องค์กรโคเปอร์นิคัส (Corpernicus) ของยุโรป สรุปผลรายงานสภาพอากาศประจำปี 2025 Global Climate Highlights จะเห็นว่าความรุนแรงของสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุหิมะ รุนแรงมากขึ้นทุกปี และหลายพื้นที่เจอกับสภาพอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่มาก่อน
ข้อสงสัยว่า Paris Agreement ยังมีบทบาทหรือไม่ หรือมีผลให้ประชาคมโลกร่วมมือกันมากน้อยแค่ไหน เพราะมนุษย์ก็ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ ปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่สูง
โคเปอร์นิคัส มองว่า เหตุการณ์และสัญญาณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ต่างกำลังบอกว่าโลกกำลังขยับเข้าใกล้อุณหภูมิ 1.5°C ก่อนยุคอุตสาหกรรมมากขึ้นทุกที
อุณหภูมิโลก 1.5°C ไม่ไกลเกินเอื้อม
หากถามว่าอุณหภูมิของโลกเราจะเพิ่มขึ้นอีก 1.5°C เมื่อไร? ก็ตอบได้ไม่ยากว่า หากโลกยังคงอุ่นขึ้นในอัตรานี้อยู่ (หรือเหมือนกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา) อุณหภูมิโลกจะพุ่งไปถึง 1.5 °C ภายในทศวรรษนี้อย่างแน่นอน หรือ ปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)
โดยเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมา รายงาน Global Climate Highlights สรุปว่าอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นอีก 1.4 °C อย่างเป็นทางการ และยิ่งกว่านั้นมีการระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1850-1900 มากกว่า 1.4°C โดยอุณหภูมิในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าปี 2024 แต่ใกล้เคียงกับปี 2023 และ 2025
รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาโลก วิเคราะห์ไว้ว่า มีความเป็นไปได้ถึง 80% ที่อย่างน้อยหนึ่งปีในห้าปีที่จะมาถึงนี้ จะเป็นปีที่ร้อนกว่าปี 2024 (ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 1 ในขณะนี้) นอกจากนี้ มีโอกาสสูงถึง 86% ที่จะมีปีที่ร้อนทะลุเพดาน 1.5 °C และมีความเป็นไปได้ที่ 70% ที่ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิห้าปีข้างหน้าจะสูงเกิน 1.5 °C
อย่างไรก็ตาม รายงาน Global Climate Highlights มองว่า การที่เราเห็นอุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 °C เป็นเวลาหนึ่งปีหรือสองปี ไม่ได้หมายความว่าข้อตกลงปารีส หรือ Paris Agreement ถูกละเมิด แต่เป็นการสื่อว่าโลกกำลังขยับเข้าใกล้ระดับอุณหภูมินี้มากขึ้น
ปี 2025 ขั้วโลกอุ่นขึ้นชัดเจน พื้นที่เขตร้อนกลับเย็นลง
นอกจากนี้ มีการพบถึงลักษณะของสภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเปลี่ยนแปลง เกือบครึ่งของโลก 48% เจอกับอุณหภูมิที่อุ่นกว่าปกติในปีที่ผ่านมา ถึงแม้สภาพอากาศปี 2025 จะมีลักษณะความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ แต่ใจความสำคัญคือ พื้นที่บริเวณขั้วโลก (Polar regions) เจออุณหภูมิที่อุ่นขึ้น ในขณะที่พื้นที่เขตร้อน (Tropics) กลับเจออุณหภูมิที่เย็นลง
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความแปรปรวนผิดธรรมชาติ ซึ่งกำลังสื่อถึงความรุนแรงของ Climate ในปัจจุบัน

มากไปกว่านี้ อ้างอิงจากภาพด้านบนจะเห็นว่า มีหลายพื้นที่ (Land area) ที่มีอุณหภูมิที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมากในปี 2025 เห็นได้จากโทนสีแดง-แดงเข้ม ที่อยู่บนรูปโลก ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่เขตร้อนในทวีปอเมริกา บางส่วนของแคนาดา พื้นที่ส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา ยุโรป เกือบทุกพื้นที่ของกรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกา เป็นต้น
ในเวลาเดียวกัน ก็มีพื้นที่บนบกที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ย ได้แก่ อเมริกาใต้ พื้นที่ทางตะวันตกและตอนใต้ของแอฟริกา พื้นที่ส่วนใหญ่ในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย และรัสเซียตะวันออก ซึ่งอุณหภูมิที่เย็นกว่าค่าเฉลี่ยในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนนั้นมีอิทธิพลมาจากปรากฎการณ์ลานีญ่า
