประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อลงมติถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้ หากพบพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้คนโกง
- จัดตั้ง “ปปช.ภาคประชาชน” เปิดให้ภาคเอกชนและภาคพลเมือง เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบโครงการรัฐ และมีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายได้จริง
เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่
มีนโยบายมุ่งหยุดยั้งทุจริตคอร์รัปชันด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ และปฏิรูประบบราชการให้ใสสะอาด ซึ่งในวันเปิดตัวพรรค 3 ต.ค. 68 สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล่าวถึงแนวคิดการยุติคอร์รัปชันด้วยการปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา ให้เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน
นอกจากนี้พรรคยังมีแนวทางป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ AL สร้างระบบราชการ อิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชัน
นโยบายหาเสียงต้องให้ กกต. ตรวจสอบ
ทั้งนี้ นโยบายของทุกพรรคจะต้องส่งให้ กกต. ตรวจสอบ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศ กกต. เมื่อ 16 ธ.ค. 68 ที่กำหนดให้ทุกพรรคต้องจัดทำรายงานนโยบายส่ง กกต. โดยละเอียด ทั้งงบประมาณ ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินการ ผลกระทบ ความเสี่ยงและความคุ้มค่า ของนโยบายเสียก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
โดยกกต. จะแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง นโยบายสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ กกต. จะเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นฐานเปรียบเทียบนโยบาย
หากพรรคใดไม่ปฏิบัติตามหรือรายงานไม่ครบถ้วน จะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับรายวันอีก 10,000 บาท จนกว่าพรรคนั้นจะดำเนินการถูกต้อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ยกเครื่องกลไกปราบทุจริตโครงการรัฐ
- 25 ชุดข้อมูลสำคัญ ขจัดคอร์รัปชันภาครัฐ
- ปลดล็อกข้อมูลราชการ สร้างความโปร่งใส




