ในโอกาสจังหวะเปลี่ยนผ่านนี้ Policy Watch ชวนย้อนดูการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66 เรื่อยมาถึงการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดการดำรงตำแหน่งนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ถึง 2 ครั้ง เปิดทางให้มีการเลือกรัฐบาลเฉพาะกิจจากพรรคภูมิใจไทย และการยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. 68 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26

หากแบ่งตามตัวนายกรัฐมนตรี ช่วงเวลามีนายกฯ ทั้งหมด 3 คน ซึ่งมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งที่แตกต่างกัน และเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แตกต่างกัน ได้แก่
- รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. 66 – 14 ส.ค. 67 (ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินพ้นตำแหน่งนายกฯ) และมีรักษาการนายกฯ ถึง 16 ส.ค. 67
- รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. 67 – 1 ก.ค. 68 (ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินหยุดปฏิบัติหน้าที่ และพ้นตำแหน่งนายกฯ นับตั้งแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่) และมีรักษาการนายกฯ ถึง 7 ก.ย. 68
- รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 68 – 12 ธ.ค. 68 (ยุบสภาฯ)
ตลอดระยะเวลากว่า 844 วัน (ประมาณเกือบ 2 ปี 4 เดือน) ของรัฐบาล 3 ชุด มีนโยบายที่ถูกผลักดันเกิดขึ้นมากมาย บางนโยบายเดินหน้า บางนโยบายสะดุดระหว่างทาง บางนโยบายยังไม่เกิดขึ้นจริง บางนโยบายยังเป็นที่ถกเถียงในสังคม โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้
กระตุ้นการใช้จ่าย
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มเงินเข้าระบบเพื่อเพิ่มการใช้จ่าย ถือเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมในหลายรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในรูปแบบ “ดิจิทัลวอลเล็ต” หรือรัฐบาลภูมิใจไทยในรูปแบบ “คนละครึ่งพลัส”
ความคืบหน้าครั้งสำคัญของนโยบายนี้ เริ่มต้นที่ รัฐบาลเศรษฐา เริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตผ่านแอปทางรัฐ (1 ส.ค. 67) ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเปลี่ยนรูปแบบและเงื่อนไขนโยบาย
แต่ก็ได้มีดำเนินการเติมเงินหมื่นจริง ในยุครัฐบาลแพทองธาร ในเฟส 1 ให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน (เริ่ม 25 ก.ย. 67) และเฟส 2 ให้กลุ่มผู้สูงอายุ 3 ล้านคน (เริ่ม 27 ม.ค. 68) ก่อนจะชะลอโครงการเฟส 3 อย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา
เมื่อเปลี่ยนเป็น รัฐบาลอนุทิน ก็ได้มีการนำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งในชื่อ คนละครึ่งพลัส เฟส 1 จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ (เริ่ม 29 ต.ค. 68) แต่ไม่ได้ดำเนินการในเฟส 2 เนื่องจากยุบสภาฯ ก่อน
- เนื้อหาเพิ่มเติม กระตุ้นการใช้จ่าย
การคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์
ความพยายามจากภาคประชาชนนับตั้งแต่การจัดตั้งเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิเสมอภาค ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เป็นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งในประเทศไทยมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ราว ๆ 6.1 ล้านคน
สภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ทั้ง 5 ฉบับ ได้แก่ ฉบับรัฐบาล (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม), ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ), สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, พรรคก้าวไกล (ชื่อเดิม) และพรรคเพื่อไทย ในวาระ 1 (28 ก.พ. 67) และผ่านวาระ 3 โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์จาก กมธ.ภาคประชาชน เนื่องจากไม่ปรากฏคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” และตีตก ม.27 พื้นที่คุ้มครองชาติพันธุ์ (5 ก.พ. 68) ก่อนจะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา
ต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ตามการแก้ไขของวุฒิสภา (6 ส.ค. 68) ตามมาด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ในราชกิจจาฯ (18 ก.ย. 68) และมีผลบังคับใช้ 19 ก.ย. 68
- เนื้อหาเพิ่มเติม การคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์, ชาติพันธุ์คือใคร ทำไมต้องคุ้มครอง ? – The Visual by Thai PBS

การปฏิรูปการศึกษา
ความพยายามในการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 ที่ใช้มานานเกือบ 30 ปี แต่หลายครั้งนโยบายปฏิรูปการศึกษานี้กลับต้องสะดุดลงด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การยุบสภาฯ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือแม้แต่การยุบสภาฯ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยเช่นกัน ร่างกฎหมายจึงถูกปัดตกไป และรอว่ารัฐบาลชุดใหม่จะหยิบขึ้นมาสานต่อหรือไม่ และจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาอย่างไร
รัฐบาลเศรษฐา เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ตั้งคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ (18 ต.ค. 66) ตามมาด้วย พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ ตอนนั้น ลงนามเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้า ครม. (31 พ.ค. 67)
ต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ครม. เห็นชอบทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ ปี 2568 – 2570 (ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาฯ) (13 พ.ค. 68)
และแม้ ครม.อนุทิน จะเห็นชอบหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งเป็นฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้สภาฯ พิจารณาต่อ (9 ธ.ค. 68) แต่ก็ไม่ทันยุบสภาฯ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียง 3 วัน
เนื้อหาเพิ่มเติม
- เนื้อหาเพิ่มเติม การปฏิรูปการศึกษา, พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ รอมานาน 26 ปี..ยังต้องรอต่อไป | Policy Watch, ปฏิรูปการศึกษาสะดุดการเมือง ร่างกฎหมายเสนอไม่ทันยุบสภา | Policy Watch
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญ และมีความพยายามในการหาทางรับมือแก้ไข ผ่านการสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ครม.แพทองธาร เห็นชอบแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ (Nationally Determined Contribution: NDC) ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 222.3 ล้านตัน ภายในปี 2573 และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608 (11 ธ.ค. 67)
และ ครม.อนุทิน เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2 ธ.ค. 68) ก่อนยุบสภาฯ เพียงไม่กี่สัปดาห์
- เนื้อหาเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขนส่งสาธารณะ
นโยบายลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่ โดยเน้นไปที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะค่าโดยสารรถไฟฟ้าซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนโยบาย “20 บาทตลอดสาย” ซึ่งได้เริ่มทดลองดำเนินการในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง
เริ่มจาก ครม.เศรษฐา เห็นชอบทดลองนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในสายสีม่วงและสีแดง (16 ต.ค. 66)
ใน ครม.แพทองธาร ก็มีการต่ออายุนโยบาย (29 พ.ย. 67) นอกจากนี้ยังมีการผลักดัน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ซึ่งในรัฐบาลนี้ได้ผ่านสภาฯ วาระ 3 เป็นที่เรียบร้อย ได้แก่ พ.ร.บ.ระบบขนส่งทางราง (20 ส.ค. 68), พ.ร.บ.ตั๋วร่วม (27 ส.ค. 68) และ พ.ร.บ.รฟม. (27 ส.ค. 68)
เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาล ครม.อนุทิน ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ในสายสีม่วงและสีแดงแทน (25 พ.ย. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม ขนส่งสาธารณะ
โครงการแลนบริดจ์ (Land Bridge)
เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้าง 2 ท่าเรือลึก ในจังหวัดชุมพรและระนอง ควบคู่กับเส้นทางขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวถูกคัดค้านจากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน และถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เริ่มต้นจากเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลเศรษฐาในตอนต้น ครม.รับทราบโครงการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ (16 ต.ค. 66) และได้เดินทางไปโรดโชว์ในหลายประเทศ เสนอข้อมูลและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามมาด้วย กมธ.แลนด์บริดจ์ มีมติเห็นชอบรายงาน เล็งเสนอสภาฯ ก่อนส่ง ครม. (12 ม.ค. 67) ในวันเดียวกับ 4 สส.พรรคก้าวไกล (เดิม) ลาออกจาก กมธ. ตามมาด้วยสภาฯ เห็นชอบผลการศึกษาของ กมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งผลการศึกษาให้ ครม. ต่อไป (15 ก.พ. 67)
ต่อมาในรัฐบาลแพทองธาร ตั้งคณะทำงานร่วมกับ “ดูไบ พอร์ต เวิลด์” (2 ก.ย. 67) สนข. สรุปผลการศึกษาว่า โครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการลงทุน (EIRR) คิดเป็น 17.38% เตรียมการประกวดราคาในปี 2569 (21 ส.ค. 68)
และแม้จะเกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลแต่ รัฐบาลอนุทิน ก็ยังประกาศเดินหน้าโครงการต่อ (12 ก.ย. 68) แม้มีการเรียกร้องให้ทบทวนและชะลอโครงการดังกล่าว
- เนื้อหาเพิ่มเติม โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge)

ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)
นโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย นำไปสู่การพัฒนาแรงงาน สร้างงาน สร้างรายได้ ขยายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการส่งออกสินค้าบริการและสร้างสรรค์ และผลักดันประเทศไทยให้เป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านซอฟต์พาวเวอร์
รัฐบาลเศรษฐา คำสั่งสำนักนายกฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ 29 คน (13 ก.ย. 66) และ คกก.ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ดังกล่าว เห็นชอบหลักการ-กรอบวงเงินกิจกรรมสำคัญ (9 ม.ค. 67)
รัฐบาลแพทองธาร เปิดตัว ThaiWORKS ซึ่งต่อยอดจาก OTOP หรือโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ภายในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 (7 ก.ค. 68) นอกจากนี้ ครม. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากล (พ.ศ. 2567 – 2570) (5 ส.ค. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)
ตายดี (ชีวาภิบาล)
นโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขต่อยอดเป็น “สถานชีวาภิบาล” เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ต้องการดูแลแบบพึ่งพา ผู้ป่วยระยุสุดท้าย ผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้ผู้ป่วย “ตายดี” หรือจากไปอย่างสงบ สบาย และสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เริ่มต้นดำเนินการในยุครัฐบาลเศรษฐา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศนโยบาย Quick Win 100 วันแรก จัดตั้งสถานชีวาภิบาล จังหวัดละ 1 แห่ง, ตั้ง Hospital at Home / Homeward จังหวัดละ 1 แห่ง และมีคลินิกผู้สูงอายุครบทุกโรงพยาบาล (20 ก.ย. 66)
ต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร สปสช. ได้ประกาศให้ผู้ป่วย 3 กลุ่ม เข้ารับการดูแลได้ที่สถานชีวาภิบาล 30 แห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (25 ก.พ. 68)
รัฐบาลอนุทิน ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ สปสช. เรื่องการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (1 ธ.ค. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม ตายดี (ชีวาภิบาล)
ทุจริตคอร์รัปชัน
ถือเป็นนโยบายของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ดัชนีการรับรู้ทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของประเทศไทยยังถดถอยต่อเนื่อง
รัฐบาลเศรษฐา ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (23 ก.ค. 67)
ส่งไม้ต่อมายังรัฐบาลแพทองธาร ที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (5 มี.ค. 68) และประกาศในราชกิจจาฯ โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ เพิ่มเติมกลไกและมาตรการคุ้มครองประชาชนที่เปิดโปงหรือแจ้งเบาะแสทุจริตเพื่อป้องกันฟ้องปิดปาก (5 มิ.ย. 68) บังคับใช้ 6 มิ.ย. 68
- เนื้อหาเพิ่มเติม ทุจริตคอร์รัปชัน
ประมง
นับเป็นอีกหนึ่งนโยบายเด่นของพรรคเพื่อไทย ในการฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมประมง ผ่านข้อเสนอการแก้กฎหมายในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกกฎหมายตามข้อตกลง IUU ผ่านการออก พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.ประมง
รัฐบาลเศรษฐา ครม. รับทราบรายงานความก้าวหน้าของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ (30 พ.ย. 66) และสภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.การประมง ทั้ง 8 ฉบับ ได้แก่ ฉบับรัฐบาล, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคก้าวไกล (เดิม), พรรคประชาชาติ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในวาระ 1 (22 ก.พ. 67)
รัฐบาลแพทองธาร สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.การประมง ในวาระ 3 ส่งต่อวุฒิสภาพิจารณา (25 ธ.ค. 67)
