
เพื่อหาทางปฏิรูประบบการศึกษาร่วมกัน ระหว่างภาคการเมือง ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ รวมทั้งพรรคการเมืองที่จะไปเป็นผู้กำหนดนโยบายการศึกษา หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 Policy Watch The Active ไทยพีบีเอส และ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนมากกว่า 40 องค์กร จึงได้จัด Policy Forum ด้วยหัวข้อ “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” ในงาน Policy Watch Connect 2026 ที่สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 69
ลงทุนปฐมวัยต่ำ-ทักษะแรงงานไม่ตรงงาน
เริ่มจากการฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบัน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ข้อมูลว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องมองเป็นกระบวนการตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะ 2 ช่วงที่ไทยมีช่องว่างสูง คือ ช่วงปฐมวัย และ ช่วงหลังจบการศึกษา
โดยชี้ว่า เด็ก 70% ในไทย เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม ขาดการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ โภชนาการ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้มี ทุนมนุษย์เริ่มต้นต่ำ ซึ่งยากจะดึงกลับมาได้แม้ระบบการศึกษาจะดี
แม้หลักฐานสากลชี้ว่า ยิ่งลงทุนปฐมวัยเร็ว ผลตอบแทนยิ่งสูง แต่ไทยกลับลงทุนต่ำมาก เนื่องจากทัศนคติที่มองว่าเป็น หน้าที่ครอบครัว ทั้งที่บริบทสังคมเปลี่ยนไป ครอบครัวขยายลดลง พ่อแม่ทำงานนอกบ้านมากขึ้น จึงข้อเสนอให้
- ขยายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้ถ้วนหน้า (ปัจจุบันเด็กยากจน 30-40% หลุด) ใช้งบฯ เพิ่มเพียงไม่กี่พันล้าน แต่ป้องกันความเหลื่อมล้ำระยะยาว
- ขยายวันลาคลอดจาก 90 วัน และยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็กให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไม่ใช่แค่รับฝาก
อีกทั้ง ข้อมูลจากตลาดแรงงานไทยว่า แรงงาน 56% ทำงานไม่ตรงวุฒิ/สาขา สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD (30%) เกือบเท่าตัว ขณะที่แรงงานไทยได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพียง 2% และมีทักษะพื้นฐานต่ำกว่ามาตรฐาน 70-74%
ขณะที่ ภฤศ วรรัตนวงศ์ ผู้แทนภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) จากภาคี 40 องค์กร ระบุถึงวิกฤตการศึกษาไทยครอบคลุมโรงเรียน 50,000 แห่ง นักเรียนหลายล้านคน และครู 300,000 คน ซ้อนอยู่ภายใต้ “กับดักความสามารถแข่งขัน” 3 ประเด็น
- วิกฤตสมรรถนะ : คะแนน PISA ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง 20 ปี ปี 2565 ต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ
- วิกฤตสุขภาพจิต : เด็กเพียง 51.4% มีสุขภาพจิตดี ขณะมีนักจิตวิทยาเด็กเพียง 295 คน กระจุกตัวในกรุงเทพฯ มี 18 จังหวัดไม่มีเลย
- วิกฤตภัยพิบัติ : โรงเรียน 100% (จากสำรวจ 329 แห่ง) เคยรับผลกระทบอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ได้รับความช่วยเหลือแค่ครึ่งเดียว
ขณะที่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรผู้บริโภค เรียกร้องเปลี่ยนมุมมองจาก “แข่งขัน-ไล่ใบปริญญา” สู่ “รับประกันคุณภาพชีวิตคนไทย”
โดยปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน พบว่า
- “เรียนฟรี” ไม่เกิดขึ้นจริง : โรงเรียนยังเก็บเงินแฝง มีร้องเรียนเด็กจบ ม.3 แต่ไม่ได้เอกสารเพราะผู้ปกครองชำระไม่ครบ ซึ่งนักการศึกษาย้ำว่า โรงเรียนไม่มีสิทธิ์ยับยั้งเอกสาร
- ค่าใช้จ่ายแฝง-ค่าเดินทาง : การยุบโรงเรียนเล็กทำให้เด็กต้องเดินทางไกล ค่าใช้จ่ายพุ่งจนครอบครัวยากจนรับไม่ไหว กลายเป็นเหตุหลุดระบบ
- กฎหมาย “ระดมทรัพยากร” : อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างเก็บเงินผู้ปกครอง สร้างความไม่เป็นธรรมเชิงระบบ
