ทุกวันนี้ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับระเบียบโลกที่สหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตี นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในช่วงไม่ 10 ปี ปรากฏให้เห็นความขัดแย้งรุนแรงหลายพื้นที่ทั่วโลก ล้วนแต่บรรดามหาอำนาจใหญ่ของโลกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความขัดแย้งรุนแรงเป็นสงครามใช้อาวุธ ไปจนถึง “สงครามการค้า” และความหายนะทางสิ่งแวดล้อม
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้นำหลายประเทศ รวมถึงบรรดาผู้เชี่ยวชาทั่วโลก เริ่มเสนอถึงทิศทางใหม่ หากเราต้องการแก้ปัญหาของโลกอย่างแท้จริง เพราะมหาอำนาจที่ช่วงชิงกันอย่างดุเดือดแทบทุกมิติ กำลังสร้างหายนะมากกว่าการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้คนเริ่มหันมากสนใจ “ระเบียบโลกใหม่” ที่ไม่มีใคร “บงการ” โดยมีการตั้งคำถามไปถึงรากฐานกับสิ่งที่เป็นอยู่ และตั้งคำถามถึงทิศทางที่โลกควรจะเดินต่อไป
แอน-มารี สลอเตอร์ (Anne-Marie Slaughter) อาจารย์ภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย Princeton สหรัฐอเมริกา และผู้บริหาร Think Tank ชื่อ New America เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง “Building a Middle-Power World Order” โดยมีเนื้อหาถึงหลักการของระเบียบโลกแบบใหม่ชื่อว่า Effective Multilateralism ที่จะถูกนำโดยกลุ่มประเทศขนาดกลางหรือที่เรียกว่า Middle Powers
อีกหนึ่งบทวิเคราะห์ สลอเตอร์ เขียนร่วมกับ สตีเฟน บี. ไฮนซ์ (Stephen B. Heintz) ผู้บริหาร Rockefeller Brothers Fund ชื่อ “Building the Middle-Power World Order” เขียนเกี่ยวกับมุมมองต่อประเทศมหาอำนาจที่อยู่ในช่วงวิกฤต ระเบียบโลกเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว และศักยภาพของกลุ่ม Middle Powers
ทั้งนี้ เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่นายกรัฐมนตรีของแคนาดา Mark Carney กล่าวในที่ประชุม Davos 2026 เมื่อต้นปีว่า “We are in the midst of a rupture, not a transition.” แปลได้ว่า ระเบียบโลกเก่าถูกทำลายลงแล้ว และไม่ได้อยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่าน
สลอเตอร์ มองว่า ‘rupture’ เป็นคำที่รุนแรง แต่ไม่เกินจริงและไม่ทำให้สิ้นหวัง เพราะในเวลาเดียวกันนายกรัฐมนตรี Carney กล่าวต่อว่า กลุ่มประเทศที่มีอำนาจปานกลาง (intermediate powers) เช่น แคนาคา ไม่ได้เป็นประเทศไร้อำนาจ และในเวลาเดียวกันมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาสร้างระเบียบโลกใหม่ (world order) พร้อมกับการให้คุณค่าแก่สิทธิมนุษยชน ความยั่งยืน ความเป็นเอกภาพ….
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ตัวละครหลักของระเบียบโลกใหม่คือกลุ่มประเทศขนาดกลาง (middle powers) ในขณะที่แนวทางของระเบียบโลกใหม่จากมุมมองของสลอเตอร์คือ Effective Multilateralism หรือการร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
อวสานมหาอำนาจ Superpower?
สลอเตอร์ และ ไฮนซ์ ให้ความเห็นว่า นายกรัฐมนตรี Carney ของแคนาดาไม่เพียงแต่เตือนว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่สิ่งที่เขาทำคือ ร่างภาพระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาและมาในเวลาที่เหมาะสมพอดี สหรัฐฯ ได้เดินตามรอยรัสเซียในการจู่โจมเชิงสงคราม ซึ่งเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์และหลักการของสหประชาชาติ และเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งเพราะสหรัฐฯ เองเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกปัจจุบันขึ้นมา
ทั้งนี้ ผู้เขียนทั้งสองมองว่า ต้องยอมรับความจริงสองประการที่จะเกิดควบคู่กับไปคือ หนึ่ง การพึ่งพาอาศัยกันทั่วโลก (Global Interdependence) และสอง การร่วมมือกันแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar Pluralism) ซึ่งจะต้องละทิ้งแนวคิดที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อหันมาเห็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลกด้วยเช่นกัน
ตรรกะนี้จะตระหนักถึงประโยชน์ของการกระจายอำนาจที่เป็นธรรมมากขึ้นและอธิปไตยแบบร่วมมือกัน อีกทั้งยังจะสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาแบบที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (Positive-sum solutions) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และโลก
ที่สำคัญแนวคิดในอนาคตจะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์เชิงเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มากกว่ายุทธศาสตร์ที่ใครสักคนหลงตัวเองหรือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Narcissism)
Middle Power คือใคร จะเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงไหม…
หากถามว่าใครที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศขนาดกลางหรือ Middle Power ในวันนี้หลายคนยังมีมุมมองที่ต่างกันออกไปบ้าง แต่มีความคล้ายเคียงกันอยู่
คลิฟฟ์ คัพแชน (Cliff Kupchan) จาก Eurasia Group มองว่า Middle Power คือประเทศที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ และจีนที่มีอำนาจต่อรองสูงในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ เขามองถึง 6 รัฐที่เป็นตัวแปรสำคัญ เช่น บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ และตรุกี
ในขณะที่ มิเชล ดูโคลส์ (Michel Duclos) อดีตนักการทูตชาวฝรั่งเศสและผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจาก Montaigne Institute ใช้คำว่าประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่ไร้ข้อผูกมัด (uninhibited middle powers) กลุ่มนี้พร้อมที่จะมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มีความเสี่ยงสูงด้วยวิธีที่เป็นอิสระจากพันธมิตรฝั่งตะวันตก และกลุ่มประเทศเหล่านี้คือ ซาอุดิอาระเบีย ตรุกี และมองว่าอินเดียเป็น ‘super middle power’ เลยทีเดียว
ทั้งนี้ หากมาดูความเป็นไปได้ของกลุ่มประเทศขนาดกลางว่าจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำได้หรือไม่ สลอเตอร์ และ ไฮนซ์ มองว่า “กลุ่มประเทศขนาดกลางอาจไม่สามารถหวังว่าจะทำอะไรได้ด้วยตัวคนเดียว แต่สิ่งที่เขาทำได้คือเริ่มการวางแผนและเตรียมความพร้อมรับ ‘วิกฤตที่รุนแรงพอ’ ที่จะเขย่าให้โลกหลุดพ้นจากปกครองแบบเดิม ไปสู่ช่วงเวลาของระเบียบโลกใหม่”
ต่างจากในอดีตที่การเกิดขึ้นของสหประชาชาติเป็นการร่วมมือกันของประเทศอำนาจหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และประเทศจีน
สลอเตอร์ และ ไฮนซ์ อธิบายต่อว่า วิกฤตที่ว่านั้นกำลังมาแล้ว และเป็นครั้งแรกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่มีสงครามไฮบริดเกิดขึ้น (Hybrid wars) สงครามไฮบริดคือสงครามที่ผสมผสานระหว่างการทหารด้วยอาวุธแบบดั้งเดิม และมีการโจมตีทางไซเบอร์ แทรกแซงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ หรือแม้การสร้างข้อมูลผิดๆ ให้เชื่อ
ณ วันนี้ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ มีความเสี่ยงสูงและกำลังนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างประเทศมหาอำนาจกันเอง การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และเทคโนโลยีที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุ่นแรง (disruption) ก็กำลังเดินหน้าเร็วกว่าที่คนจะเข้าใจหรือควบคุมได้
เข้าใจหลักการ ระเบียบโลกใหม่: Effective Multilateralism
สลอเตอร์ มอง ทิศทางของระเบียบโลกใหม่โดยกลุ่มประเทศขนาดกลางว่าเป็น Effective Multilateralism หากแปลเป็นไทยตรงตัวคือ ระบบพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย คือ การร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
Effective multilateralism คือการร่วมมือกันระหว่างหลายประเทศที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จลุล่วง ในบทความ สลอเตอร์ ใช้คำว่า “countries that can get things done” สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้เขียนว่า ความเป็นมาของระเบียบโลกแบบเก่าไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอและไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย
ทั้งนี้ ความหมายของการร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพในบริบทนี้สื่อถึง การยุติสงคราม การรักษาสันติภาพ รวมไปถึงการป้องกันประชาชนจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากมนุษย์และภัยธรรมชาติ รวมทั้งการดูแลหลังจากเกิดเหตุเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้ จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ระดับภูมิภาคและระดับโลกถึงเรื่องต่างๆ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล อาวุธนิวเคลียร์ และพื้นที่สวยงามต่างๆ ทั่วโลก
องค์ประกอบสำคัญของ Effective Multilateralism
สลอเตอร์ เสริม หัวใจของระเบียบโลกที่มีประสิทธิภาพคือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people-centered) แปลต่อได้ว่า ให้ยึดมั่นในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ แต่เพื่อประชาชนทั่วโลก
ผู้ที่รวมกลุ่มกันนั้น (multilateral groups) มีเงินทุน เป้าหมายที่ชัดเจน และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ ความยืดหยุ่นจะเป็นต้นทุนที่ดี เพราะจะช่วยให้ดำเนินโครงการต่างๆ ได้ และหาแนวทางใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ ระเบียบโลก Effective multilateralism ที่มีประสิทธิภาพต้องมี 5 องค์ประกอบสำคัญ
- ความโปร่งใส (Transparent) ซึ่ง สลอเตอร์ กล่าวว่า อาจเป็นเรื่องที่ยากเพราะการเปิดเผยในบางครั้งอาจนำมาสู่การทำร้ายตัวเองได้ แต่ทว่า ความชอบธรรมที่เกิดจากความโปร่งใสมีพลังของมัน และอำนาจของผู้ไร้อำนาจนั้นเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์
- ความเสมอภาค (Equity) ในบริบทนี้หมายถึง ‘การรับผิดชอบร่วม ที่แตกต่างกัน’ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกนี้มีทั้งประเทศที่ร่ำรวยและยากจน (ซึ่งมักจะเป็นประเทศมหาอำนาจและประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของพวกเขา) ฉะนั้นแล้ว ใจความสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และความรับรู้ถึงการมีส่วนรับผิดรับชอบ แต่การรับผิดชอบสามารถมีระดับที่แตกต่างกันออกไปได้
- การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (Networked) สลอเตอร์ อธิบายว่า การตระหนักรู้ถึง ความจำเป็นในการที่จะต้องมีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่ภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน และโครงสร้างของเครือข่ายมีลักษณะเป็นแนวนอน หรือ horizontal ซึ่งจะช่วยให้การทำงานสามารถทำได้เร็วขึ้น
- ความรับผิดชอบ (Accountability) พวกเขาต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ร่วมกันได้ และหากมีการฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษอย่างสมเหตุสมผล
- การมุ่งเน้นไปที่อนาคต (Future-oriented) ในที่นี้หมายความว่า การแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะส่งต่อไปคนรุ่นต่อไปในอนาคต การตัดสินใจในวันนี้ต้องไตร่ตรองถึงสิทธิและผลประโยชน์ของคนรุ่นต่อๆ ไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




