สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นหน่วยงานรัฐภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน มีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนวัยทำงาน โดยมีหน้าที่บริหารจัดการกองทุนขนาดใหญ่ 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ความคุ้มครองและสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้ประกันตนในกรณีต่าง ๆ อาทิ การเจ็บป่วย การคลอดบุตร การทุพพลภาพ การว่างงาน การชราภาพ และการเสียชีวิต รวมทั้งดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
แหล่งเงินมาจากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล (สำหรับกองทุนประกันสังคม) และเงินสมทบจากนายจ้าง (สำหรับกองทุนเงินทดแทน) รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน
ที่ผ่านมา สปส. มักถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกต่อสาธารณะมีน้อยและตรวจสอบได้ยาก ทั้งที่แหล่งเงินส่วนใหญ่มาจากเงินสมทบของผู้ประกันตน
Policy Watch Thai PBS ได้นำเสนอรายงานผลการตรวจสอบงบการเงินของ สปส. สำหรับปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. 2569 โดยผู้สอบบัญชีจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th ของ สปส. เมื่อ 22 เม.ย. 69
ในรายงานดังกล่าง สตง. ระบุว่า “ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของหน่วยงานได้ เนื่องจาก สตง. ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นต่อรายงานการเงิน และเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับปีก่อน”
การตรวจสอบของสตง. ซึ่งเป็นหน่วงานรัฐเช่นเดียวกัน ทำให้การตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐานงานของภาครัฐ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการ “กลั่นแกล้ง” หรือ “การเมือง” ที่มักจะใช้เป็นเหตุผลเมื่อเกิดความขัดแย้ง แต่เป็น “ข้อเท็จจริง”
อ่านเพิ่มเติม: สตง.ตรวจงบประกันสังคม 68 ไม่พบหลักฐาน “ตัวเลขคลาดเคลื่อน-มากกว่าที่ตรวจเจอ”เกือบ 4 พันล้าน
สาเหตุสตง. ไม่แสดงความเห็บงบ สปส.
หากไปพิจารณารายละเอียด ประเด็นที่ สตง. “ไม่แสดงความเห็น” ในงบการเงิน คือ ไม่สามารถหาหลักฐานได้จากการตรวจสอล กล่าวคือ ตัวเลขที่ไม่ตรงกันในข้อมูลทางบัญชีระหว่างการบันทึกทางบัญชี (E-Form-GL) และระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบใหม่ (New GFMIS Thai) ซึ่งมียอดเงินห่างกันถึง 382,704,622.18 ล้านบาท โดย สปส. ไม่สามารถชี้แจงสาเหตุและแสดงเอกสารหลักฐานประกอบได้
ขณะเดียวกันยังพบว่า จากการตรวจสอบรายงานผลการตรวจนับพัสดุประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ราคาทุนของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อยู่ที่ 9,585,670,115.17 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาทุนตามยอดคงเหลือทางบัญชี 3,600,074,730.60 บาท เกิดจากหน่วยงานไม่ได้ตรวจสอบและกระทบยอดรายการที่แสดงอยู่ในรายงานสินทรัพย์คงเหลือตามระบบ New GFMIS Thai กับรายงานผลการตรวจนับพัสดุประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ส่งผลให้ไม่สามารถระบุได้ว่าสินทรัพย์ดังกล่าวยังมีอยู่จริง สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ หรือควรตัดจำหน่ายออกจากบัญชี
ดังนั้น สตง.จึงไม่สามารถใช้วิธีตรวจสอบอื่นใดเพื่อให้ได้หลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ และไม่สามารถระบุได้ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงจำนวนเงินของรายการเหล่านี้หรือไม่เพียงใด และยังระบุอีกว่า “หากจำเป็นต้องปรับปรุงจะมีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญมากต่องบแสดงฐานะการเงินของสำนักงานประกันสังคม ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 และงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกัน”
รมว.แรวงานสั่ง สปส.ชี้แจง
ภายหลังการเผยแพร่เรื่องดังกล่าว ประเด็นนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลมีเดีย รวมถึง รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ติดตามตรวจสอบประเด็นประกันสังคม โดยระบุว่า “งงกันทั้งประเทศดิครับ”
ขณะที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งมีตัวแทนฝั่งผู้ประกันตนอยู่ในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้สอบถามประเด็นดังกล่าวไปยัง สปส. แต่ได้รับคำตอบว่าจะนำเรื่องเข้าชี้แจงในที่ประชุมบอร์ด วันที่ 19 พ.ค. 2569 หรือต้องรออีกประมาณเกือบ 1 เดือน