- งบฯ รายหัว “เท่ากันหมด” : ไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่ ควรมี “มาตรฐานขั้นต่ำ” เท่าเทียม + งบเพิ่มกลุ่มเปราะบาง/พื้นที่ต้นทุนสูง
ฉันทามติ 5 พรรคการเมือง ปฏิรูปการศึกษา
ใน policy forum “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” ทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ต่างเห็นพ้องร่วมกัน ว่าหากได้เป็นรัฐบาลพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อการปฏิรูปการศึกษาพัฒนาทุนมนุษย์ ให้ผู้เรียนจบมาทำงานตรงกับทักษะหรือการ “จ้างงานตรงปก” และการ upskill reskill พร้อมประกันรายได้ และเพื่อให้การควบรวมหรือยุบโรงเรียนเป็นกระบวนการสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ
และที่สำคัญไปกว่านั้น ทั้ง 5 พรรคได้มีฉันทามติร่วมกันว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง 69 เป็นเช่นไร ใครจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรับบาล หรือใครจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จะนำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของภาคประชาชนในวันนี้เป็นแผนแม่บทในการผลักดันพัฒนาระบบศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้มีแผนแม่บทปฏิรูปการศึกษาในระยะยาว
พร้อมมีพื้นที่กลางให้ทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงแรงงาน ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่งบประมาณปี 2570 เพราะประเด็นการศึกษาพัฒนาทุนมนุษย์อยู่เหนือการเมืองที่ไม่มั่นคง และวิสัยทัศน์รัฐมนตรีที่เปลี่ยนแปลงเสมอ
การกระจายอำนาจทางออกคอขวดการศึกษาไทย
การกระจายอำนาจถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุด เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกปัญหาอื่น ๆ ของการศึกษาไทย ซึ่งแต่ละพรรคมีนโยบายปลดล็อกที่แตกต่างกัน
พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน เสนอแนวคิด “ผ่าตัดโครงสร้างและคืนอำนาจอย่างสมบูรณ์” เนื่องจากมองว่าปัญหาการศึกษาไทยคือ “โรคอำนาจรวมศูนย์” ไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยเสนอแนวทางจัดการให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อ “คืนอำนาจให้โรงเรียน” ใน 3 มิติหลัก คือ งบประมาณ หลักสูตร และบุคลากร เพื่อให้โรงเรียนมีสิทธิออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทพื้นที่ของตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง โดยเปลี่ยนบทบาทกระทรวงจาก “ผู้สั่งการ” เป็น “ผู้สนับสนุน”
รวมทั้ง ลดภาระงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับการสอน โดยเฉพาะการประเมินที่ซ้ำซ้อนและการทำเอกสาร ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบรวมศูนย์ เพื่อให้ครูมีอำนาจในการตัดสินใจและให้เวลากับนักเรียนอย่างเต็มที่
ทางด้าน ธีราภา ไพโรหกุล พรรคเพื่อไทย เน้นการกระจายอำนาจผ่านดิจิทัลและเศรษฐกิจโดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อขยายโอกาสและสร้างความคล่องตัวให้กับโรงเรียนและผู้เรียน
โดยนำเสนอนโยบาย “Learn to Earn” และการเรียนรู้แบบ “Anywhere Anytime” ซึ่งเป็นการกระจาย “อำนาจการเรียนรู้” ไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง โดยไม่ยึดติดกับสถานที่หรือตัวอาคารโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แม้นโยบายของเพื่อไทยจะไม่ได้เน้นการรื้อโครงสร้างกระทรวงเท่าพรรคประชาชน แต่เพื่อไทยเน้นการกระจายอำนาจในเชิง “การบริหารจัดการความรู้” เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนสามารถดึงศักยภาพท้องถิ่นมาสร้างรายได้และทักษะที่ตลาดต้องการได้ทันที
รัชดา ธนาดิเรก พรรคภูมิใจไทย เน้นการกระจายอำนาจที่สัมพันธ์กับความมั่นคงของชีวิตครูและพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นในการจัดการศึกษา โดยมองว่าการศึกษาจะเข้มแข็งได้ต้องแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลก่อน เช่น การกระจายอำนาจจัดการงบประมาณเพื่อแก้หนี้ครู และการเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่ต้องส่งตรงถึงโรงเรียนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อให้โรงเรียนในระดับท้องถิ่นมีความพร้อมในเชิงทรัพยากรมากขึ้น ก่อนจะก้าวไปสู่การบริหารจัดการที่อิสระในระดับที่สูงขึ้น
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเน้นการกระจายอำนาจบนฐานสวัสดิการและคุณภาพว่าจะต้องมีมาตรฐานคุณภาพ” เป็นตัวกำกับ โดยเสนอให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการด้าน “สวัสดิการและสิ่งแวดล้อม” เพื่อความปลอดภัยและสุขภาวะของเด็ก เช่น การจัดการอาหารกลางวันหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์เด็กในพื้นที่นั้น ๆ จริง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้โรงเรียนเป็น “นิติบุคคล” ที่เข้มแข็ง มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับพื้นฐาน โดยรัฐบาลส่วนกลางยังคงทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานคุณภาพเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะได้รับคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนใด
สำหรับวราวิช กำภู ณ อยุธยา พรรคไทยก้าวใหม่ ได้เสนอการกระจายอำนาจที่ทะลุขอบเขตของ “โรงเรียนรัฐ”โดยเสนอให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณไปสู่ “การศึกษาทางเลือก” เช่น Home School หรือศูนย์เรียนรู้ชุมชน โดยรัฐต้องยอมรับและให้เกียรติการจัดการศึกษาที่หลากหลายเหล่านี้เท่ากับโรงเรียนกระแสหลัก
ด้วยความเชื่อว่า การกระจายอำนาจนั้นไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างกระทรวงกับโรงเรียน แต่คือการคืนอำนาจในการจัดการศึกษาให้พ่อแม่และชุมชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กเป็นรายบุคคล
ลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา
ประเด็น “การลดความเหลื่อมล้ำและมาตรการ Zero Dropout” ถือเป็นประเด็นที่มีความสอดคล้องกับเพราะสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยมีเด็กหลุดออกจากระบบนับแสนคนเพราะความเหลื่อมล้ำ แต่ละพรรคการเมืองจึงนำเสนอมาตรการเชิงรุกเพื่อพาเด็กกลับสู่ห้องเรียนดังนี้
พรรคภูมิใจไทย เสนอการใช้ข้อมูลนำทางผ่านระบบฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อติดตามตัวเด็กเป็นรายบุคคล และกลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ให้เป็นหน่วยงานหลักเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือ
และขยายความช่วยเหลือไปถึงครอบครัวของเด็กด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเด็กกลับมาเรียนแล้วจะไม่ต้องหลุดออกไปอีกเพราะปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นการเน้นการใช้กลไกของรัฐที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทางด้าน พรรคประชาชน มองว่าการจะทำให้ Zero Dropout สำเร็จ ต้องทำให้การศึกษาเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า เปลี่ยนแนวคิดจาก “การสงเคราะห์” เป็น “สิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแฝง (เช่น ค่าเดินทาง, ค่าอุปกรณ์) ที่ทำให้เด็กยากจนเข้าไม่ถึงการศึกษา
พร้อมเสนอการสร้างระบบการศึกษาที่ “ยืดหยุ่น” พอที่จะรองรับเด็กที่อาจจะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดเด็กไว้ได้
พรรคเพื่อไทย มีแนวทางใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำผ่านนโยบาย “1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต/แล็ปท็อป” และการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อให้เด็กที่อยู่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่ากับเด็กในเมือง
