จากโครงการวิจัย “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” โดยคณะผู้วิจัย รศ.อภิชาต สถิตนิรามัย รศ.ยุกติ มุกดาวิจิตรนิติ ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผศ.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี รศ.จักรกริช สังขมณี รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และ อนุสรณ์ อุณโณ ที่ได้ประมวลการเปลี่ยนแปลงสําคัญของไทย ทั้งในมิติเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม ความขัดเเย้งทางการเมือง ไปจนถึงทัศนคติและพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน เพื่อหาทางเลือกเชิงนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมในยกระดับการพัฒนาประเทศ
นำไปสู่ งานสัมมนาหัวข้อ “โจทย์ใหม่ของสังคม-การเมืองไทย : ทบทวน ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” จึงถูกจัดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจการเมืองไทยที่ในรอบ 30 ปี เพื่อสะท้อนถึงปัญหาและกำหนดทิศทางหาทางออกร่วมกัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
การล่มสลายของ ‘สองนคราประชาธิปไตย’ และการเกิดใหม่ของชนชั้นกลางระดับล่าง
อภิชาติ สถิตนิรามัย ได้นำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนโฉมหน้าผู้เลือกตั้งไปอย่างสิ้นเชิงคือ การสิ้นสุดของวาทกรรมเมืองและชนบท
วาทกรรมที่ว่า “คนเมืองตื่นรู้ คนชนบทถูกซื้อ” นั้นล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่หลุดพ้นจากความยากจนและกลายเป็น “ชนชั้นกลางระดับล่าง” (Lower-Middle Class) ทั้งในเมืองและชนบท
คนกลุ่มนี้มีความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจมากขึ้นและไม่ยอมจำนนต่อระบบอุปถัมภ์แบบเดิม แต่ตัดสินใจโหวตโดยยึดโยงกับ “นโยบาย” ที่ตอบโจทย์ความมั่งคงในชีวิต เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน
การตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนกลุ่มนี้ แสดงออกชัดเจนถึง การเมืองเชิงอุดมการณ์ ดังจะเห็นได้ว่า อัตราการเติบโตของพรรคการเมืองแบบ “Programmatic Party” หรือพรรคที่เอาชนะด้วยนโยบายและอุดมการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งปี 62 และ 66

ระบอบกึ่งเสรีที่อำนาจนิยมที่ปรับตัวในภูมิทัศน์การเมืองใหม่
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอภาพรวมที่ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไทยหลังปี 2557 ไม่ได้ดำเนินไปตามวิถีประชาธิปไตยปกติแต่เป็นการออกแบบระบอบที่กึ่งเสรีที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม
แม้เทคโนโลยีสื่อสารเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้รัฐไม่สามารถควบคุมความคิดมวลชนได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่รัฐไทยหลังรัฐประหาร 2557 ก็พยายามหยุดยั้งการตื่นตัวของชนชั้นกลางระดับล่าง ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม สถาบันทางการเมืองอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเมืองของชนชั้นนำที่กำลังกดปราบอุดมการณ์ประชาชนและการเลือกตั้งผ่านกลไกกฎหมายและศาลรัฐธรรมนูญ
ผลที่ตามมาคือการกลับมาผงาดของการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” ที่แข็งแรงกว่าเดิมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการที่นโยบายและอุดมการณ์ถูกทำลายจนพรรคการเมืองอ่อนแอลง พื้นที่การเมืองในท้องถิ่นจะเป็นพื้นที่ของระบบอุปถัมภ์
เช่นเดียวกับโครงการวิจัย “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” ที่เสนอว่า ความล้มเหลวของการเลือกตั้งในหลาย ๆ ครั้ง ไม่ได้อยู่ที่ความไม่รู้ ความไม่พร้อม หรือการตกอยู่ใต้อิทธิพลท้องถิ่นของชาวบ้าน หรือหากจะเป็นดังนั้น ระบอบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นก็ยังเป็นสาเหตุปลายทาง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของการซื้อเสียงอยู่ที่การที่โครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมาถูกออกแบบให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย ทําให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความหมาย แต่ที่การเลือกตั้งไม่มีความหมายก็เพราะความไม่พร้อมของชนชั้นนํา ความไม่พร้อมของอํานาจ นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างทหาร ข้าราชการ ต่างหาก ที่หน่วงรั้งกีดกันไม่ให้โครงสร้างอํานาจทางการเมืองเอื้อให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือแสดงอํานาจ อธิปไตยของชาวบ้านได้อย่างเต็มที่
ทั้งการที่อํานาจการกําหนดนโยบายอยู่ที่ข้าราชการและเทคโนแครท หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่ในมือของคณะบุคคลเพียงจํากัด การเกิดการรัฐประหารบ่อยครั้ง และการอยู่ใน ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมาเป็นระยะเวลายาวนาน เหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ใน “ระบอบคณาธิปไตย” ในระยะเวลายาวนานเสียยิ่งกว่าระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ ทําให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปไม่เคยมีความหมายต่อชีวิตพวกเขามาก่อน
ทั้งนี้เพราะในอดีตที่ผ่านมา ผู้แทนราษฎรที่พวกเขาเลือก ไม่ได้มีอํานาจในการกําหนดนโยบายอย่างแท้จริง และดังนั้น เงินที่ชาวบ้านรับไปลงคะแนนจึงไม่ใช่ “เงินซื้อเสียง” ไม่ใช่เงินที่ชาวบ้านรับเพื่อการ “ขายอํานาจอธิปไตย” แต่เป็นเงินชดเชย ค่าเสียเวลาทํามาหากินของชาวบ้าน
รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในฐานะเครื่องมือคุ้มครองระบอบอำนาจนิยม
ทางด้าน ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงภูมิทัศน์การเมืองไทยที่ผ่านมาในช่วง 30 ปีจนถึงปัจจุบันว่า ระบอบอำนาจนิยมและคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจตลอดมาและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลมาจากการรัฐประหารในแต่ละครั้ง ที่ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐประหาร
โดย ปุรวิชญ์ ได้นิยามว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 คือมรดกจากการรัฐประหารที่ได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันที่แรงกว่าปี 2550 เพื่อทำให้การสืบทอดอำนาจกลายเป็นสถาบันที่มั่นคงถาวร เห็นได้จากเดิมทีร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ออกแบบให้องค์กรอิสระยึดโยงกับรัฐสภา แต่ถูกบิดเบือนในภายหลังจนกลายเป็นกลไกที่ยึดโยงกับวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ชนชั้นนำใช้ควบคุมบุคลากร องค์กรอิสระในปัจจุบันจึงเปลี่ยนบทบาทจาก “ตรวจสอบถ่วงดุล” ไปเป็น “ผู้พิทักษ์คุ้มครองระบอบ” เพื่อสกัดกั้นอำนาจจากการเลือกตั้ง
มากไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้ยากลำบากที่สุด (มีการเสนอแก้ 28 ครั้ง ผ่านเพียงครั้งเดียว) จนนำไปสู่สภาวะ “Authoritarian Resilience” หรือความสามารถในการยืดหยุ่นของระบอบอำนาจนิยม ผ่านกลไกและสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ นอกสภาฯ จนทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถแสดงออกถึงอำนาจและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทำให้ประชาชนสูญเสียความหวัง และมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้อำนาจในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่แท้จริง
เพราะผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นตัวกำหนดผู้ถืออำนาจบริหาร การที่พรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน สะท้อนถึงการล่วงละเมิดเจตจำนงประชาชนโดยกลไกนอกสภา ปุรวิชญ์ วัฒนสุข เปรียบเทียบว่าระบบนี้ทำให้นโยบายที่หาเสียงไว้กลายเป็นหมัน เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมือง แต่อยู่ที่การต่อรองเชิงตัวเลขเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องตอบสนองกลุ่มทุนหรือกลุ่มอำนาจจารีต สภาวะนี้ได้สร้างวิกฤตความศรัทธา ที่ทำให้การเมืองเชิงนโยบายถูกลดทอนคุณค่าลง
ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ที่ยากลำบากมากขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่ตนเลือกไปกลับไม่สามารถผลิตนโยบายตามสัญญาประชาคมได้ เนื่องจากต้องไปต้องยอมสยบต่อเงื่อนไขการคงอยู่ของระบอบที่แช่แข็งอำนาจเอาไว้

‘บ้านใหญ่’ ไม่ใช่แค่เรื่องอุปถัมภ์ แต่คือกลไกการอยู่รอดของชาวบ้าน
เลือกตั้ง 69 ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งจากคะแนนเขตที่กระจุกตัวในภาคอีสาน กลาง ตะวันออก 19 จังหวัด ซึ่งเป็นคะแนนที่เทให้กับกลุ่มการบ้าน “บ้านใหญ่” ในจังหวัด หากแต่ภูมิใจไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์น้อยกว่าคะแนนเขตอย่างมีนัยยะสำคัญ “บ้านใหญ่” จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญและภาพสะท้อนภูมิทัศน์การเมืองไทย
ประจักษ์ ก้องกีรติ ชี้ให้เห็นสถิติที่น่าสนใจจากการเลือกตั้งปี 2569 ว่าพรรคภูมิใจไทยชนะในเขตเลือกตั้งถึง 174 เขต จากการเลือกตั้ง 2566 ได้ 68 เขต แต่กลับได้ สส. บัญชีรายชื่อเพียง 20 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งปี 69 สะท้อนสภาวะการเลือกตั้งที่แยกขาดระหว่าง “คน” และ “พรรค” อย่างชัดเจน
ภาวะนี้ไม่ใช่เพราะผู้เลือกตั้งล้าหลัง แต่เป็นผลผลิตจากกติกาที่จงใจทำให้พรรคการเมืองระดับชาติอ่อนแอลง จนทำให้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นกลายเป็นที่พึ่งเดียวที่จับต้องได้ในการต่อรองอำนาจและงบประมาณ
ภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นจึงกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างระบบอุปถัมภ์แบบ กับความต้องการอยู่รอดของประชาชนภายใต้รัฐบาลที่บริหารจัดการล้มเหลว
ขณะเดียวกัน “บ้านใหญ่” เองก็มีวิวัฒนาการในยุคหลังเลือกตั้ง 2562 จากทำงานผ่านการซื้อเสียงแบบหยาบ ๆ เพียงอย่างเดียว ได้พัฒนาตนเอง กลายเป็นกลไกตอบสนองต่อความล้มเหลวของรัฐส่วนกลางในการกระจายทรัพยากรและอำนาจไม่เพียงพอ
เช่นเดียวกับที่ ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการกลับมาของ “การเมืองบ้านใหญ่” ว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่ใช่การถอยหลังของภูมิทัศน์การเมืองไทย หากแต่เป็นการคลายตัวของระบบอุปถัมภ์ แม้ระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมจะคลายตัวลงเพราะผู้คนมีความเป็นอิสระมากขึ้น มีรายได้นอกภาคการเกษตร และพึ่งพาสวัสดิการรัฐได้มากกว่าเส้นสายส่วนบุคคล หากแต่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาบ้านใหญ่อยู่ท่ามกลาง
สภาวะพรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่สามารถส่งมอบนโยบายได้ เพราะติดขัดที่กลไกราชการและรัฐบาลผสมที่ไม่มีเอกภาพ ประชาชนจึงต้องหันกลับไปหาเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นที่มีทรัพยากรจับต้องได้จริง
ดังนั้นอีกตัวแปรสำคัญแต่มักถูกมองข้ามคือ ภาคราชการที่ขยายตัว รวมทั้งบทบาทของกองทัพ ที่มีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดทิศทางอำนาจ และเป็นพลังเงียบที่งานวิจัยในอดีตมักมองข้ามไป
ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ความหวังทางการเมือง
อกนิษฐ์ หอรัตนคุณ นักวิชาการอิสระ ได้ฉายภาพโครงสร้างพื้นฐานของการเคลื่อนไหว (Mobilizational Infrastructure) ซึ่งเปรียบเสมือนระบบรากที่สะสมพลังอยู่ใต้ดินแม้ในช่วงที่ไม่มีการประท้วง อกนิษฐ์ วิเคราะห์ว่าขบวนการเยาวชนไทยหลังปี 2564 ไม่ได้หายไป แต่เข้าสู่ช่วงการสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ ท่ามกลางการกดปรามที่รุนแรงและการใช้ประมวลกฎหมายมาตรา 112 ในการจัดการแกนนำเคลื่อนไหวช่วงปี 63-64 ซึ่งต่างจากไต้หวันหรือเกาหลีใต้ที่รัฐมักโอบรับคนรุ่นใหม่หลังการเคลื่อนไหว
โดยพบว่าขบวนการในภาคอีสานมีความเข้มแข็งเพราะมีรากฐานประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องที่ดินและสิทธิชุมชน ขณะที่ภาคเหนือมีความหลากหลายสูงแต่กระจัดกระจาย ความท้าทายใหม่คือสภาวะ “เลือดไหล” ที่นักกิจกรรมคุณภาพถูกดึงเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองโดยที่พรรคไม่ได้สร้างคนคืนสู่ขบวนการ ทำให้เกิดช่องว่างของการนำบนท้องถนนที่อาจส่งผลให้ขบวนการภาคประชาชนอ่อนแอลงในระยะยาว
แต่ในขณะเดียวกันขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ก็มียุทธศาสตร์การปรับตัวของขบวนการในภูมิภาค อกนิษฐ์ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยการสร้าง ‘พื้นที่กลาง’ เพื่อสื่อสารประเด็นเชิงโครงสร้าง เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามเชื่อมโยงขบวนการเยาวชนไทยกับพม่า (Milk Tea Alliance) และการที่กลุ่มเยาวชนในภาคอีสานพยายามรื้อฟื้นวัฒนธรรมการจัดตั้งแบบแนวราบเพื่อตอบโจทย์คนรุ่น Gen Z ที่ไม่คุ้นชินกับลำดับชั้นแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ อกนิษฐ์ เน้นย้ำคือ สภาวะที่พรรคการเมืองและขบวนการประชาชนขาดพื้นที่สื่อสารที่ปลอดภัยและไว้วางใจกัน (Trust Building) หากไม่มีการรักษาดุลยภาพระหว่างการต่อสู้ในสภาและนอกสภาฯ ให้ดี ภาคประชาชนจะถูกลดทอนบทบาทเหลือเพียง “ฐานเสียง” และไม่สามารถสร้างพลังทางสังคมที่เข้มแข็งพอจะท้าทายโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวได้
ก้าวต่อไปของภูมิทัศน์การเมืองไทย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวปิดท้ายถึงความจำเป็นในการรื้อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “อำนาจ” ที่แฝงตัวอยู่ในกลไกราชการ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนผูกขาด
อรรถจักร์ มองว่าเราไม่สามารถใช้มุมมองเดิมมองโลกที่เปลี่ยนไปได้อีกแล้ว การสร้างประชาธิปไตยในอนาคตต้องเป็นการสร้างรากฐานทางสังคม ที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นพอจะต้านทานอำนาจนิยมที่กลายเป็นสถาบัน
การทบทวนภูมิทัศน์การเมืองในรอบ 3 ทศวรรษนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปอดีต แต่คือการกระตุกความคิดให้เห็นว่า ความยุติธรรมทางสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถทำให้เสียงของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง คนชายขอบ หรือเยาวชนรุ่นใหม่ ถูกรับฟังและมีกลไกรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่ามกลางซากปรักหักพังของความศรัทธาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ถอดรหัสเลือกตั้ง 69 ชนวนวิกฤตศรัทธา สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล
- ข้อเสนอเชิงนโยบาย ฝ่าวิกฤตการเมือง
- ทำไมบางนโยบายผ่านง่าย บางนโยบายแตกหัก? เมื่อ “ประเภทของนโยบาย” เป็นตัวกำหนดการเมือง




