โดยขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างพิจารณาปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ที่เข้าข่ายการออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ทางด้านเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมยังเปิดเผยว่า การจัดการเลือกตั้ง-ประชามติ 69 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การจัดการเหน่วยเลือกตั้ง ตัวเลขคะแนนผลการเลือกตั้งที่เพิ่ม-ลดได้ จำนวนบัตรเลือกเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เท่ากัน ระบบรายงานผลคะแนนล่ม การดีลโยกย้ายข้าราชการ ไปจนถึงฟ้องปิดปาก ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมและโปร่งใส
มูลนิธิวีวอทช์ ร่วมกับ ไอลอว์ (iLaw) เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โคแฟค (CoFact Thailand) และ มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) ได้สรุปข้อค้นพบจากการจับตาการเลือกตั้ง-ประชามติ 69 ในงาน “ข้อค้นพบหลังการเลือกตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม” เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 69 เพื่อทวงถามความรับผิดรับชอบของ กกต.

ข้อค้นพบขององค์กรภาคประชาสังคม ไม่ได้ชี้ให้เห็นเพียงแค่ความผิดพลาดรายหน่วยเลือกตั้ง การทำงานของ กกต. แต่ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่มีความจงใจใช้อำนาจรัฐและเทคโนโลยีมาบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน ดังนี้
ระบบ ECT Report การใช้เทคโนโลยีบิดเบือนผลเลือกตั้ง ?
หัวใจสำคัญที่เป็นข้อกังขาที่สุดคือระบบการรายงานผลคะแนนแบบ Real-time (ECT Report 69) ซึ่ง ไอลอว์ (iLaw) ได้ชี้ให้เห็นว่า การรายงานผลการนับคะแนนตลอด 24 ชั่วโมงหลังปิดหีบนั้น “ไม่มีความเป็นธรรมชาติ” แม้แต่น้อย กราฟแสดงผลคะแนนไม่ได้พุ่งขึ้นตามสัดส่วนการนับจริง ซ้ำยังเกิดเหตุการณ์ระบบล่มจนเป็นสูญญากาศใหญ่ถึง 2 ครั้ง รวมเวลากว่า 160 นาที ที่ระบบหยุดชะงักไปเฉย ๆ ขณะที่ประชาชนทั้งประเทศกำลังเฝ้ารอ
และสิ่งที่ตามมาหลังระบบฟื้น ได้ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชน เพราะมีคะแนนก้อนมหึมากว่า 17 ล้านเสียงเข้ามาในระบบเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้ผู้สมัครใน 24 เขตเลือกตั้งที่เคยมีคะแนนตามหลัง กลับ “พลิกโผ” มาเป็นผู้ชนะในชั่วข้ามคืน
ข้อมูลทางสถิติยังชี้ชัดว่า สัดส่วนคะแนนของบางพรรคการเมืองพุ่งสูงเกินจริงในช่วงแรก ขณะที่ฐานเสียงหลักในกรุงเทพฯ และเขตเมืองกลับถูกรายงานล่าช้าอย่างผิดปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์ “บัตรเขย่ง” ที่มีส่วนต่างระหว่างบัตรเลือกตั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อเกือบล้านใบ และการปรับลดคะแนนผู้สมัครกลางดึกกว่า 2,157 กรณี
กัลยกร สุนทรพฤกษ์ และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ กล่าวว่า ข้อค้นพบเหล่านี้เป็นหลักฐานชั้นดีที่ กกต. ยังไม่สามารถให้คำตอบที่สมเหตุสมผลได้ว่า “บัตรเหล่านั้นหายไปไหน หรือโผล่มาจากไหน” ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ประชาชนพยายามมีส่วนร่วมจับตา ผลนับคะแนนเลือกตั้ง กกต. กลับสั่งปิดเว็บไซต์รา ยงานผลการเลือกตั้ง และเปลี่ยนไปใช้การรายงานผลผ่านไฟล์ PDF ซึ่งเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน
การโยกย้ายข้ามกระทรวงสู่ชัยชนะในคูหา
หากระบบคอมพิวเตอร์คือเครื่องมือปลายทาง อาจกล่าวได้ว่ากลไก ‘มหาดไทย’ คือฟันเฟืองต้นทางที่ทรงพลังในการชนะการเลือกตั้ง 69 เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ปฏิทินโยกย้ายข้าราชการ” ช่วงก่อนเลือกตั้งว่า มีการเคลื่อนย้ายปลัดอำเภอและข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยขนานใหญ่เพื่อเข้าไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต (ผอ.เขต) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์
ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และ ณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้เปิดเผยสถิติและระบุว่าใน 68 เขตเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับรายชื่อข้าราชการที่ถูกโยกย้ายเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นการใช้อำนาจบริหารเข้าไปแทรกแซงกระบวนการนิติบัญญัติ ทำให้การเลือกตั้งที่ควรจะเป็นอิสระ กลับถูกกำกับโดยกลไกส่วนภูมิภาคภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม
บาร์โค้ดกับการทำลาย “ความลับ” ของผู้ลงคะแนน