พร้อมฟื้นฟูนโยบาย “1 อำเภอ 1 ทุน” เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเรียนดีแต่ยากจนได้ไปศึกษาต่อ และเน้นการเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการจ้างงานเพื่อให้เด็กและครอบครัวเห็นว่าการเรียนคือการลงทุนที่เห็นผลตอบแทนชัดเจน เป็นการเน้นใช้นวัตกรรมและการสร้าง “โอกาสทางการเงิน”เพื่อดึงเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา
สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ เน้นย้ำนโยบายของพรรคที่ผ่านมาคือ “เรียนฟรีถึงปริญญาตรี” ที่เป็นจุดแข็งเดิม แต่เพิ่มเติมคุณภาพในรายละเอียด เช่น อาหารกลางวันและนมโรงเรียนต้องมีคุณภาพเท่ากันทั่วประเทศ เพื่อลดความต่างของสุขภาพเด็ก
พร้อมทั้งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก/โรงเรียนชุมชน เพื่อให้เด็กไม่ต้องเดินทางไกลเข้าเมืองเพื่อไปเรียนหนังสือ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างครูกับชุมชนในการเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง และเป็น“ตาข่ายรองรับ” (Safety Net) เด็กโดยชุมชนที่เข้มแข็ง
พรรคไทยก้าวใหม่ มองว่า Zero Dropout ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องกลับมาอยู่ใน “ห้องเรียนสี่เหลี่ยม” แบบเดิม แต่ต้องทำให้การเรียนรู้นอกระบบหรือการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้รับการรับรองวุฒิที่เท่าเทียม โดยเสนอมาตรการเชิงรุกให้มีกองทุนติดตามเด็ก ที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล สำหรับเด็กที่หลุดออกไปแล้ว ให้เขาสามารถกลับมามีวุฒิและอาชีพได้ตามวิถีชีวิตจริง เป็นการปฏิรูปการศึกษาให้ยืดหยุ่นสูงสุดและยอมรับความหลากหลายของรูปแบบการใช้ชีวิต
งบประมาณแผ่นดิน ความท้าทายสำคัญด่านแรก
เพราะงบประมาณถือเป็นความท้าทายเชิงบริหารที่ใหญ่ที่สุด เพราะงบประมาณด้านการศึกษาของไทยนั้นสูงเป็นอันดับต้น ๆ แต่ผลสัมฤทธิ์กลับสวนทาง พรรคการเมืองที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติหลังเลือกตั้ง 69 จึงต้องชี้แจงว่าจะจัดการงบประมาณอย่างไรสำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านระบบการศึกษา
พรรคประชาชน ให้ความสำคัญกับการจัดการงบประมาณตามความจำเป็น โดยเสนอแนวทางให้เปลี่ยนสูตรการจัดสรรงบประมาณจาก “รายหัวแบบเท่ากัน” เป็น “รายหัวตามความจำเป็น” โดยโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีเด็กเปราะบางจำนวนมากควรได้รับงบประมาณต่อหัวที่สูงกว่าปกติ เพื่อชดเชยความเสียเปรียบ
พร้อมกันนั้นจะต้องตัดงบส่วนกลางที่ใช้ไปกับโครงการอบรมหรือดูงานของกระทรวง เปลี่ยนเป็นงบประมาณที่ส่งตรงถึงโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนตัดสินใจใช้เงินได้เองตามปัญหาจริง เพื่อเป็นการย้ายอำนาจเงินจาก ข้าราชการส่วนกลาง ไปสู่หน้างานในระดับปฏิบัติเพื่อลดการรั่วไหล
ส่วน พรรคเพื่อไทย การใช้ระบบ “Digital Tracking” เพื่อติดตามตรวจสอบว่า งบประมาณที่รัฐจ่ายไปนั้นถึงตัวเด็กจริงหรือไม่ เพื่อความโปร่งใส และเสนอแนวคิดสวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อให้เด็กใช้สิทธิซื้ออุปกรณ์หรือคอร์สเรียนที่ต้องการได้เอง พร้อมลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณผ่านระบบฐานข้อมูลเดียว (Single Database) และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อดึงงบจากภาคธุรกิจมาช่วยพัฒนาทักษะเด็ก
พรรคภูมิใจไทย เสนอแนวคิด “แก้หนี้ราชการครูเพื่อคืนความสุขสู่ห้องเรียน” เพราะหากครูมีความมั่นคงทางการเงิน งบประมาณที่ลงไปในการพัฒนาการเรียนการสอนจึงจะเกิดผลสูงสุด รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการบ้านพักครูและค่าตอบแทนในพื้นที่ทุรกันดาร
พรรคเสนอว่า การใช้งบประมาณจะผ่านกลไกท้องถิ่นมากขึ้น และเน้นการเพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบันที่พุ่งสูงขึ้น เป็นการเน้นการดูแลคนทำงานเพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพการสอน
พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเน้นย้ำถึงแนวคิด “เรียนฟรีถึงปริญญาตรี” กล่าวว่าการจัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการ “เรียนฟรี” ที่ต้องฟรีจริง รวมถึงค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์ และกิจกรรม และการใช้งบประมาณเพื่อยกระดับโภชนาการ ทั้งอาหารกลางวันและนม จะต้องปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
พร้อมกันนั้นพรรคยังเน้นการตรวจสอบมาตรฐานโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่า ไม่ใช่แค่การคงอยู่ของโรงเรียน แต่ต้องเป็นการคงอยู่ที่มีคุณภาพ
ทางด้าน พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแนวคิด “เงินตามตัวเด็ก” หรือ Education Voucher คือการให้งบประมาณไปกับตัวผู้เรียน หากผู้เรียนเลือกไปเรียนที่ไหน ไม่ว่าโรงเรียนรัฐ เอกชน หรือศูนย์เรียนรู้ชุมชน ซึ่งงบประมาณนั้นจะตามไปสนับสนุนยังสถานศึกษานั้น ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพระหว่างสถานศึกษา ทำให้ทุกแห่งต้องบริหารงบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อดึงดูดผู้เรียน ซึ่งเป็นการเน้นกลไกตลาดและการเลือกโดยผู้บริโภค เพื่อกดดันให้ระบบบริหารจัดการงบประมาณต้องปรับตัว
โรงเรียนขนาดเล็กควรยุบหรือควบรวม ?
ในกรณีการแก้ปัญหา “โรงเรียนขนาดเล็ก” ซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งประเทศ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่นเปลืองงบประมาณและเป็นสาเหตุฉุดรั้งคุณภาพการศึกษา ซ้ำทางธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะให้ยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน นำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่อง “ยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก”
ประเด็นนี้เป็นคำถามหลักบนเวทีว่า แต่ละพรรคการเมืองเห็นด้วยหรือไม่ที่จะยุบหรือควบรวมโรงเรียนเล็ก แล้วหากไม่เห็นด้วย จะมีแนวทางจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กได้รับคุณภาพการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กในเมือง
สำหรับ พรรคไทยก้าวใหม่ ยืรยันว่าไม่ยุบโรงเรียน เพราะการศึกษาเป็นสวัสดิการพื้นฐาน วราวิช กำภู ณ อยุธยา ตัวแทนพรรคไทย แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ยุบโรงเรียนเด็ดขาด และไม่ควรมีแนวคิดโรงเรียนคุณภาพเฉพาะบางแห่ง
พร้อมทั้งเสนอ “3 เลิก” เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพโรงเรียนได้แก่
- เลิกระบบงบประมาณแบบหารหัว
- เลิกให้ครูทำงานธุรการและรายงานที่ไม่จำเป็น
- เลิกระบบวิทยฐานะที่เน้นเอกสารมากกว่าคุณภาพการสอน
พร้อมทั้งมีข้อเสนอ “3 ให้” คือ เรียนฟรีจริงตั้งแต่พื้นฐานถึงระดับสูง อาหารเช้า–กลางวันฟรี และการปฏิรูประบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่ยุบ ไม่ควบรวมตรง ๆ ซึ่ง รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคเข้าใจปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่งบประมาณไม่เพียงพอจากการจัดสรรแบบ “รายหัว” ซึ่งยิ่งทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวน 20–30 คน อยู่ยาก
ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีการกระจายอำนาจ ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ เพื่อเปิดทางให้ระดมทรัพยากรร่วมกับชุมชนและเอกชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิด ecosystem การศึกษา พร้อมตั้งเป้าหมายสร้าง โรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ และระบบรถโรงเรียน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ปกครอง
“ไม่ใช่การยุบหรือควบรวม แต่เป็นการปล่อยให้โรงเรียนปรับตัวตามธรรมชาติ โรงเรียนเล็กที่นักเรียนลดลง สามารถปรับบทบาทเป็นศูนย์เรียนรู้หรือศูนย์พัฒนาทักษะตลอดชีวิตของชุมชนได้” รัดเกล้ากล่าว
ทางด้าน พรรคประชาชน วาง 3 หลักการ “กันโรงเรียนจำเป็น–ปรับระบบ–ควบรวมเมื่อเลี่ยงไม่ได้”
ซึ่ง พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดคือให้เด็กทุกคนเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ โดยเสนอให้พิจารณาการายุบหรือควบรวมเป็นรายกรณี โดยมีหลักการ 3 ประการในการพิจารณา ได้แก่
- ต้องกันโรงเรียนที่หากยุบแล้วจะสร้างความลำบากในการเดินทางของเด็ก
- ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังครู ลดการยึดจำนวนเด็กเป็นตัวตั้ง และเพิ่มอิสระการตัดสินใจให้สถานศึกษา
- หากจำเป็นต้องควบรวม ก็ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน นักเรียนผู้ปกครอง โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำ MOU ใช้พื้นที่โรงเรียนร่วมกับท้องถิ่นและจะต้องมีระบบรับส่งนักเรียน
สอดคล้องกับ พรรคภูมิใจไทย ที่ รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรค ชี้ว่ายุบได้เฉพาะบางพื้นที่ เพราะการควบรวมโรงเรียนอาจเหมาะในบางกรณี เช่น พื้นที่เมืองที่มีโรงเรียนขนาดเล็กกระจุกตัวหนาแน่น
แต่สำหรับโรงเรียนอีกหลายพันแห่งในชนบทนั้นยุบไม่ได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้เสนอให้ ลดภาระครู โดยเฉพาะงานธุรการ และใช้เทคโนโลยี เช่น AI เป็นผู้ช่วยการสอน พร้อมพัฒนาหลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้เด็กเข้าถึงการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทย ที่มองว่าการยุบ–ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเป็นปลายทางการแก้ไขปัญหา เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เมื่อจำเป็นจริงๆ
ธีราภา ไพโรหกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้องทำขั้นตอนแรกคือแก้ระบบจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว ที่ทำให้โรงเรียนชนบทเสียเปรียบเพราะมีนักเรียนจำนวนน้อย พร้อมกลไกในการแก้ไขปัญหาด้วยการกระจายอำนาจไปยังโรงเรียนและท้องถิ่น พร้อมปฏิรูประบบประเมินผลโรงเรียน ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
สถานการณ์ทุนมนุษย์ปัจจุบัน
และจากผลการประเมิน PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปีระดับโลก จัดโดย OECD ทุก 3 ปี เพื่อวัดความสามารถในการประยุกต์ความรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ไม่ใช่การท่องจำ เน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและนำผลไปใช้ปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศ โดยไทยเข้าร่วมมาตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งได้คะแนนต่ำมาตลอด
จากผลการประเมิน PISA 2022 นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยทั้งสามด้านลดลง โดยด้านคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 25 คะแนน ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ
ผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ 2000 – 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางสถิติ
มากไปกว่านั้น นักเรียนหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต แต่นักจิตวิทยาไม่เพียงพอ และจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมาในแต่ละปี คือปัญหาใหญ่ที่ทุกโรงเรียนต้องเผชิญ มว่าแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือเยียวยา มีหลายโรงเรียนไม่ได้รับการฟื้นฟูหลังจากภัยพิบัติ
และในระหว่างที่เวที policy forum “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” ดำเนินอยู่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ไปอีก 7 ปี ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ตรงประเด็น – Policy Watch Connect การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ | Thai PBS รายการไทยพีบีเอส
- พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
- งบการศึกษา “มากเกินพอ” แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ




