ก่อนหน้านั้น มีความพยายามร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่แทน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ใช้ในอยู่ปัจุบบันอยู่ หลายครั้งเพื่อปฏิรูปการศึกษา จนเกิดร่างกฎหมายหลายฉบับ มีบางร่างเกือบสำเร็จ อย่างการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 9 ธ.ค. 68 ทว่าก็มีอันไม่ได้ไปต่อ เพียงไม่กี่วันให้หลัง รัฐบาลอนุทิน 1 ประกาศยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค. 68
ร่างปี 68 นี้เป็นการนำร่างกฎหมายการศึกษาฉบับปี 2564 มรดกรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา มาปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นร่างที่เต็มไปด้วยข้อโต้แย้ง เช่นการเสนอให้ตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา” หรือ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำกับดูแล ติดตามงานนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ รวมถึงถูกตั้งคำถามว่าเนื้อหาของร่างทันสมัยและความสอดคล้องกับอนาคตของการศึกษาอย่างแท้จริงหรือไม่
ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ภาพสะท้อนความเข้าใจปัญหาการศึกษาของกระทรวง
ล่าสุดกับ โครงการ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ปี 69 นี้ เป็นไปตาม Road Map ปฏิรูปการศึกษา (2569 -2573) ที่ รมว.ศธ. คนใหม่ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 โดยกำหนดให้ปี 2569 เป็นปีเริ่มต้นด้วยการวางโครงสร้างการศึกษาใหม่และร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่พร้อมเปิดรับฟังความเห็น เพื่อที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่สภาฯ ในปี 2571 และสามารถการบังคับใช้ได้สำเร็จในปี 2573
กระบวนการร่างกฎหมายการศึกษาเริ่มต้นขึ้นทันทีในวันที่ 27 เม.ย. 69 หลังประกาศ Road map เพียง 1 สัปดาห์ ด้วยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop ที่หอประชุมคุรุสภา ศธ. โดยมี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน เพื่อให้ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวง รวมทั้งภาคประชาสังคม นักวิชาการด้านปฏิรูปการศึกษาเข้าร่วม
การระดมสมองครั้งนี้ เพื่อออกแบบโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบตั้งแต่หลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ โดยมีโจทย์ใหญ่ในการสร้าง “ทุนมนุษย์” หรือคนคุณภาพ ที่สอดคล้องกับโลกอนาคต ไม่ใช่แค่เรียนจบ แต่ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ให้เป็นและต่อยอดได้ ข้อเสนอที่ได้จาก workshop นี้จะถือว่าเป็นฉันทมติจากทุกคน และจะนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการร่างกฎหมายใหม่
ยศชนันท์ กล่าวว่า เวิร์กช็อปนี้เป็นการรวมผู้บริหารระดับสูงมาอยู่ในวงประชุมได้มากขนาดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำกฎหมาย
จากการจัด workshop โดยแบ่งตาม 5 ภารกิจพื้นฐานในการร่างกฎหมายการศึกษา ทำให้ได้ข้อเสนอหลัก 5 ประการดังนี้
- สถานศึกษาบริหารคล่องตัวด้วยการกระจายอำนาจงบประมาณถึงมือคนทำงานจริง ไม่ติดหล่มเพราะระเบียบส่วนกลาง มีบอร์ดในการจัดสรรทรัพยากรให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ และบุคลากรต้องมีจำนวนที่เพียงพอตามมาตรฐาน
- ระบบการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ ผ่าน National Credit Bank ที่มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับศักยภาพของเด็กทุกคนให้สามารถเรียนไปใช้ได้จริง โดยมี Human Capital Superboard กำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อผลิตบุคลากรให้ตอบโจทย์กับความต้องการทุนมนุษย์
- ครูได้กลับเข้าห้องเรียน โดยมี GovTech มาจัดการงานธุรการ มีระบบสนับสนุนเรื่องอาหารกลางวันแทนที่จะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ครู และสถานศึกษามีอำนาจในการปฏิเสธโครงการได้
- โรงเรียนปลอดภัย ด้วยกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ สร้างระบบนิเวศแบบ Child Friendly มีหน่วยงานอิสระตรวจสอบมีผู้เชี่ยวชาญดูและสุขภาวะของนักเรียนและครู รวมถึงยกระดับสายด่วน 1579
- วิชาชีพครูยุคใหม่ ที่เชื่อมระบบโรงเรียนกับการผลิตครูให้ตรงความต้องการ โดยกำหนดรูปแบบการผลิตครูโดยแบ่งเป็น Class Teacher และ Subject Teacher รวมถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาภาคบังคับ และ การสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงคนเก่งเข้าสู่ระบบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมการพัฒนาวิชาชีพผ่านกลไก Teacher Learning Together (PLC/LS) เพื่อยกระดับสมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง

“พัฒนาทุนมนุษย์” ในความหมายของ อว. และ ศธ.
“ทุนมนุษย์” คือ ความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะที่บุคคลได้รับมาจากการศึกษา การฝึกอบรม และประสบการณ์ สะสมมาตลอดชีวิต ที่จะแสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถในการผลิตของบุคคลนั้น ๆ ในฐานะแรงงาน แม้ทุนมนุษย์จะมีลักษณะจับต้องไม่ได้ แตกต่างจากทุนทางกายภาพ เช่น เครื่องจักร อาคาร ที่ดิน แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บุคคลที่มีความรู้ ทักษะ และการศึกษาที่สูงกว่ามักจะมีศักยภาพในการตัดสินใจและปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาทางเทคโนโลยี รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ดี ได้รับค่าจ้างที่สูงกว่าในตลาดแรงงาน ดังนั้นการลงทุนในทุนมนุษย์สามารถนำไปสู่ศักยภาพในการหารายได้ที่เพิ่มขึ้น
การลงทุนกับทุนมนุษย์จึงต้องอาศัยการลงทุนผ่านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ การศึกษาที่มีคุณภาพ งาน และการสร้างทักษะ อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปีระดับโลก จัดโดย OECD ทุก 3 ปี เพื่อวัดความสามารถในการประยุกต์ความรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ไม่ใช่การท่องจำ เน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและนำผลไปใช้ปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศ โดยไทยเข้าร่วมมาตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งได้คะแนนต่ำมาตลอด
จากผลการประเมิน PISA 2022 นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยทั้งสามด้านลดลง โดยด้านคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 25 คะแนน ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ
ผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ 2000 – 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางสถิติ
มากไปกว่านั้น นักเรียนหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต แต่นักจิตวิทยาไม่เพียงพอ และจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมาในแต่ละปี คือปัญหาใหญ่ที่ทุกโรงเรียนต้องเผชิญ ทว่าแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือเยียวยา มีหลายโรงเรียนไม่ได้รับการฟื้นฟูหลังจากภัยพิบัติ
สำหรับทิศทางการพัฒนามนุษย์นั้น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าจะทำให้เด็กไทยสามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกรูปแบบ
หลักสูตรและการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับช่วงวัยและพัฒนาการของชีวิต ทำให้การเรียนการสอนของเด็กในแต่ละพื้นที่ควรที่จะเท่าเทียมกันและยึดผลลัพธ์ที่ควรได้จากการศึกษาเป็นตัวตั้ง
เช่นเดียวกับประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า อยากให้มองคำว่าทุนมนุษย์ คือ ความเป็นพลเมืองของโลกในอนาคตของเด็กไทย ที่อยู่ในสังคมด้วยความรอบรู้ มีความสุข สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ได้หมายความว่าการสร้างคือใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนคือหุ้นส่วน
โดยการระดมสมองครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 5 ภารกิจ 1.การเพิ่มความคล่องตัวให้การศึกษา คือ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา 2.การเรียนแบบไร้รอยต่อ3.การคืนเวลาให้ครู 4.การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาใหม่ และ 5. การสร้างครูยุคใหม่

MOE Human Capital Blueprint Workshop ก้าวแรกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่
ความน่าสนใจของกระบวนการเริ่มต้นร่าง พ.ร.บ. นี้คือ การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย ไม่ใช่แค่ อว. และศธ. เท่านั้น แต่ยังมีกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน หน่วยงานราชการในสังกัด และภาคประชาสังคม นักขับเคลื่อนการศึกษาไทย
การออกแบบนโยบายที่ดีต้องให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง นโยบายต้องออกแบบจากความสนใจ ความต้องการของประชาชน และสามารถสอดคล้องกับกลไกของการบริหารรัฐกิจ ซึ่งจะทำให้นโยบายนั้นยั่งยืน
ทว่าที่ผ่านมานโยบายของภาครัฐถูกออกแบบมาให้ผูกติดกับการเมืองมากกว่าประชาชนหรือระบบอื่น ๆ จึงทำให้นโยบายต่าง ๆ กลายเป็นนโยบาย Quick Win มุ่งเห็นผลไว แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่แก้ที่ต้นตอของปัญหา และกลายเป็นนโยบายที่ถูกพับเก็บไปเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน
พีรวิชญ์ ขันติศุข คณะทำงานรัฐมนตรีและ หนึ่งในทีมทำงาน workshop นี้กล่าวกับ Policy Watch ว่า
“จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้คนทำงานทุกภาคส่วนมาหันหน้าเข้าหากัน การศึกษาเป็นเรื่องที่คนทุกคนร่วมมีส่วนและมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เราต้องการสร้าง ‘Blueprint’ ที่ไม่ได้เกิดจากการนั่งคิดในห้องแอร์ของฝ่ายนโยบายแล้วโยนลงไป หรือจากใครคนใดคนหนึ่งกระซิบ
แต่เกิดจากการคุยกับคนที่อยู่หน้างานจริง ๆ ผลลัพธ์ในวันนี้เกินคาดมาก เพราะเราได้เห็นภาพที่หาดูได้ยาก คือการที่ข้าราชการระดับสูง ระดับกลางนั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนกับนักขับเคลื่อนการศึกษาและภาคเอกชนบนโจทย์เดียวกันบนโต๊ะเดียวกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจใหม่ว่าเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เราคือหุ้นส่วนที่กำลังสู้กับระบบที่ล้าหลังเหมือนกัน”
ด้วยเหตุนี้ งานนี้จึงเน้นการทำงานแบบ Synergistic Government ตามนโยบายรองนายกฯ ยศชนัน นอกจาก 5 แท่งหลักของ ศธ. แล้ว เรายังมีกระทรวงแรงงาน มหาวิทยาลัยที่สังกัด อว. และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มาร่วมด้วย
ส่วนภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มนักขับเคลื่อนอย่าง Teach For Thailand, UNICEF, ก่อการครู และเรายังได้รับอนุเคราะห์เรื่องข้อมูลจากภาคีเครือข่ายอย่าง Inskru และ TEP เราจัดสัดส่วนไว้ที่ประมาณ 35% ของแต่ละโต๊ะ เพื่อให้เกิดการคละกันอย่างสมดุล (Curated Seating)
“สิ่งนี้ช่วยสลายมายาคติที่ว่า ‘ข้าราชการไม่ทำงาน’ หรือ ‘ภาคประชาสังคมเอาแต่วิพากษ์’ เพราะพอมานั่งโต๊ะเดียวกัน ทุกคนได้เห็นข้อจำกัดและ Pain Point ของกันและกันจริงๆ ผมเชื่อว่านี่คือ All For Education ครับ”
พิมพ์เขียวที่ได้ของงานในวันนี้คือ ‘หัวใจของกฎหมาย’ เราออกแบบ Workshop ให้ทุกคนมีส่วนในทุกประเด็น เพราะเรื่องการศึกษามันแยกกันไม่ออกจริง ๆ เช่น หากหลักสูตรดี แต่ครูไม่พร้อม หลักสูตรดี ครูดีแต่โรงเรียนบริหารจัดการไม่ได้ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ มันต้องไปพร้อม ๆ กัน ในภาคเช้าเราให้คนที่อยู่หน้างานในเรื่องนั้นได้พูดคุยในประเด็นที่ตนเองจัดการอยู่ต่อหน้าและในช่วงบ่าย
นอกจากนี้ในกิจกรรมยังมีการ Rotate โต๊ะ เพื่อให้คนที่ทำงานในประเด็นต่าง ๆ ได้เห็นการ Cross-Function ของข้อเสนอ ข้อเสนอตอนเช้าจึงผ่านการทดสอบแรงเสียดทาน (Stress Test) มาแล้วจากคนจากหลายหน้างานครับ นี่ไม่ใช่แค่ข้อความทางกฎหมายทื่อ ๆ แต่คือหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน (Grand Consensus) เช่น การกระจายและจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ที่เป็นธรรม หรือแม้แต่การสร้างโรงเรียนให้เป้นพื้นที่ปลอดภัย มันมีกี่มิติอย่างไร อะไรที่เราต้องคำนึง
พีรวิชญ์ ยืนยันว่า workshop นี้คือสารตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการพลิกโฉมการศึกษา เพราะเริ่มจากกระบวนการที่เป็น Bottom-up และ Co-creation เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลและปัญหาจริงเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยออกแบบโครงสร้างกฎหมายไปรับใช้การแก้ปัญหานั้น
รวมทั้งเน้นความยืดหยุ่นและการกระจายอำนาจ (Decentralisation) เพื่อให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลที่คล่องตัวจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การออกนโยบายและการทำงานหลังจากนี้ รวมถึงแนวร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ก็จะทำให้ inline และตอบความท้าทายเหล่านี้
ความพยายามในการร่วมกันออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่นี้ จึงถือเป็นอีกก้าวย่างที่สำคัญในการพลิกโฉมการเรียนรู้ให้เยาวชนไทยสามารถเติบโตไปในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เปิดโรดแม็ป 5 ปี พลิกโฉมการศึกษาไทย เป็นไปได้แค่ไหน
- นโยบายการศึกษา “วนลูป” เรื่องปฏิรูปยังอีกยาวไกล
- ทำไมแก้พ.ร.บ.การศึกษา เป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล




