กระทรวงการคลัง ยกระดับ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ผ่านการปรับปรุงและเพิ่มเติม “สินค้าอ้างอิง/ตัวแปรอ้างอิง” ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยมีความหลากหลาย ครอบคลุม และดึงดูดนักลงทุน โดยอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมคุ้มครองผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 10 ก.พ. 69 ลงมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 2569 เรื่อง การกำหนดประเภทสินค้าและตัวแปรเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แก้ไขบทนิยามคำว่า “คาร์บอนเครดิต” ให้เป็นไปตามความเห็นขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และให้ดำเนินการต่อไปได้
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินการตามมติ ครม. และเสนอประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พิจารณาลงนาม เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
5 สินค้าใหม่ใน TFEX
สินค้าและตัวแปรอ้างอิงเพิ่มเติมใน TFEX มีดังนี้
1. ปรับปรุงคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) จากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง ให้เป็น สินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้ (Physical Delivery) เพื่อรองรับการซื้อขายได้ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง (Cash Settlement) ทำให้ คาร์บอนขยับจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง
2. เพิ่มสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อสนับหนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero)
3. เพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ได้แก่ คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องครอบคลุม รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตาม เป็นการตอบสนองความต้องการซื้อขายของนักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว
4. เพิ่มดัชนีบนตัวแปรอ้างอิง (อัตราแลกเปลี่ยนเงิน, อัตราดอกเบี้ย, ค่าระวาง) และดัชนีบนสินค้าอ้างอิง เพื่อให้ครอบคลุมดัชนีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนและสะท้อนสภาพตลาดได้ดียิ่งขึ้น
5. ปรับปรุงขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางรายการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือปิโตรเคมี เพื่อสอดคล้องกับโครงสร้างสินค้าในตลาดจริง
ทั้งนี้สินค้าอ้างอิงที่เดิมกำหนดเฉพาะ “พลาสติก” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์จากก๊าซธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เพื่อให้ชัดเจนและครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ต้นทางได้มากขึ้น เนื่องจากพลาสติกปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ในขั้นก่อนหน้ามีความต้องการและสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายกว่า จึงเหมาะสมที่จะกำหนดเป็นสินค้าอ้างอิงด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายอยู่ในต่างประเทศ


ประโยชน์เพิ่มความหลากหลาย-บริหารความเสี่ยง
สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับปรุง เพิ่มเติมสินค้า และตัวแปรอ้างอิง
1. สินค้าและตัวแปรอ้างอิงด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้มีผลิตภัณฑ์ให้บริการในศูนย์ซื้อขายสัญญาฯ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของผู้ลงทุนและเป็นการสนับสนุนนโยบายภาครัฐที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
2. สินค้ากลุ่มพลังงานและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม จะช่วยให้มีผลิตภัณฑ์ให้บริการในศูนย์ซื้อขายสัญญาฯ ที่หลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายอยู่ในต่างประเทศ
3. สินทรัพย์ดิจิทัล การมีอนุพันธ์สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะช่วยพัฒนาระบบนิเวศทั้งด้านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจสัญญาฯ ในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการซื้อขายของผู้ลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว
4. ในส่วนของดัชนีบนสินค้าหรือตัวแปรอ้างอิง จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาสัญญาฯ ที่เกี่ยวกับดัชนีบนสินค้าหรือกลุ่มสินค้าอ้างอิงหรือตัวแปรอ้างอิง รองรับการกระจายการลงทุนและป้องกันการหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลด้วยการมัดสินค้าอ้างอิงเป็นกลุ่ม
นอกจากนี้การกำหนดให้สินค้ากลุ่มพลังงานและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบผลิตภัณฑ์จากก๊าซธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (ปรับปรุงจากเดิมที่เป็น “พลาสติก” ) เป็นสินค้าอ้างอิงจะไม่กระทบต่อการซื้อขายสินค้าดังกล่าวของภาคธุรกิจปกติ เนื่องจากประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. เรื่องกำหนดสัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยกเว้นให้สัญญาซื้อขายสินค้าอ้างอิงล่วงหน้าที่กำหนดให้มีการส่งมอบตามจำนวนและราคาที่กำหนดไม่มีข้อกำหนดให้ชำระเงิน หรือส่วนต่างของราคาสินค้า (Settle by Cash) และไม่ทำสัญญาขึ้นใหม่ที่มีผลในทางตรงข้าม (Close Out) ไม่เป็นสัญญาฯ ที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องมาตรฐานสากลและความต้องการของผู้ลงทุน
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายและผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกำหนดรายละเอียดแบบและข้อความของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (contract specification) ได้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดทุนโดยรวม
TFEX คืออะไร
TFEX เป็นตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีอนุพันธ์หลักที่ซื้อขายในตลาดนี้ 2 ประเภท ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) และออปชัน (Options)
ฟิวเจอร์ส (Futures) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คือ สัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงจะซื้อขายสินค้า โดยกำหนดราคาตั้งแต่วันนี้ แต่ส่งมอบและชำระเงินในอนาคต ผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องถือสัญญาไว้จนครบกำหนด แต่อาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้โดยผ่าน TFEX ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ผู้ซื้อและผู้ขายมีหน้าที่ “ต้องซื้อหรือขาย” ตามที่ตกลงกันไว้
การสร้างสถานะสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถทำได้ทั้ง 2 ฝั่ง จะขายก่อน หรือซื้อก่อนก็ได้ โดยฝั่งผู้ซื้อสัญญา เรียกว่ามี “สถานะซื้อ” หรือ Long Position ส่วนฝั่งผู้ขาย เรียกว่ามี“สถานะขาย” หรือ Short Position
ออปชัน (Options) หรือสัญญาสิทธิ คือ สัญญาที่ผู้ซื้อได้รับ “สิทธิซื้อ” หรือ “สิทธิขาย” สินทรัพย์อ้างอิงตามราคา จำนวน และระยะเวลาที่ระบุไว้จากผู้ขาย โดยผู้ซื้อต้องจ่าย “ค่าพรีเมียม” (Premium) และสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา หากผู้ซื้อขอใช้สิทธิ
ทั้งนี้ ออปชันสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้สิทธิได้เป็น 2 แบบ คือ คอลออปชัน (Call Options) และพุทออปชัน (Put Options) โดยคอลออปชันจะเป็นสิทธิในการซื้อ ส่วนพุทออปชันจะเป็นสิทธิในการขาย
จุดเด่นของการซื้อขายอนุพันธ์ในตลาด TFEX มีความน่าสนใจและแตกต่างจากการลงทุนในหุ้นทั่วไป ดังนี้
1. ทำกำไรได้ทั้ง “ขาขึ้น” และ “ขาลง”
- หากมองว่าราคาจะขึ้น (Long): เปิดสัญญาซื้อไว้ก่อน แล้วรอไปขายในราคาที่สูงกว่า (เหมือนการซื้อหุ้นปกติ)
- หากมองว่าราคาจะลง (Short): เปิดสัญญาขายไว้ก่อน (ทั้งที่ไม่มีของ) เมื่อราคาลดลงจริง ๆ ก็ไปซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อรับส่วนต่างกำไร
- ประโยชน์: ทำให้มีโอกาสทำเงินได้ในทุกสภาวะตลาด ไม่ต้องนั่งรอให้ตลาดเป็นขาขึ้นอย่างเดียว
2. ใช้เงินน้อยแต่สร้างผลตอบแทนได้สูง (Leverage / Gearing) ในการเทรด TFEX ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนของมูลค่าสัญญา โดยวาง “เงินวางหลักประกัน” (Margin) ซึ่งโดยจะอยู่ที่ประมาณ 5-15% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด
- ตัวอย่าง: สัญญามูลค่า 100,000 บาท อาจวางเงินประกันแค่ 10,000 บาท
- ผลลัพธ์: หากราคาสินค้าขยับไปในทางที่ทายไว้ 1% ผลตอบแทนจริงเทียบกับเงินวางประกันอาจจะเพิ่มทวีคูณกลายเป็น 10% (แต่ในทางกลับกัน ถ้าทายผิดทาง การขาดทุนก็จะทวีคูณเช่นกัน)
3. ใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับคนที่มีหุ้นในพอร์ต หรือมีทองคำแท่งอยู่แล้ว แต่กลัวว่าราคาจะตกในระยะสั้น โดยสามารถ Short ใน TFEX ทิ้งไว้ได้ และถ้าหุ้นตกจริง ๆ แม้พอร์ตหุ้นจะขาดทุน แต่จะได้กำไรจากฝั่ง TFEX มาชดเชยกัน ทำให้มูลค่าพอร์ตรวมไม่ลดลงมากนัก
4. สินค้าอ้างอิงหลากหลายและเป็นมาตรฐาน โดยTFEX รวมสินค้าหลักไว้ในที่เดียว ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ เช่น
- ดัชนีหุ้น: SET50 Index (ไม่ต้องไปไล่ซื้อหุ้น 50 ตัวเอง)
- หุ้นรายตัว: Single Stock Futures (เลือกเฉพาะตัวที่ชอบ)
- สินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำ (Gold Online/Gold Futures), เงิน (Silver Online)
- ค่าเงิน: USD Futures (ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาท)
- สินค้าเกษตร: ยางพารา (RSS3 / RSS3D)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




