คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีรากฐาน หรือ จุดกำเนิดมาจากสังคมไทยต้องการปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง และต้องการสร้างความมั่นคงให้กับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยเกิดหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ “ธงเขียว” (พ.ศ. 2540) ซึ่งการจัดตั้งกกต.เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง โดยมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้ “สุจริตและเที่ยงธรรม”
ดังนั้น กกต.มีจุดกำเนิดมาจากบริบทการเมืองที่มีปัญหา “สุจริตและยุติธรรม” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการเมืองที่ไม่สุจริตนัก ทั้งเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หรือ การใช้อิทธิพลจากตำแหน่งอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมการเมืองไทย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเป็นกลาง ซึ่งทำให้ต้องมีกกต. ในฐานะหน่วยงาน”องค์กรอิสระ” เข้ามาทำหน้าที่แทน
กกต.ชุดแรก ที่มีการจัดตั้งขึ้นมา เมื่อปี 2540 เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งกกต.ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง โดยมีการกำหนดให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จในการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา 200 คน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน
การทำงานของกกต.ชุดแรก ได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชนสูงมาก จนได้ชื่อว่า “ชุดปราบโกง” และมีอำนาจเต็มในการวินิจฉัย “ใบเหลือง-ใบแดง” ได้ด้วยตัวเองก่อนรับรองผล โดยไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาล ซึ่งกกต.ชุดนี้จัดเลือกตั้งครั้งแรก คือ เลือกสว. จำนวน 200 คน ปรากฏว่ามีการแจก “ใบเหลือง” ค่อนข้างมาก และให้มีการเลือกตั้งใหม่เกือบครึ่ง และบางจังหวัดจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หลายครั้ง จนเกิด “ความเชื่อใจ” กกต. และมีคนใช้คำว่า “องค์กรอิสระคือความหวังใหม่ของประชาธิปไตยไทย”
ดังนั้น กกต.ไม่เพียงแต่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้ “สุจริตและยุติธรรม”เท่านั้น แต่ยังเป็น “ความหวังใหม่ของประชาธิปไตยไทย”อีกด้วย ซึ่งทำให้กกต.ถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษเมื่อมีการเลือกตั้งกรรมการใหม่ หรือ ช่วงจัดเลือกตั้ง และในอดีตที่ผ่านมา มักจะมี “ข่าวลือ”ว่า กกต.บางคนบางชุด มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง โดยมากจะเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง” รวมถึงในระหว่างเลือกตั้ง และการประกาศรับรองผล
ความไม่เชื่อใจกกต.ในอดีต ทำให้กกต.ถูกลากไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอดีตอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ในสมัยทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการจัดเลือกตั้งท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองและการชุมนุมทางการเมืองขับไล่รัฐบาล ซึ่งต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะจัดเลือกตั้ง “ไม่เป็นความลับในการลงคะแนน” และเร่งจัดเลือกตั้งเร็ว โดยศาลเห็นว่าเอื้อประโยชน์ต่อ “พรรคการเมืองใหญ่” แต่ต่อมาเกิดรัฐประการ เมื่อ 19 ก.ย. 49
ต่อมาการเลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ. 57 ในสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดการชุมนุมไล่รัฐบาลในหลายพื้นที่ และมีการขัดขวางการเลือกตั้งในหลายเขต ทำให้การลงคะแนนเสียงเมื่อ 2 ก.พ. ไม่สามารถจัดได้ “พร้อมกันทั่วประเทศ” โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดต่อหลักการที่ต้องจัดเลือกตั้งพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ยังไม่ทันจัดเลือกตั้งใหม่ ก็เกิดรัฐประหารในเดือน พ.ค. 57 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากกต.ไม่ได้เกี่ยวพันเพียงแค่การจัดเลือกตั้งเท่านั้น
ความสับสนและวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งในอดีต ล้วนแต่เกิดจาก “ความเชื่อใจ”ที่มีต่อกกต. ซึ่งหากประชาชนให้ความไว้เนื้อเชื่อใจว่ากกต.จะทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตและยุติธรรม สามารถดำเนินการจัดเลือกตั้งอย่างโปร่งใส การจัดเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะผ่านไปด้วยดี หรือ มีปัญหาก็อยู่ในวิสัยจะจัดการและชี้แจงต่อสังคมให้เข้าใจได้ ในทางตรงกันข้าม หากสังคมไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ความสับสนวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น เหมือนที่สังคมไทยเคยประสบมาแล้วและนำไปสู่รัฐประหารถึง 2 ครั้ง
การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็เกิดสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กัน มีการประท้วงและไม่เชื่อถือผลการเลือกตั้ง จากนั้นมีคนสงสัยการจัดการเลือกของกกต. โดยเฉพาะเรื่องคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งต่อมามีการฟ้องร้องกันมากมายและนำไปสู่การยื่นให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินในหลายศาลจากคนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตัดสินจะออกมาอย่างไร แต่ต้องตั้งคำถามว่าเกิดสถานการณ์นี้ได้อย่างไร
หากพิจารณาสถานการณ์ในอดีต และกกต.ก็มีส่วนสำคัญนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งเป็น “การกระทำทางการเมือง” ขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ดังนั้น กกต.จะต้องสร้างให้เกิด “ความเชื่อใจ” เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้ แต่หากกกต.ทำให้คนรู้สึกตรงกันข้าม แทนที่กกต.จะเป็น “ความหวังใหม่ของประชาธิปไตยไทย” กกต.ก็จะกลายเป็น “อุปสรรคของประชาธิปไตยไทย”
เนื้อหาที่เกี่วข้อง:




