ทั้งการเปิดเผยข้อมูลก็ยังลักปิดลักเปิด (selective transparency) เปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วนรอบด้าน ข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ยังกระจัดกระจาย ไม่สะดวกในการเข้าถึง ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และการตรวจสอบการทำงานรัฐสภา
เช่น ข้อมูลการลงคะแนนของสมาชิกสภาฯ ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนแบบแยกรายบุคคลได้ มีการเปิดเผยข้อมูลลงมติของ สส. แต่ยังไม่เปิดเผยของ สว. และในเว็บไซต์รัฐสภายังไม่เปิดเผยบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ในการเข้าถึงข้อมูลประชุม กมธ. ประชาชนยังต้องไปทำเรื่องร้องขอด้วยตนเอง ซึ่งใช้เวลานาน ล่าช้า ไม่ทันต่อการตรวจสอบการทำงาน บางกรณีใช้เวลามากกว่า 10 เดือน และข้อมูลที่ได้รับมาในรูปแบบ แผ่นซีดี ที่นำไปใช้งานได้ยาก
ดังนั้นเนื่องในวัน Open Data Day (วันข้อมูลเปิด) ซึ่งเป็นกิจกรรมสากลที่จัดขึ้นทุกปีในเดือนมีนาคม มีจุดประสงค์สนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ที่ใช้งานได้จริง (Machine-readable) ส่งเสริมความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้ โดยไม่มีข้อจำกัด Policy Watch ชวน วิถี ภูษิตาศัย Technical Lead และ Co-founder ของ WeVis มาพูดคุยถึงความสำคัญของข้อมูลเปิด เพื่อสร้างรัฐสภาแบบเปิด
Policy Watch: ชุดข้อมูลเปิดมีความสำคัญอย่างไร ภาคประชาชนสามารถนำไปใช้ในการจับตาการเมืองอย่างไรได้บ้าง
วิถี: WeVis เป็นองค์กรเทคโนโลยีภาคประชาชน (Civic tech) ที่มีภารกิจที่เกี่ยวกับการเปิดเผยชุดข้อมูลภาครัฐ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เราเชื่อว่าข้อมูลเปิดและเทคโนโลยี สามารถเสริมพลังให้ประชาชนส่วนร่วมในการเมือง การเลือกตั้ง และประชาธิปไตยได้ กระตุ้นให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจได้อย่างรอบรู้เพื่อทำให้ประชาธิปไตยเปิดกว้างและโปร่งใสยิ่งขึ้น
เราจัดงาน Open Data Day กันมาหลายปีแล้ว ในปีนี้เรามีความตั้งใจว่าเราอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง แล้วก็สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ แล้วก็เราอยากทำมากขึ้นก็คือ การนำผลงานที่ Wevis ทำมาตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาคือตัวข้อมูล สามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือต่อยอดอะไรได้บ้าง
ด้วยเพราะบริบทของประเทศไทย ภาครัฐไทยก็เปิดเผยชุดข้อมูลในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันยังอยู่ในรูปแบบที่เอาไปจริงก็ใช้ยาก กระจัดกระจาย ข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่พร้อมที่จะนำมาใช้
จริง ๆ ในตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ทีมเราก็พัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาระบบอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วก็รวบรวมสะสมข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐสภามาตลอด ทำหน้าที่ไปจนถึงปลายน้ำเลย คือเอา Data มา Output ไปสร้างผลงาน เอ่อ ไปสร้างเรื่อง ไปสร้างประเด็น ไปสร้างเว็บไซต์ ไปสร้างแพลตฟอร์ม
แล้วพอถึงวัน Open Data Day ช่วงเดียวกับที่เริ่มเปิดสภา เราเลยตัดสินใจว่า มันคงจะดีถ้าเราเอาข้อมูลนี้มาเปิดให้คนอื่นมาลองช่วยเราคิดบ้างว่าจะเอาไปทำอะไร เราลองมอบข้อมูลที่มันพร้อมมากขึ้นให้กับคนอื่นที่สนใจ เขาจะเอาไปทำอะไรกันบ้าง ก็เลยเป็นที่มาของโครงการ Parliament Datathon ออกแบบกลไกเครื่องมือตรวจสอบจับตารัฐสภาและ ผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชน
“เราอยากให้ทุกคนเห็นถึงศักยภาพของ Open Data ว่า ถ้าเรามี Open Data ก้อนหนึ่งแล้ว เราจะสามารถเอาไปต่อยอดพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง แล้วก็เราเชื่อว่า สิ่งที่เราทำจะแสดงให้หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความต้องรับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ เห็นแล้วอาจจะเห็นความสำคัญของมันมากขึ้น”
อีกอย่างเราเชื่อว่า เลือกตั้งจบแต่ภารกิจของประชาชนมันยังไม่จบ มันยังมีอีกหลายอย่างที่ประชาชนสามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย เช่น เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ คอยจับตาการทำงานของนักการเมือง ผู้แทนของเราหรือรัฐสภา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมแบบประชาธิปไตย
ที่สำคัญ เราอยากให้คนมี Data Literacy มากขึ้น เพราะว่าเราก็อยู่ในโลกยุคอินเทอร์เน็ต ยุคดิจิทัล เราเจอข้อมูลเยอะแยะมากมาย การมีทักษะในการวิเคราะห์ ตีความ เข้าใจข้อมูล หรือใช้ในเชิงการป้องกันตัวเองสามารถวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
Policy Watch: อะไรคือ Data Literacy
วิถี: Data Literacy ถ้าให้นิยามง่าย ๆ คือ ความสามารถในการอยู่ร่วมกับ Data อยู่ร่วมในโลกที่มี Data จำนวนมาก รู้เท่าทันและเข้าใจว่าจะใช้มันอย่างไร ปัจจุบัน Conversation เกี่ยวกับการเมืองส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ มันจะมี Argument ทั้งคนที่เห็นด้วยกับเรื่องนั้น คนที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ คนที่หยิบข้อมูลชุดหนึ่งมาอธิบายอะไรบางอย่าง
ผมรู้สึกว่าการที่เรามี Data Literacy เนี่ยมันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในการทำความเข้าใจข้อมูลว่า สมเหตุสมผลไหม ใช้ข้อมูลนี้เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปนี้สมเหตุสมผลไหม เราเชื่อมันได้ไหม พอจะเป็นข้อเท็จจริงไหม หรือมีอะไรที่เราต้องตรวจสอบ
มันเป็นทักษะในการทำความเข้าใจว่าข้อมูลข่าวสารไหนที่อยู่รอบตัวเรา ที่มันเชื่อถือได้ หรือที่มันมีความสำคัญ หรือว่าอันไหนที่เราคิดว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ต่อเรา เรียกว่าเป็นการเลือกรับ ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองในมุมนั้น ๆ
Policy Watch: เมื่อพูดถึง Data Literacy มันมีสำนวนที่ว่าตัวเลขไม่โกหก ถือว่าจริงไหม
วิถี: ไม่จริงครับ ไม่จริงเลย คืออย่างมันต้องมีอคติ มี Bias มันต้องมี Agenda หรือวาระบางอย่างในการนำเสนอ Data อยู่แล้ว
คือจริง ๆ ผมว่าต้องเข้าใจกันก่อนว่า มันเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะมี Agenda ก่อน ในใจเราอย่างน้อยที่สุด เรามีจุดยืนแบบไหน เรามีทัศนคติความคิดเห็นกับเรื่องต่าง ๆ แล้วก็มันค่อนข้างจะแน่นอนว่า เราก็จะพยายามทำข้อมูลให้ออกมาหน้าตาดูเป็นแบบนั้น ซึ่งในมุมผมมันเป็นเรื่องปกติครึ่งหนึ่ง
ที่เป็นเรื่องปกติครึ่งหนึ่ง หมายถึงว่า แน่นอนอยู่แล้วว่า ไม่มีใครที่เป็นกลางขนาดที่จะบอกว่าเราไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย มันเกิดขึ้นได้ แล้วมันก็เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยด้วย แต่ความสำคัญมันอยู่ที่เราเอาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดเห็นหรือทัศนคติ หรือว่าประเด็นที่เราอยากนำเสนอ มันสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน
ผมไม่ได้รู้สึกว่าเราทำไม่ได้ แต่ว่าเราทำด้วยวิธีการไหน ใช้ระเบียบวิธีการหาข้อมูลแบบใด ใช้ตรรกะอะไร ใช้ข้อมูลแบบไหน ตรงนั้นคือสิ่งที่เราต้องมาวิเคราะห์กัน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของ WeVis
Policy Watch: อุปสรรคปัญหาสำคัญสำหรับการนำ Data มาใช้มีอะไรบ้าง
วิถี: ในบริบทประเทศไทย หลัก ๆ เลยก็คือหนึ่ง มันไม่อยู่ในรูปแบบที่ออกแบบให้เอาไปวิเคราะห์ต่อได้ เพราะมันไม่ใช่รูปแบบ Machine-readable ยกตัวอย่างเช่น การลงมติในสภาฯ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในชุดข้อมูลที่เราทำ และเป็นหนึ่งในชุดที่ยากที่สุด เพราะเราเองก็อยากรู้ว่า ใครยกมือโหวตอะไรในแต่ละมติ ปัญหาคือมันอยู่ในรูปแบบ PDF ครับ
เราคิดว่ากรอบคิดของภาครัฐคือ การประกาศออกมาเป็นในรูปแบบเอกสารเพื่อให้คนได้รู้ แต่พอมันอยู่ในรูปแบบ PDF แล้วมันดึงออกมาวิเคราะห์ยาก เพราะมันออกแบบให้คนอ่าน แต่เราไม่สามารถรวมเลขได้ตรง ๆ เราไม่สามารถนับได้ตรง ๆ เพราะฉะนั้นกระบวนการหนึ่งที่เราใช้เวลากับมันมากก็คือ เราจะแปลงสิ่งเหล่านี้ให้มันอยู่ในรูปแบบที่เป็น Machine-readable ได้อย่างไร
เช่นแปลง PDF ให้มันเป็นเหมือนตารางใน Spreadsheet ได้อย่างไร เพื่อที่เราจะใส่สูตร เพื่อที่เราจะนับ เพื่อที่เราจะเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ อันนี้เป็นข้อที่หนึ่ง
ข้อที่สอง คือความกระจัดกระจายของข้อมูล คือแม้จะเป็นเรื่องที่เราเรารู้สึกว่ามันใกล้เคียงกันมาก แต่ถ้าเกิดมันถูกจัดการเปิดเผยโดยหน่วยงานคนละหน่วยกัน มันก็จะอยู่คนละเว็บไซต์กันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเราก็ใช้เวลาตรงนี้เยอะเหมือนกัน เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าข้อมูลที่เราอยากได้ว่ามันอยู่ที่ไหน
พออยู่คนละที่กัน ปัญหาต่อมา ยากที่เราจะเชื่อมถึงกันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น กระบวนการผ่านร่างกฎหมายและการลงมติ ซึ่งในมุมสภาคือร่างกฎหมายคือสิ่งที่เราต้องผลักดัน แล้วร่างกฎหมายหนึ่งอาจจะผ่านการลงมติหลาย ๆ รอบ ปัญหาคือ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการเปิดเผยกฎหมายคือหน่วยงานหนึ่ง และหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลลงมติคืออีกหน่วยงานหนึ่ง อยู่คนละที่กันและไม่ได้อธิบายชี้แจงตรง ๆ ด้วยว่า มันเชื่อมกันว่าการลงมตินี้อยู่เป็นของร่างกฎหมายใด เรื่องนี้น่าจะนำไปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ได้บ้าง
Policy Watch: ทำอย่างไรให้ข้อมูลหรือ Data เป็นสิ่งที่มันใกล้ตัวเรามากขึ้น
วิถี: นี่ก็เป็นงานที่ WeVis เราทำมาตลอด ส่วนใหญ่เราเองก็ไม่ได้นำเสนอตัวเลขออกมาเพียว ๆ เพราะจะทำให้ดู เชื่อมโยงกันยาก บางครั้งทาง WeVis ก็ยังรู้สึกเข้าใจยาก ดังนั้นเราจึงมีโมเดลที่ใช้ในการอธิบายสื่อสารที่ครอบอยู่บนตัวเลขอีกที ซึ่งสิ่งที่ทีมเราถนัดเป็นพิเศษคือการทำ Visualization เช่น เราแปลงตัวเลขเป็นกราฟิกหรือแผนภูมิ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน
บางประเด็น เราแปลงเป็นเรื่องราว เช่น เอาไปทำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แล้วก็นำเสนอตัวเลขให้อยู่ในรูปแบบที่เราสามารถเข้าใจมันได้มากยิ่งขึ้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการสื่อสาร
Policy Watch: ทำไมถึงเลือกจับตารัฐสภาเป็นพิเศษ
วิถี: จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่จับตาตรวจสอบองค์กรอิสระ เราก็ทำองค์กรอิสระอยู่อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เราทำเยอะมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง แต่สาเหตุที่เราเลือกทำรัฐสภาก่อน
หนึ่งคือในแง่ความสำคัญ รัฐสภาคือนิติบัญญัติ ที่ร่างกฎหมายสำคัญระดับประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าในมุมมองเรื่องของการปกครอง รัฐสภามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบาย ต่อกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด
ข้อที่สอง การเปิดข้อมูล ที่รัฐสภามีความเป็นไปได้มากกว่า รัฐสภาดูมีศักยภาพมากที่สุดแล้ว ถ้าไปเทียบกับการไปทำที่หน่วยงานอื่น ๆ คืออย่างน้อยที่สุด รัฐสภาเป็นหน่วยงานที่มีวิสัยทัศน์ที่จะเปิดเผยข้อมูล มีนโยบายเรื่องการเปิดเผยข้อมูล
หลายครั้งเราก็เข้าไปทำงานกับสภาฯ ทีม WeVis มีตัวแทนที่เข้าไปผลักดันเรื่องชุดข้อมูลเปิดในที่ประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) บ้าง ส่งตัวแทนเข้าไปเป็นที่ปรึกษา กมธ. บ้าง แล้วเราก็เริ่มเห็นผลเหมือนกันว่าบางอย่างที่เราเสนอเข้าไป แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะเราเห็นศักยภาพตรงนี้ เราก็เลยเริ่มต้นที่สภาก่อนครับ
เพียงแต่ว่าข้อมูลที่รัฐสภาเปิดเผยยังมีข้อจำกัด เช่น ใช้งานยาก เผยแพร่ในในรูปแบบที่ไม่สะดวกต่อการอ่านและวิเคราะห์ ข้อมูล กระจัดกระจาย
สำหรับหน่วยงานองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่จริง ๆ ก็มีอีกเยอะมากที่เราสนใจอยากทำ แต่เข้าถึงข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก
Policy Watch: แล้วเวลาเราหยิบข้อมูล Data มาเผยแพร่ มาตรวจสอบจับตากับนักการเมืองหรือสถาบันภาครัฐ มีเส้นแบ่งอย่างไรระหว่างคำว่า “เปิดเผยข้อมูล” กับคำว่า “ล่าแม่มด”
วิถี: พวกเราทุกคนในทีมมีเส้นแบ่งที่เห็นตรงกันว่า อะไรที่เราจะทำหรืออะไรไม่ใช่สิ่งที่เราทำ เส้นของเราก็คือ เราเป็นผู้นำเสนอมากกว่าผู้จัด คือแน่นอนว่าไม่ใช่เราไม่มีจุดยืน แต่ว่าสิ่งที่เราทำคือการนำเสนอข้อมูลออกไปให้ตรงไปตรงมาที่สุด
เราจะไม่เขียนชัดเจนหรือระบุขนาดนั้นว่าใครเป็นคนผิดหรือไม่ผิด เราก็เป็นคนตรวจสอบซ้ำหรือตรวจสอบเพื่อยันความถูกต้องของข้อมูล โดยเทียบเคียงจากแหล่งที่มาอื่น ๆ วิธีการอื่น ๆ หรือตรวจสอบซ้ำจากแหล่งเดิม เพื่อยืนยันว่าข้อมูลนั้นถูกต้องและสอดคล้องกัน ไม่ใช่เชื่อข้อมูลจากแหล่งเดียว
โดยดูว่าถ้าหน่วยงานไหนมีหน้าที่แบบไหน เราก็แค่ตรวจสอบว่า เขาทำตามขอบเขตหน้าที่ของหน่วยงาน ความรับผิดชอบของเขาตรงกันไหม แต่เราจะไม่โจมตีบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลสาธารณะ
เรามีจุดมุ่งหมายเพียงนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงออกไปในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ได้มองว่าเป็นกรรมการตัดสินหรือพิพากษา เรามีจุดประสงค์ให้คนที่ได้รับข้อมูลเหล่านั้นเอาไปเป็นรากฐานของการสร้างบทสนทนาและความรู้กันต่อ ภารกิจของเราจบที่ตรงนั้น
เราเพียงเตรียมวัตถุดิบให้คนในสังคมนำไปถกเถียงกันต่อ ที่อย่างน้อยที่สุด ถกเถียงกันบนข้อมูลและข้อเท็จจริงมากขึ้น
Policy Watch: ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยทำ Open Data ให้มันง่ายขึ้น ยังไงบ้าง