ถึงแม้ภาพในปี 2025 จะไม่ได้มีสีแดงเข้มและเป็นวงกว้างเหมือนปี 2024 แต่ก็ไม่ได้แปลว่าโลกของเราเย็นลง เพียงแต่สภาพอากาศไม่ได้รุนแรงเท่ากับปีก่อนเท่านั้นเอง
สองปัจจัยกระตุ้นอุณหภูมิสุดขั้วปี 2023 – 2025
ถึงแม้ 2025 จะไม่เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 และปี 2025 นั้นมีอุณหภูมิที่เย็นกว่าปี 2023 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่ปี 2024 ยังคงเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับหนึ่งเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้อากาศร้อนรุนแรงในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ แต่ถ้ามองดูถึงปัจจัยหลักและปัจจัยสำคัญ จะมีอยู่ 2 ปัจจัย
1.) ภาวะโลกร้อนที่ถูกเร่งด้วยพฤติกรรมและกิจกรรมของมนุษย์ การสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้น จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนธรรมชาติที่ลดลงทั้งบนบกและในมหาสมุทร นอกจากนี้ ปริมาณของละอองลอย หรือ Aerosols ก็ลดลงด้วย ซึ่งละอองลอยมีหน้าที่ช่วยสะท้อนความร้อนและทำความเย็นให้โลก
2.) อุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ มาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (El Niño – Southern Oscillation) หรือ ENSO ที่มีส่วนทำให้อุณหภูมิสูงผิดปกติและเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดปกตินี้
ในปีช่วง 2024 – 2025 มีการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะเอลนีโญ (El Niño) กลับไปสู่สภาวะเป็นกลาง (Enso-Neutral) แต่ทว่า การเปลี่ยนถ่ายนั้นเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ปรากฏการณ์ลานีญา La Niña ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็อยู่ในภาวะอ่อนกำลัง หรือ Weak La Niña ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เกิดการสะสมของความร้อนในมหาสมุทรและความร้อนคงอยู่นานขึ้น
ถึงแม้ปรากฎการณ์ El Niño ช่วงปี 2023-2024 จะไม่ใช่ครั้งที่รุนแรงที่สุด แต่ก็ทำให้เกิดความร้อนในมหาสมุทรในภูมิภาคอื่นๆ เป็นวงกว้าง ไม่ได้มีผลกระทบแค่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นการอธิบายได้อย่างเห็นภาพว่าทำไมอุณหภูมิน้ำทะเลยังคงสูงอยู่ทั้งๆ ที่ปราศจากภาวะ El Niño
แนวโน้มสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา
ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต สามารถคาดการณ์ได้จากแนวโน้มที่ผ่านมาโดยช่วงหลายทศวรรษก่อน สะท้อนให้เห็นว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกอุ่นขึ้นในอัตราที่เร็วมากกว่าอุณหภูมิผิวมหาสมุทรประมาณสองเท่า และยุโรปเองกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า
และมีอีกพื้นที่หนึ่งในโลกที่เจออุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ อาร์กติก โดยมีการวิเคราะห์ว่าอุณหภูมิที่อาร์กติกได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 3 °C ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 นอกจากนี้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลยังสูงขึ้นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา อุณหภูมิน้ำทะเลยุโรปเพิ่มประมาณ +0.6 °C และอุณหภูมิน้ำทะเล Mediterranean เพิ่มขึ้นมา +1.3 °C
กิจกรรมของมนุษย์ยังมีผลต่อการก่อตัวของก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2020 ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกสองชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทนนั้นเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2.4 ppm และ 11 ppb ตามลำดับ
‘ยุโรป’ ร้อนติดต่อกันสามปี