แต่ในวันเดียวกัน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “พี่น้องผู้ประกันตนทุกท่านครับ ผมได้ทราบกรณีที่ปรากฏบนสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุถึงการตรวจสอบงบการเงินโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ว่าพบส่วนต่างในการจัดทำรายงานบัญชีและพัสดุประจำปี 2568 ของสำนักงานประกันสังคม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ผมเข้าใจถึงความกังวลใจของพี่น้องผู้ประกันตนดี เนื่องจากเงินในส่วนนี้ถือเป็นเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของพี่น้องผู้ประกันตนทุกคน ล่าสุดผมได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเร่งทำคำชี้แจงต่อสาธารณะและให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องในกรอบเวลาที่เหมาะสมแล้วครับ”
ปัญหาคลาดเคลื่อนและขัดข้องทางเทคนิค
หลังคำสั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในวันถัดมา สปส. ก็ออกแถลงการณ์ทันที โดย กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ชี้แจงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย แต่เป็นปัญหาความคลาดเคลื่อนในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ซึ่งเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่มีการกำหนดรูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการทางบัญชีบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง
ขณะนี้ได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบรายการทางบัญชี รวมถึงรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครบถ้วน เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่ปรากฏเป็นส่วนต่างนั้นมีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด
สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูลระหว่าง “ทะเบียนคุมครุภัณฑ์” และ “ระบบ GFMIS” ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้ว แต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน
การแก้ไขปัญหานี้ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศทำการตรวจนับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง (Physical Count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน เพื่อขจัดข้อสงสัยและสร้างระบบการควบคุมภายในที่เข้มงวดกว่าเดิม
ทั้งนี้ สปส. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการบริหารกองทุนด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าในการปรับปรุงข้อมูลบัญชีสินทรัพย์ต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง โดยความพยายามในการวางระบบควบคุมในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่จะปิดช่องโหว่ด้านงานเอกสารและพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืน
วิกฤตเชื่อมั่นประกันสังคม
หลังการชี้แจงของ สปส. มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน – Social Security Office โดยส่วนใหญ่ยังตั้งข้อสงสัยถึง สปส. ที่เป็นถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ แต่กลับบันทึกตัวเลขทางบัญชีคลาดเคลื่อนรวมเกือบ 4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย เพราะหากกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นในบริษัทเอกชน จะถือเป็นวิกฤตร้ายแรงระดับองค์กร สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสในการบริหาร โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและราคาหุ้น อีกทั้งจะถูกตรวจสอบโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขณะที่ผู้บริหารหรือคณะกรรมการบริษัท ก็อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้ลงนามอนุมัติให้ออกรายงานการเงินจาก สตง. เมื่อ 24 มี.ค. 69 แต่กลับเพิ่งมีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบรายการทางบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐาน ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีคำสั่งออกมา
ปัญหาที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลต่อประสิทธิภาพการบริหารของ สปส. ที่ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ประกันตนได้ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินกองทุนที่คาดว่าจะลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จากการดูแลผู้ประกันตน โดยเฉพาะ “เงินชราภาพ” หากไม่เร่งปฏิรูปอย่างจริงจัง ความเสี่ยงอาจมาเร็วกว่าที่คาด และเมื่อถึงวันนั้น สปส.ก็จะเผชิญกับวิกฤตที่แท้จริง
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




