สิ่งที่น่าสังเกต คือนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอคือการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยี การลดขั้นตอน และปรับบริการรัฐให้ทันสมัย ซึ่งมีความสำคัญแต่ยังไม่พอ เพราะโจทย์สำคัญของรัฐไทยไม่ใช่เรื่องของ “เครื่องมือ” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ “อำนาจและความสัมพันธ์ของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ”
บทความนี้จึงจะพาผู้อ่านมองนโยบายปฏิรูประบบราชการเพื่อตอบคำถามที่ว่าเหตุใดการปฏิรูปแบบไทย ๆ จึงเปลี่ยนได้แค่เพียงปลายทาง แต่ไม่แตะแกนกลางของโครงสร้าง “รัฐรวมศูนย์” และ “กรมาธิปไตย”
การปฏิรูประบบราชการไทยโจทย์เก่าที่ยากจะคลี่คลาย
หากมองประวัติศาสตร์การปฏิรูประบบราชการไทยผ่านมิติเชิงสถาบันจะพบว่าระบบราชการไทยมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ไม่กี่ครั้ง โดยเริ่มจากการสร้างระบบราชการสมัยใหม่ในปี พ.ศ. 2435 ควบคู่ไปกับการสร้างรัฐรวมศูนย์
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้มีการนำระบบคุณธรรม (Merit System) เข้ามาเป็นกรอบแนวทางการวางระบบข้าราชการพลเรือนสมัยใหม่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จวบจนถึงพ.ศ. 2540 ก็มีการปฏิรูประบบราชการในบางส่วนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2545 ที่ระบบราชการได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) กระแสประชาธิปไตย (Democratization) และแนวคิดธรรมาภิบาล (Good governance) จนนำมาสู่การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่มีการนำเครื่องมือทางการบริหารใหม่ ๆ มาใช้ในภาครัฐมากขึ้น เช่น แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ. 2546 – 2550 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เป็นต้น
ผลจากการปฏิรูประบบราชการครั้งล่าสุดนี้ส่งผลให้ระบบราชการทำงานที่ยึดหลักภารกิจเป็นพื้นฐาน (Agenda Based) มีการปรับให้ภาครัฐทำภารกิจเท่าที่จำเป็นและทำได้ดีเท่านั้น เน้นการกระจายอำนาจไปให้ภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งเอกชนและประชาชนที่มีศักยภาพทำภารกิจของรัฐแทน โดยรัฐมีหน้าที่กำกับดูแลตามหลักการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New public management)
อย่างไรก็ตาม ระบบราชการไทยสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2435 ตลอดห้วงเวลากว่าหนึ่งร้อยปีนั้น กลับไม่เคยผ่านการปฏิรูปขนานใหญ่ที่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่แต่อย่างใด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ระบบราชการไทยจึงมีความเป็นสถาบันสูง มีเสถียรภาพ และเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงขนาดและบทบาท อำนาจหน้าที่ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างและบริบทของระบบราชการไทยดังนี้
การรวมศูนย์อำนาจสู่รัฐส่วนกลาง (Centralization) ทำให้นโยบายการปฏิรูประบบราชการถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง แม้จะมีกระแสการกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่ในทางปฏิบัติส่วนกลางยังมีกลไกส่วนภูมิภาคและหน่วยงานระดับกรมในพื้นที่เพื่อดึงอำนาจกลับเข้าส่วนกลาง ท้องถิ่นจึงมีอำนาจที่จำกัด
ดังนั้นเมื่อปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องของใครมีอำนาจในการตัดสินใจ การปฏิรูปที่เน้นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการหรือการลดขั้นตอนการทำงานจึงมักไปไม่ถึงแกนกลาง
กรมาธิปไตย (Departmentalism) สะท้อนสภาพที่หน่วยงานระดับกรมเป็นฐานอำนาจสำคัญของกระบวนการทางนโยบายสาธารณะและอำนาจของรัฐไทย กรมทำงานแยกเป็นอิสระจากกันภายใต้โครงสร้างที่มีการรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง ทำให้เกิดความกระจัดกระจายในเชิงองค์การ รัฐไทยมีความสามารถในการบูรณาการต่ำ แม้ระบบราชการจะมีเสถียรภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่การที่หน่วยงานระดับกรมเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดงบประมาณและกำลังคน ทำให้การทำงานระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติหรือภารกิจที่ต้องการเอกภาพและการตัดสินใจที่รวดเร็ว
ผลที่ตามมาคือ การปฏิรูปมักถูกทำให้อยู่ในรูป “เครื่องมือทางการบริหาร” เช่น แผนยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด ระบบดิจิทัล หรือกฎหมายที่จัดระเบียบขั้นตอนการบริการซึ่งช่วยได้บางส่วน แต่ไม่แก้ปัญหาอำนาจและแรงจูงใจที่แยกส่วนอยู่ในโครงสร้างเดิม
วงจรการเมืองไทยที่ผันผวน โดยเฉพาะการเกิดรัฐประหารขึ้นบ่อยครั้งและการใช้อำนาจพิเศษในการสั่งการ ทำให้ตรรกะในการปฏิรูประบบราชการโน้มเอียงไปทางการควบคุมและสั่งการมากกว่าเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติ เมื่อรัฐบาลพลเรือนถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลคณะรัฐประหาร การปฏิรูปก็ถูกชะลอตัวลง การบริหารเน้นการรวมศูนย์และคำสั่งแบบบนลงล่างมากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดการกระจายอำนาจอ่อนกระแสลงเป็นช่วง ๆ ในบริบทเช่นนี้ การปฏิรูประบบราชการจึงมีมิติทางการเมืองสูง แต่มีพื้นที่จำกัดสำหรับการ “ปรับกติกาอำนาจ” ที่อาจกระทบผู้มีอำนาจเดิมในระบบ
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “การปฏิรูประบบราชการแบบไทย ๆ” จึงควรเข้าใจว่าไม่ใช่เพียงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพตามแนวการจัดการภาครัฐแนวใหม่ หรือการทำรัฐบาลดิจิทัลเท่านั้น หากเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันที่ถูกกำกับโดยรัฐรวมศูนย์ กรมาธิปไตย และความสัมพันธ์อำนาจในระบบการเมือง–การบริหาร
ด้วยเหตุนี้ นโยบายปฏิรูปที่เสนอในสนามเลือกตั้งซึ่งมักเน้นแพลตฟอร์มเดียว ลดกฎระเบียบ หรือเพิ่มความโปร่งใส จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นแต่ยังไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอหากไม่ได้ต่อยอดไปสู่โจทย์สำคัญกว่า คือจะออกแบบความสัมพันธ์และความรับผิดรับชอบ (Accountability) ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำอย่างไร
ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำที่ยังถูกมองข้าม
ในทางปฏิบัติรัฐมนตรีและนักการเมืองอาจเป็นผู้ประกาศนโยบายและรับเครดิตทางการเมือง แต่ฝ่ายข้าราชการประจำคือผู้ถือความรู้เชิงเทคนิค กติกา ระเบียบ งบประมาณ และกลไกภายในที่ทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดผลจริงหรือถูกทำให้ช้าลงได้
ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการประสานงาน แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดขอบเขตของนโยบายในทางปฏิบัติจริง
ในแง่นี้ระบบราชการจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่เครื่องมือแต่เป็นตัวแสดง (Actor) ในการจัดการปกครองสาธารณะ (Public governance) โดยเฉพาะในแง่มุมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับตัวแสดงฝ่ายการเมืองเมื่อต้องปฏิบัติงานในทางบริหารและการปกครองร่วมกัน เมื่อระบบราชการต้องประสานงานกับกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือภาคเอกชน ระบบราชการจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ แต่เมื่อประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ
ระบบราชการมักจะมีบทบาทเป็นผู้แทรกแซงนอกรัฐธรรมนูญในกิจการของรัฐบาล ผ่านการให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในช่วงที่ฝ่ายการเมืองอยู่ในภาวะชะงักงันระบบราชการก็ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น แม้ว่าระบบราชการจะไม่ได้มาแทนที่ฝ่ายการเมืองในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นฝ่ายช่วยให้กลไกของรัฐบาลทำงานได้อย่างราบรื่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของประเทศ
ลักษณะเฉพาะของบริบทไทยยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายราชการกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูป เพราะฝ่ายการเมืองไทยมีความผันผวนสูง รัฐบาลผสมเปลี่ยนสมดุลอำนาจเร็ว วาระรัฐมนตรีอาจสั้น และความจำเป็นเชิงการเมืองทำให้ต้องเร่งผลงานที่เห็นได้ในเวลาอันจำกัด ขณะที่ฝ่ายข้าราชการประจำมีความต่อเนื่องสูง อยู่กับองค์กรนานกว่า และมีแรงจูงใจรักษาเสถียรภาพของระบบ รวมถึงปกป้องขอบเขตอำนาจ งบประมาณ บทบาทของหน่วยงานตน