สำหรับ มูลนิธิวีวอทช์ (We Watch) ได้ออกมาเตือนถึงประเด็นที่อันตรายที่สุดต่อหลักการประชาธิปไตย นั่นคือการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แม้ กกต. จะอ้างว่าเป็นเรื่องของความสะดวกในการนับคะแนน หากแต่ในเชิงปฏิบัติ บาร์โค้ดเหล่านี้สามารถเป็นเครื่องมือข่มขู่ประชาชนในพื้นที่อิทธิพล เพราะมันทำให้หลักการการลงคะแนนเสียงที่ต้องความลับ ไม่เป็นความลับอีกต่อไป
บัตรเลือกตั้งสามารถถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อบรรยากาศความกลัวในพื้นที่ชนบทและเขตอิทธิพลของเจ้าพ่อการเมือง
มากไปกว่านั้น สถิติ “บัตรเสีย” ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.9 ล้านใบ ซึ่งส่วนใหญ่พบในเขตที่มีการแข่งขันสูง ยิ่งตอกย้ำว่ามีกระบวนการคัดคะแนนเสียงที่ไม่ต้องการออกไป ผ่านดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ กล่าวย้ำว่า ทางวีวอทช์ได้รับรายงานการทุจริตซื้อเสียงอย่างโจ่งแจ้งในหลายจังหวัด รวมทั้งเอกสารคู่มือที่ กกต. เผยแพร่มีความผิดพลาด และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ กตต. ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ที่ต้องออกมารับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้ง
การฟ้องปิดปากและนิติสงคราม
ในขณะที่ภาคประชาชนพยายามตรวจสอบ ความจริงกลับถูกตอบโต้ด้วย “นิติสงคราม” และการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า หลังการเลือกตั้งมีการใช้กฎหมายความมั่นคงมาดำเนินคดีกับกลุ่มที่เรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใส เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”
และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209-210 ข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร” ที่เอาผิดผู้เป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีวัตถุประสงค์มิชอบ และ การสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอาญา
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า การนำข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร” ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคงที่ไม่ได้ใช้ในลักษณะนี้มานานกว่าทศวรรษ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาใช้ คือการใช้กฎหมายเพื่อ “ปิดปาก” เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ไม่ให้ใครกล้าตั้งคำถามกับผลการเลือกตั้งที่น่าสงสัย และยังทำให้สถิตินักโทษทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น
ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารสร้างกำแพงป้องกันความจริง
ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ โคแฟค (CoFact) พบว่ามีการใช้ AI และเทคโนโลยี Deepfake สร้างสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามข้ามอย่างเป็นระบบ มีการปล่อยข้อมูลเท็จหรือชุดข้อมูลข่าวลวง (Disinformation) จำนวน 33 ชุดเพื่อดิสเครดิตพรรคคู่แข่งและองค์กรตรวจสอบอย่างไอลอว์
กุลธิดา สามะพุทธิ จากโคแฟค (CoFact Thailand) ได้เปิดเผยว่า ข้อมูลเท็จหรือชุดข้อมูลข่าวลวงที่แพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงการเลือกตั้ง คือการใช้ AI ตัดต่อภาพและเสียงเพื่อสร้างข้อมูลเท็จโจมตีผู้สมัครเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้สมัครพรรคประชาชน และโจมตีองค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างไอลอว์ นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่าง ๆ ผ่านกลุ่มแฟนด้อมของพรรคการเมือง รวมถึงการใช้ถ้อยคำด้อยค่าและคุกคามทางเพศนักการเมืองหญิง
ถอดรหัสชัยชนะ-ความพ่ายแพ้จากผลเลือกตั้ง
ข้อค้นพบทั้งหมดนี้ ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมถือว่าเป็นการ “ถอดรหัส” ให้เห็นว่าการเลือกตั้ง 69 ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาสถานะทางอำนาจของกลุ่มเดิม ผ่านความล้มเหลวของระบบต่าง ๆ ทั้งจากตัวบทกฎหมายที่ให้ที่มาของ กกต. ขาดการยึดโยงกับประชาชน และการใช้เทคโนโลยีเป็นฉากหน้าเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง
และหาก กกต. และรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเสถียรภาพ แต่จะเป็นชนวนเหตุของ “วิกฤตศรัทธา” ต่อทั้ง กกต. และรัฐบาล เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “เสียงของตนถูกขโมยไป” ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- กกต.ในโลกนี้มีที่มา อำนาจหน้าที่ และความพร้อมรับผิดอย่างไร
- ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.
- 5 ประเด็นปัญหาเลือกตั้ง69 วิกฤตความเชื่อมั่น กกต.