รัฐบาลอนุทิน สภาฯ เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.ประมง ที่วุฒิสภาเห็นชอบ (17 ก.ย. 68) และราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.ประมง (7 พ.ย. 68) บังคับใช้ 8 พ.ย. 68
- เนื้อหาเพิ่มเติม ประมง

มลพิษทางอากาศ
จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยซึ่งเกิดจากธรรมชาติและกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ส่งกระทบต่อสุขภาพของคนไทย นำมาสู่การแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ และหนึ่งในนโยบายที่ได้รับความสนใจมาก คือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ซ่งเป็นความหวังว่าจจะช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันที่ต้นตอได้
รัฐบาลเศรษฐา สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทั้ง 7 ฉบับ ได้แก่ ฉบับรัฐบาล (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม), พรรคพลังประชารัฐ, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย, พรรคก้าวไกล (ชื่อเดิม), พรรคประชาธิปัตย์ และภาคประชาชน (เครือข่ายอากาศสะอาด) ในวาระ 1 (17 ม.ค. 67) ถือเป็นฉันทามติจากหลายพรรรคการเมือง ซึ่งจะหลอมรวมทั้ง 7 ฉบับเป็นกฎหมายฉบับเดียว
ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร มีความคืบหน้าของกฎหมายอีกฉบับ หลังจาก สภาฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ พรรคก้าวไกล (เดิม) และภาคประชาชน (EnLaw, EARTH และ Greenpeace Thailand) ในวาระ 1 (5 ก.ย. 68)
รัฐบาลอนุทิน สภาฯ เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวาระ 3 ส่งต่อวุฒิสภาพิจารณา (21 ต.ค. 68) ปัจจุบันร่างกฎหมายค้างอยู่ในชั้น สว. เนื่องจากยุบสภาฯ ก่อน มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กมธ.สว. เตะถ่วงร่างดังกล่าว ทำให้ผ่านไม่ทันยุบสภาฯ ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ชงเรื่องให้รัฐสภานำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
- เนื้อหาเพิ่มเติม มลพิษทางอากาศ
ยาเสพติด
นโยบายแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งการปราบปรามผู้ผลิตและผู้ขาย การเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วยเพื่อบำบัดผู้เสพยาเสพติดอย่างทั่วถึง รวมถึงนโยบายควบคุมการใช้กัญชาซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเห็นไม่ตรงกัน
รัฐบาลเศรษฐา ราชกิจจาฯ ประกาศกฎกระทรวง กำหนดปริมาณยาเสพติดเป็นผู้เสพ ได้แก่ ยาบ้า 1 เม็ด (จากเดิม 5 เม็ด) และยาไอซ์ 100 มิลลิกรัม (จากเดิม 500 มิลลิกรัม) (17 มิ.ย. 67) และมีการกำหนด 25 จังหวัดนำร่องปราบปรามยาเสพติด เร่งด่วน 3 เดือน (1 มิ.ย. – 31 ส.ค. 67)
ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ครม. รับทราบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่มีภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ กำหนดพื้นที่เร่งด่วนในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน 14 จังหวัด รวม 51 อำเภอชายแดน ภายใต้ปฏิบัติการ Seal Stop Safe ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมใน 6 เดือน ตั้งแต่ ก.พ. – ก.ค. 68 ตามนโยบายเร่งด่วน (21 ม.ค. 68) และราชกิจจาฯ ได้มีประกาศ เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) คุมช่อ-ดอกกัญชาใช้เพื่อการแพทย์ (25 มิ.ย. 68) ซึ่งบังคับใช้ 26 มิ.ย. 68
- เนื้อหาเพิ่มเติม ยาเสพติด
ระบบหลักประกันสุขภาพ
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นอีกหนึ่งนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ต่อยอดจาก “30 บาทรักษาทุกโรค” สู่ “30 บาทรักษาทุกที่” ผ่านการใช้บัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งยังมีความท้าทายในเรื่องการบริหารจัดการและงบประมาณ ขนานไปกับการเพิ่มสิทธิให้ผู้ป่วย
รัฐบาลเศรษฐา กระทรวงสาธารสุขแถลงผลสำเร็จ Quick Win 100 วัน ยกระดับ 30 บาท ได้ตามเป้าครบทั้ง 10 ประเด็น (27 ธ.ค. 66) และราชกิจจาฯ ประกาศ 42 จังหวัดที่ดำเนินงานตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยประชาชนใบเดียว (17 มิ.ย. 67)
นโยบายดำเนินการต่อมาถึงรัฐบาลแพทองธาร นโยบายครอบคลุมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ครบ 77 จังหวัดด้วยบัตรประชาชนใบเดียว (1 ม.ค. 68) และมีการเพิ่มสิทธิบริการสุขภาพจิตครบวงจร (18 ส.ค. 68)
และในรัฐบาลอนุทิน คณระกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบหลักการรองรับนโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่ง และขยายการปลูกถ่ายไต (3 พ.ย. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม ระบบหลักประกันสุขภาพ