เมื่อสองตรรกะนี้มาปะทะกัน การปฏิรูปจึงมักถูกดึงไปสู่สิ่งที่ทำได้ง่ายและปลอดภัยทางการเมือง เช่น การพัฒนาระบบดิจิทัล การทำ One-stop service หรือการรื้อกฎหมายในระดับ แต่หลีกเลี่ยงการแตะกติกาอำนาจที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ เช่น อำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย บทบาทการกำกับติดตาม และการจัดสรรทรัพยากร
ดังนั้นการทำความเข้าใจระบบราชการในมิติ“สัมพันธภาพระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำ” จึงมีความสำคัญ เนื่องจากทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการต่างสื่อสารด้วยชุดความเชื่อที่หลากหลาย เกิดการแข่งขัน เหลื่อมล้ำระหว่างเครือข่ายความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรี และข้าราชการประจำในกระทรวง
การศึกษาของรอว โรดส์ยืนยันว่าฝ่ายการเมืองที่เปลี่ยนแปลงเร็วนั้น ส่งผลต่อการสร้างความเป็นผู้นำทางการเมือง การบริหารและความต่อเนื่องของนโยบาย แต่ในทางกลับกันเลขานุการประจำ หรือข้าราชการจะอยู่ในตำแหน่งได้นานกว่า เลขานุการจึงมีหน้าที่ในการรับมือกับกลยุทธ์การจัดการต่าง ๆ รัฐมนตรีจึงมีบทบาทเป็นผู้ไล่ตามกระบวนการมากกว่าเป็นผู้จัดการ
ตำแหน่งรัฐมนตรีที่เปลี่ยนเร็วจึงอาจเป็นฝ่ายไล่ตามกระบวนการและพึ่งพาระบบราชการที่คุมงานประจำวันได้มากกว่าที่คิด ในขณะที่ข้าราชการระดับสูงต้องรับมือกับยุทธศาสตร์ของรัฐมนตรีและแรงกดดันทางการเมือง พร้อมทั้งรักษาความต่อเนื่องขององค์การ
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการปฏิรูปภาครัฐให้เกิดผลจริงโจทย์เชิงโครงสร้างจึงไม่ใช่แค่ทำให้บริการเร็วขึ้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติให้เอื้อต่อผลลัพธ์สาธารณะอย่างไร เพื่อลดแรงเสียดทาน สร้างความรับผิดรับชอบร่วม และทำให้ระบบราชการทำงานเสริมฝ่ายการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่เพียงทำงานตามภารกิจของหน่วยงานแบบแยกส่วน
หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำของไทยได้ชัดเจนคือ “นโยบายกัญชาเสรี” นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในปี พ.ศ. 2562 ที่ถูกผลักดันโดยกระทรวงสาธารณสุข และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีในขณะนั้น นโยบายนี้สะท้อนสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำกล่าวคือ ฝ่ายการเมืองสามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงผ่านอำนาจกำกับเชิงบริหารและกฎหมายลำดับรองได้
แต่ทว่าในกระบวนการนำไปปฏิบัตินั้นข้าราชการประจำเป็นผู้ตีความกฎระเบียบ การออกประกาศรายละเอียด การกำกับดูล รวมถึงการรับแรงปะทะทางสังคมและการเมืองที่ตามมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ส่งผลให้สามารถปลูก จำหน่าย และใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2565 ผ่านประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในราชกิจจานุเบกษา การเปลี่ยนผ่านทางนโยบายในลักษณะนี้เป็นการตอบโจทย์ฐานเสียงและภาพลักษณ์นโยบายทันสมัย
แต่ในเชิงการบริหารกลับสร้างโจทย์หนักให้ฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะข้าราชการประจำไม่สามารถปรับตัวรับการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้ทันกับสถานะทางกฎหมายที่เปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างกำกับดูแล ระบบราชการจึงต้องเร่งออกกติกาย่อยและกลไกควบคุมภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น การกำกับเป็นสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนและผู้ประกอบการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ความท้าทายจากกรณีกัญชาเสรีคือช่องว่างเชิงสถาบันระหว่างนโยบายกับการบังคับใช้ เพราะกติกาหลักที่จะจัดระเบียบตลาด การโฆษณา การขาย การคุ้มครองผู้เยาว์ การกำกับผลิตภัณฑ์ และบทลงโทษที่ชัดเจนที่ดำเนินการโดยฝ่ายข้าราชการประจำยังไม่ลงตัว ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงว่าเสรีแค่ไหน โดยสื่อและนักวิชาการจำนวนมากชี้ว่าการปลดล็อกปี 2565 ทำให้เกิดความคลุมเครือด้านการกำกับดูแล ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงหลุดไปไกลกว่าเจตนาทางการแพทย์ ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำยิ่งเด่นชัดเมื่อพยายามปิดช่องว่างด้วยการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (เช่น ร่างกฎหมายกัญชา-กัญชง)
