ศาลฎีกามีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 20 ก.พ. โดยคำตัดสินความยาว 170 หน้า วินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ มีการฟ้องร้องว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจ แต่การวินิจฉัยใช้เวล่ ทำให้ผลกระทบเกิดขึ้นกับการค้าทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการนี้าแล้ว เพราะเห็นว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีมาตรการทางภาษี IEEPA เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี ซึ่งต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาถือว่าสิ้นสุดการใช้อำนาจประธานาธิบดีตามมาตรการนี้ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐต้องคืนเงินภาษีมูลค่ากว่า 1.335 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาทที่ได้เรียกเก็บจากบริษัทหรือประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา
แม้ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยระงับอำนาจประธานาธิบดีในเรื่องการเก็บภาษีตาม TEEPA แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะมีกฎหมายอื่นที่ประธานาธิบดีทรัมป์สามารถนำมาใช้บังคับได้ แต่อำนาจบังคับใช้จะต่างออก จากเดิมที่สามารถประกาศคำสั่งประธานาธิบดีได้ทันที แต่ตามกฎหมายการค้าจะกำหนดเพดานการขึ้นภาษีและบางกรณีต้องผ่านสภาสภาคองเกรส
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศ ตามที่เขาโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา
ครบ 1 ปีมาตรการภาษีทรัมป์
ผ่านพ้น 1 ปี หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สมัยที่ 2 พร้อมกับเดินหน้ามาตราการภาษีศุลกากรเชิงรุก ภายใต้นโยบาย “America First Trade Policy” ด้วยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศระดับสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี โดยมีเป้าหมายหลักกดดันจีน ท่ามกลางปัญหาการขาดดุลการค้าที่สะสมต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อระบบการค้าทั่วโลกตลอดปี 68 ที่ผ่านมา โดยการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ นอกจากจะเพิ่มต้นทุนสินค้าและกดดันห่วงโซ่การผลิตแล้ว ยังเพิ่มความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศด้วย ส่งผลให้ปลายประเทศต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้า แบ่งเป็น ภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) และภาษีรายมาตรา 253 (Section 232) หรือภาษีรายสินค้าและอุตสาหกรรม
สหรัฐฯเก็บภาษีได้เพิ่ม 3 เท่า แต่คิดเป็น 4% ของรายได้ทั้งหมด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยข้อมูลหลังสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีสินค้านำเข้า ส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จาก 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 แม้จะเพิ่มขึ้นสูงอย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ของรัฐบาลทั้งหมดคิดเป็นเพียง 4% เท่านั้น ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากภาษีส่วนบุคคล 46% ระบบประกันสังคม 35% และรายได้บริษัทเอกชน 9%

ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจากจีนลดลงเหลือ 9.5% จากเดิมราว 15% และนำเข้าจากประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นแทนในระดับ 13.2% จากเดิม 10% ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง แคนาดานำเข้าลดลงเหลือ 11.2% และแม็กซิโก เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 15.4%

แม้มาตรการภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและทำให้จัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าได้มากขึ้น แต่ในภาพรวมยังไม่ได้ช่วยเพิ่มฐานรายได้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้มากนัก
ผู้บริโภคสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนของแพงขึ้น
จากมาตรการภาษีสินค้านำเข้า ทำให้สหรัฐฯ เริ่มเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงภายในประเทศจากมาตรการภาษีนำเข้า เนื่องจากวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ เช่น ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน (YoY) อกไก่ ราคาเพิ่มขึ้น 13%YoY น้ำส้มราคาเพิ่มขึ้น 35%YoY ขนมปังแซนวิช ราคาเพิ่มขึ้น 8%YoY เบคอนราคาเพิ่มขึ้น 7%YoY เนื้อบดราคาเพิ่มขึ้น 15%YoY และกาแฟราคาเพิ่มขึ้น 18.3%YoY
เมื่อสินค้าแพงขึ้น ส่งผลให้ชาวอเมริกันกดดันรัฐบาลจนต้องยอดลดภาษีอาหารในบางประเภทที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มการผลิตในประเทศ ซึ่งจะเริ่มเดือน พ.ค. 2569 เช่น เมล็ดกาแฟ ชา โกโก้ กล้วยและผลไม้เมืองร้อน อโวคาโด มะเขือเทศ และเนื้อวัว

นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสากรรมผลิตภายในประเทศหลายอย่าง โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม ส่งผลให้การนำเข้าปรับลดลงถึง 75% และรายได้ของผู้ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวยังมีบริษัทหลายแห่งยังประกาศแผนลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ เพื่อย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
อย่างไรก็ตามผลจากการผลักดันการผลิตในประเทศ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าอาหารที่ต้องใช้เหล็กเพิ่มสูงขึ้น เช่น โซดากระป๋อง เพิ่มขึ้น 9.6%YoY น้ำส้มกระป๋องเพิ่มขึ้น 8.2%YoY เนื้อสัตว์ในกระป๋องเพิ่มขึ้น 4.1%YoY ผลไม้และน้ำผลไม้กระป๋องเพิ่มขึ้น 2.0%YoY