นอกจากนี้ 2025 เป็นอีกปีที่ยุโรปเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนผิดปกติ อุณหภูมิค่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10.41 °C ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 1991-2020 ที่ 1.17 °C
ทั้งนี้ ในภาพรวมอุณหภูมิในทุกพื้นที่ของยุโรปมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือฝั่งตะวันออก อังกฤษตอนเหนือ บางส่วนของสแกนดิเนเวีย ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเล Mediterranean และรัสเซียฝั่งตะวันตกที่พบอุณหภูมิที่สูงทุบสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์
มากไปกว่านี้ ในเดือนมีนาคมของปีที่ผ่านมาก็ทำลายสถิติ กลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของยุโรปไปแล้ว เดือนมีนาคมมีอุณหภูมิค่าเฉลี่ยอยู่ 6.03 °C ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 2.41 °C และร้อนกว่าสถิติเก่าเดือนมีนาคมของปี 2024 อยู่ที่ 0.24°C และฤดูหนาวปีที่แล้ว (ช่วงเวลาระหว่างธันวาคมปี 2024 ถึงกุมพาพันธ์ 2025) กลายเป็นฤดูหนาวที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองถัดจากปี 2020
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกใจที่ยุโรปเจอคลื่นความร้อน หรือ Heatwaves หลายครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายนจนไปถึงเดือนกันยายนในปี 2025 ประเทศที่เจอคลื่นความร้อนบ่อยๆ คือ อิตาลี สเปน เยอรมนี ฝรังเศส และอังกฤษ
มากกว่าครึ่งโลก เจอภาวะ Heat Stress
ในช่วงที่ผ่านมา เราอาจได้ยินบ่อยขึ้นในเรื่องของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากความร้อน เช่น Heat Stroke แต่มีอีกอย่างที่เรียกว่า Heat Stress คือ ภาวะเครียดที่เกิดจากความร้อน โดยร่างกายมนุษย์จะมีการสะสมความร้อนในปริมาณที่มาก จากกิจกรรมที่ทำอยู่หรือจากสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และร่างกายอาจไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน โดย Heat stress มีระดับความรุนแรง แยกตามความร้อนของอุณหภูมิ
- Moderate Heat Stress สื่อถึงระดับอุณภูมิที่ 26-32 องศา
- Strong Heat Stress คือความร้อนของอุณหภูมิในระดับ 32 – 38 องศา
- Very Strong Heat Stress คืออุณหภูมิระหว่าง 38 – 46 องศา และ
- Extreme Heat Stress เป็นระดับสูงสุด สื่อถึงระดับความร้อนของอุณหภูมิที่สูงว่า 46 องศาขึ้นไป
ทั้งนี้ พบว่าในปี 2025 ประมาณ 50% หรือครึ่งของโลกเผชิญกับจำนวนวันที่มี Strong Heat Stress มากกว่าค่าเฉลี่ยในบางภูมิภาค เช่น ตอนใต้ของสหรัฐฯ หรือ เอเชียตะวันออก มีวันที่อยู่ในเกณฑ์ Strong heat stress มากถึง 45 วัน ในขณะที่ตอนกลางของแอฟริกามีวันที่เป็น Very Strong Heat Stress มากกว่า 110 วัน
นอกจากนี้ ในบางภูมิภาคเช่น พื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลีย พื้นที่ตอนเหนือของแอฟริกา และบริเวณคาบสมุทรอารับ มีวันที่เป็น Extreme Heat stress มากเกินกว่าค่าเฉลี่ย ในทางกลับกัน ก็มีบางพื้นที่ เช่น เอเชียตอนใต้ ที่มีจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
โดยสรุปแล้ว การคาดการณ์ถึงสภาพอากาศในอนาคตค่อนข้างเป็นไปอย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิค่าเฉลี่ยโลกจะแตะถึง 1.5 °C อย่างแน่นอน ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้านี้ และอุณหภูมิระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์
ฉะนั้นแล้ว เราไม่อาจมานั่งรอให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างเดียว หรือหวังว่ากิจกรรมต่างๆ ที่รณรงค์กันจะช่วยชะละการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ในเวลาเดียวกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ภาครัฐในแต่ละประเทศและรัฐบาลระดับท้องถิ่นควรคำนึงถึงวิธีรับมือและปรับตัวต่อสภาพอากาศที่รุนแรงในอนาคต ทุกวันนี้เองประเทศไทยและกรุงเทพมหานครเจอกับค่าดัชนีความร้อนที่สูงและอันตราย
ที่มา: 2025 Global Climate Highlights
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