แต่กระบวนการนิติบัญญัติกลับสะท้อนการต่อรองอำนาจทางการเมืองในสภาและความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาลผสม จนร่างกฎหมายสะดุดหลายครั้ง มีทั้งกรณีที่สมาชิกสภาฯ ลงมติให้ถอนร่างในปี พ.ศ. 2565 และต่อมาเกิดรายงานว่าร่างกฎหมายสำคัญไม่ผ่าน ไม่ทันกระบวนการก่อนการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 เมื่อกฎหมายหลักไม่เกิด ฝ่ายประจำจึงต้องทำงานในพื้นที่ที่คลุมเครือใช้ประกาศ ระเบียบและแนวปฏิบัติที่มีอยู่ประคองสถานการณ์ ซึ่งยิ่งเปิดช่องให้เกิดความไม่สม่ำเสมอในการบังคับใช้และการตีความ
ภาพสะท้อนสำคัญของสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำในกรณีนี้คือ การเมืองสามารถใช้เครื่องมือเชิงบริหารผลักดันนโยบายได้เร็ว แต่ระบบราชการต้องรับภาระความเสี่ยงทางสังคมและผลกระทบเชิงกำกับดูแล และเมื่อการเมืองเปลี่ยนดุล นโยบายก็ถูกกลับทิศได้รวดเร็วเช่นกัน
ตัวอย่างคือหลังจากสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปในรัฐบาลชุดถัดมา รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าจำกัดการใช้กัญชาให้เป็นการแพทย์เท่านั้นมากขึ้น โดยมีข่าวการสั่งให้ขายได้เมื่อมีใบสั่งแพทย์ และการขยับเพื่อจัดให้กลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดอีกครั้ง การกลับทิศนี้ยังถูกอธิบายว่าเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองและการเปลี่ยนสมดุลในรัฐบาลผสมกล่าวคืออำนาจกำกับของฝ่ายการเมืองเปลี่ยนมือ แล้วกติกาก็เปลี่ยนตาม
กรณีกัญชาเสรีทำให้เห็นว่าในการดำเนินนโยบายหนึ่ง ๆ ต้องมองไปถึงการออกแบบความสัมพันธ์และความรับผิดรับชอบระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำด้วย เช่นเดียวกับการปฏิรูประบบราชการหรือปฏิรูปภาครัฐเพราะเมื่อกติกาหลักไม่ชัด การเมืองผันผวน และระบบราชการต้องทำงานด้วยกฎหมายลำดับรองเป็นหลัก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความไม่แน่นอนของนโยบาย ความเสี่ยงในการบังคับใช้และภาระที่ตกกับหน่วยงานปฏิบัติซึ่งต้องเผชิญหน้ากับความคาดหวังของประชาชนและแรงกดดันจากการเมืองพร้อมกัน
ในภาพรวมนโยบายปฏิรูประบบราชการที่พรรคการเมืองเสนอในสนามเลือกตั้งสะท้อนความเข้าใจร่วมกันว่า “รัฐไทยใหญ่ ล่าช้า กฎระเบียบซ้ำซ้อน” นโยบายการปฏิรูประบบราชการที่พรรคการเมืองเสนอจึงเป็นการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการ ลดขั้นตอน ปรับให้เป็นดิจิทัล เพิ่มความโปร่งใส เสนอบริการแบบแพลตฟอร์มเดียว และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐดังที่พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอเป็นนโยบายหาเสียง
อย่างไรก็ตามการปฏิรูประบบราชการหรือการปฏิรูปภาครัฐนั้นมิใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงสถาบันของการบริหารแบบรัฐรวมศูนย์และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ
ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ต้องการปฏิรูประบบราชการให้เกิดผลจริงประเด็นที่ควรถูกยกมาเป็นเรื่องหลักคือการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำให้ลดแรงเสียดทานและเพิ่มความรับผิดชอบร่วม เช่น การกำหนดกติกาการกำกับติดตามนโยบายที่ชัดเจนระหว่างรัฐมนตรีและปลัด/อธิบดี การออกแบบกลไกบูรณาการระหว่างกรมและกระทรวงที่มีอำนาจจริง และการพัฒนาระบบข้อมูลและความโปร่งใสที่ทำให้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำถูกตรวจสอบจากผลลัพธ์ไม่ใช่แค่กระบวนการเท่านั้น
การปฏิรูประบบราชการไทยจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครใช้เทคโนโลยีได้ทันสมัยและเร็วกว่า แต่คือการเมืองของการเปลี่ยนสถาบัน ถ้าไม่แตะความสัมพันธ์อำนาจระหว่างการเมืองกับราชการ ต่อให้รัฐใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน นโยบายก็ยังเสี่ยง ติดระบบและกลับทิศได้ง่ายเมื่อการเมืองเปลี่ยนมือ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