จีนลดส่งออกสหรัฐฯ แต่เกินดุลการค้าทุบเป็นประวัติการณ์
จีนเป็นเป้าหมายหลักในมาตรการภาษีสหรัฐฯ และได้กลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ปรับขึ้นภาษีในระดับสูงตอบโต้กลับสหรัฐฯ แม้จะทำให้ในปีที่ผ่านมาส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลง แต่ภาพรวมการส่งออกของจีนกลับยังขยายตัวได้ดีและเกินดุลการค้าที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากจีนขยายการส่งออกสินค้าไปประเทศอื่นทดแทนสหรัฐ เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป และแอฟริกาบางส่วน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นการใช้ประเทศอื่นหลีกเลียงภาษี

อีกทั้งจีนยังได้มีข้อได้เปรียบสหรัฐฯ จากการมีแร่ธาตุหายาก แรร์เอิร์ธ (Rare Eath) และแร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) ส่งผลให้จีนผูกขาดห่วงโซ่การผลิตที่สำคัญของโลก ที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทางด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ
จากประมาณการเดือน ม.ค. 2569 จีนครองสัดส่วนแร่หายากสำรองมากที่สุดในโลกสูงถึง 44 ล้านตัน หรือประมาณ 44% ของของสำรองโลกทั้งหมด
จับตา 4 เหตุการณ์สหรัญฯ ในปี 69
ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ค้าโลกยังคงมีความไม่แน่นสูง เนื่องจาก
ช่วงเดือน เม.ย. – จะมีการพบกันของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะจัดที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการค้าและข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ หลังจากมีการพักสงครามทางการค้ามานานประมาณ 1 ปี
ช่วงเดือน มิ.ย. – คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้กฎหมาย IEEPA ที่ให้อำนาจประธานาธิบดี ทรัมป์ ออกนโยบายเก็บภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเกินอำนาจที่รัฐสภาให้ไว้ อย่างไรก็ตามหากศาลตัดสินให้นโยบายภาษีของทรัมป์ เป็นโมฆะ ก็ยังช่องทางถูกกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เพื่อจัดเก็บภาษีได้ โดยไม่ต้องพึ่ง IEEPA เช่น การออกมาตรการภาษีผ่านอำนาจรัฐสภา มาตรา Section 232 และมาตรา Section 301 ที่สามารถตอบโต้ประเทศที่มีพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรม
ล่าสุดวันที่ 20 ก.พ. ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของ ทรัมป์ เนื่องจากนโยบายภาษีเกินขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของสภาคองเกรส
ช่วงเดือน ก.ค. – ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ แม็กซิโก แคนาดา (USMCA) จะมีการทบทวนใหม่ทุก 6 ปี เพื่อพิจารณาว่าจะขยายอายุข้อตกลงออกไปอีก 16 ปีหรือไม่
ช่วงเดือน พ.ย. – สหรัฐฯ จะมีการจัดเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงกลางวาระของประธานาธิบดี เพื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 435 ที่นั่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สัดส่วน 1 ใน 3 ของ 100 ที่นั่ง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะได้ครองอำนาจในสภาคองเกรส ซึ่งจะมีต่อการผ่านกฎหมายและอนุมัติงบประมาณของได้ยากลำบากมากขึ้น หากรัฐบาลได้เสียงข้างน้อยในสภา

ผลกระทบไทยยังจำกัด
สำหรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศไทย บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกร ประเมินว่าอาจไม่ได้ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด เนื่องจากประเทศคู่แข่งทางการค้าถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มส่งออกได้ดีต่อเนื่อง เนื่องจากยังคงได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่น่ากังวล คือ อัญมณีและเครื่องประดับ ที่เผชิญแรงกดดันจากความได้เปรียบทางการค้าของอินเดีย เนื่องจากอินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ได้สำเร็จ หลังเจรจายืดเยื้อมานานหลายปี นับตั้งแต่ปี 2550 และหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเร่งเจรจาอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าอินเดียเกือบทั้งหมดลดเหลือ 0% ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังได้ตกลงปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียลงจาก 50% เหลือ 18%
สิ่งเหล่านี้ทำให้อินเดียมีความได้เปรียบด้านภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการอัญมณีไทยต้องเผชิญทั้งอัตราภาษีที่สูงกว่าและแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาตลาดต่างประเทศ

นักวิเคราะห์ มองว่า ในระยะยาวอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยอาจเผชิญความเสี่ยง ในด้านการรักษาฐานแรงงานและฐานการผลิต เนื่องจากอินเดียมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและความตกลงการค้าเสรี ซึ่งอาจดึงดูดการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย
ทั้งนี้ไทยจึงจำเป็นจะต้องเร่งบรรลุข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป และข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงข้อตกลงอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินการ โดยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัฐในการเจรจาการค้า ดังนั้นหากผลเลือกตั้งยืดเยื้อจนตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าออกไป อาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าให้ยืดเยื้อออกไปด้วยทั้งหมด
จากข้อมูลกรมศุลกากร ที่รวบรวมโดยสถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งประเทศไทย การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ในปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 13,586 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นประมาณ 5% ของการส่งออกรวมทั้งหมด โดยมีตลาดหลักสำคัญ ได้แก่ได้แก่ อินเดีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อิตาลี ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยียม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