วิถี: จริง ๆ ตอนนี้เราก็เริ่มใช้แล้วนะครับ อย่างงานถอดความหรือการดึงข้อมูลจาก PDF ที่ผมบอกว่าเป็นปัญหาหลัก AI สามารถช่วยได้เยอะมาก คือเมื่อก่อนเราอาจจะต้องใช้แรงงานคนมานั่งพิมพ์นั่งตรวจ แต่เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องมือที่ช่วยสกัดข้อมูลออกมาได้แม่นยำขึ้นมาก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ AI จะช่วยในการวิเคราะห์ เพราะคนทั่วไปอาจจะสับสนเวลาเห็นตัวเลขเยอะ ๆ ในอนาคตเราอาจจะมี AI ที่เป็นเหมือนคู่หูให้ประชาชนสามารถคัดกรองหรือถามคำถามเป็นภาษาพูดปกติได้เลย เช่น “ร่างกฎหมายนี้ใครโหวตสวนมติพรรคบ้าง” แล้ว AI ก็ไปดึง Data มาตอบให้ทันที โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องไปนั่งไล่อ่านตารางเอง
ผมมองว่า AI จะมาช่วยทลายกำแพงเรื่อง Data Literacy ที่เราคุยกันไปครับ คือมันจะช่วยแปลงผลจากข้อมูลดิบที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ทุกคน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของ WeVis
Policy Watch: มีองค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรต่างประเทศที่ทำประเด็นเรื่องชุดข้อมูลเปิด เขาทำงานกันอย่างไรบ้าง
วิถี: องค์กร ภาคประชาสังคมที่ทำงานแบบเดียวกับเราก็มีอยู่ในหลายที่ทั่วโลก เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้มา มีทั้งพันธมิตรเครือข่าย ช่วงแรก ๆ ที่เราเรียนรู้มา เช่น ที่สหราชอาณาจักร ซึ่งก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ สหรัฐอเมริกาก็มีอีกหลายองค์กรที่ทำแบบเดียวกัน คล้าย ๆ กับเรา
ในช่วง 2-3 ปีหลังเราพยายามหาพันธมิตรในเอเชีย ที่เป็นกลุ่ม Civic Tech หรือกลุ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านโทคโนโลยี แล้วมีความต้องการผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องข้อมูลเปิดของภาครัฐ แล้วร่วมมือกันผลักดันวาระการทำงานร่วมกัน
ตอนนี้เรามีกลุ่มที่เป็น Asian Parliament Monitoring ครับ เป็นเครือข่ายของคนที่สนใจการเฝ้าระวังหรือจับตาการทำงานของรัฐสภา มีหลายประเทศอยู่ ผมจำทั้งหมดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็มีเรา มีไต้หวัน มีญี่ปุ่น แล้วก็มีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Asian Parliament Monitoring มีโครงการร่วมกันที่ชื่อ Parliament Watch ที่ทำเรื่องจับตารัฐสภาเลย มาช่วยกันคิดเรื่องการประเมินการทำงานของรัฐสภา พวกเราก็มาประชุมกันว่าจะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเพื่อให้คะแนนรัฐสภา มันควรจะมีคำถามอะไรบ้าง ตอนนี้พวกเราก็พยายามสร้างสิ่งนี้ด้วยกันครับ ยังอยู่ในกระบวนการอยู่ ยังไม่แล้วเสร็จ
แล้วก็มีอีกวงหนึ่ง คือวง Southeast Asian Anti-Corruption Network ตอนนี้สมาชิกมีไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นตัวหลักเป็นวงที่สนใจเรื่องการเอาข้อมูลเปิดไปตั้งคำถามเกี่ยวกับการป้องกันคอร์รัปชัน เช่นถ้ามีข้อมูลอะไรบ้างพอจะตรวจจับความสุ่มเสี่ยงทุจริต หรือเราจะเฝ้าระวังมันอย่างไรดี ซึ่งเครือข่ายนี้จะแลกเปลี่ยนความรู้กัน แล้วพยายามพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ
ในช่วงแรกเราอาจจะได้แรงบันดาลใจจากเขา แต่เรารู้สึกว่าในช่วงหลัง ๆ มานี้ เราก้าวเข้าสู่การเป็นพันธมิตร เป็นเครือข่าย ที่จะทำงานร่วมกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เริ่มจากข้อมูลเปิดภาครัฐ
- 25 ชุดข้อมูลสำคัญ ขจัดคอร์รัปชันภาครัฐ
- สร้าง “รัฐสภาเปิด” เพิ่มอำนาจตรวจสอบของประชาชน