สถานบันเทิงครบวงจร (บ่อนเสรี)
สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) เป็นแนวคิดของรัฐบาลเพื่อไทย รวมกิจกรรมแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่และความบันเทิงในพื้นที่เดียวกันกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้ประเทศ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่บ่อนกาสิโน ที่กำหนดสัดส่วนให้ไม่เกิน 10% ของพื้นที่
รัฐบาลเศรษฐา ครม. รับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (9 เม.ย. 67) และ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลัง เร่งรัดพิจารณาแนวทางและความเหมาะสมเกี่ยวกับการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร และจัดทำร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง (4 มิ.ย. 67)
ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ที่ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ส่งสภาฯ พิจารณา (27 มี.ค. 68) ก่อนจะถอนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ออกจากการพิจารณาของสภาฯ (8 ก.ค. 68)
นโยบายดังกล่าวก็หยุดลง ไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลอนุทิน โดย นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ ระบุว่า “ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจการพนัน” (29 ก.ย. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม สถานบันเทิงครบวงจร (บ่อนเสรี)
สมรสเท่าเทียม
นโยบายเพื่อให้กลุ่มเพศหลากหลายมีสิทธิและสวัสดิการคู่สมรสเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ (ชาย-หญิง) โดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม กฎหมายดังกล่าวมีความพยายามผลักดันจากภาคปรระชาชนมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้ต้องชะงักลง ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลมองว่าสังคมยังไม่พร้อม, การรัฐประหาร และการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ให้สิทธิไม่เท่าคู่สมรสชาย-หญิง ท้ายที่สุดกฎหมายสมรสเท่าเทียมก็ได้ประกาศใช้ในประเทศไทย
รัฐบาลเศรษฐา สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับรัฐบาล, พรรคก้าวไกล (ชื่อเดิม), พรรคประชาธิปัตย์ และภาคประชาชน ในวาระ 1 (21 ธ.ค. 66) และเห็นชอบวาระ 3 (27 มี.ค. 67) และมีการประกาศในราชกิจจาฯ (24 ก.ย. 66) มีผลบังคับใช้ 23 ม.ค. 68
นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ราชกิจจาฯ ประกาศชุดสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดย บอร์ด สปสช. (28 ต.ค. 68) ในสมัยรัฐบาลอนุทิน
- เนื้อหาเพิ่มเติม สมรสเท่าเทียม
สันติภาพชายแดนใต้
ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ เช่น การปล้นปืนค่ายปิเหล็ง, เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ หรือเหตุการณ์ตากใบ นำมาสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมามีความพยายามในการหารือ รวมถึงเสนอวิธีการสันติวิธี เพื่อสร้าง “สันติภาพชายแดนใต้” ให้เกิดขึ้นจริง
รัฐบาลเศรษฐา เริ่มต้นจาก สภาฯ เห็นชอบแต่งตั้ง กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ (11 ต.ค. 66) กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ เสนอ 7 ข้อเสนอด่วนถึงรัฐบาล ลดเงื่อนไขขัดแย้งชายแดนใต้ (6 ก.พ. 67) เกิดความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุขระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย และ BRN เห็นชอบใน 3 หลักการ คือ การลดความรุนแรง การปรึกษาหารือกับประชาชน และการแสวงหาทางออกทางการเมือง (7 ก.พ. 67)
ถัดมาในรัฐบาลแพทองธาร เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ตากใบ ส่งผลให้คดีหมดอายุความ (25 ต.ค. 67) และ นายกฯ ไทย – มาเลเซีย หารือทวิภาคี เห็นพ้องต่อการยุติการใช้การกระทำที่รุนแรง (17 เม.ย. 68)
ในสมัยรัฐบาลอนุทิน กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ เสนอรายงาน (21 ก.ย. 68) แต่รายงานยังไม่ได้เข้าสภาฯ เนื่องจากยุบสภาฯ ก่อน และที่ประชุม กอ.รมน. มีมติเห็นชอบแผนในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ (20 ต.ค. 68)
- เนื้อหาเพิ่มเติม สันติภาพชายแดนใต้
Policy Watch ติดตามนโยบายกว่า 55 นโยบาย โดยสามารถอ่านข้อมูลสรุปความคืบหน้าสำคัญของทั้ง 55 นโยบายได้ที่ [Public – Active Data Lab] ความคืบหน้านโยบาย 3 รัฐบาล (เศรษฐา, แพทองธาร และอนุทิน)




