กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดพื้นที่
แต่มีพื้นที่จำนวนมากที่ยัง “ว่างเปล่า” “รกร้าง” หรือ “ถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ” ในขณะเดียวกัน
- เมืองกำลังร้อนขึ้น
- ค่าครองชีพสูงขึ้น
- คนเมืองเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้ยากขึ้น
- และหลายชุมชนยังขาดพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “กรุงเทพฯ จะมีสวนเพิ่มได้อย่างไร?”
แต่คือ “เราจะเปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เมืองอยู่รอดได้อย่างไร?”
วันนี้เกิดอะไรขึ้น?
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองที่กระทบชีวิตประจำวันของทุกคน
ภาวะโลกร้อนทำให้เมืองร้อนขึ้น
อากาศแปรปรวนมากขึ้น
ฝุ่น มลพิษ และความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพของคนเมืองยังสูงต่อเนื่อง
โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
แต่ในเมืองเดียวกันนี้ ยังมีที่ดิน อาคาร พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รกร้าง พื้นที่ว่าง และพื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่
หลายชุมชนต้องอยู่กับความร้อน มลพิษ และพื้นที่คับแคบ
แต่กลับไม่มีพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน
ไม่มีพื้นที่ปลูกอาหาร
ไม่มีพื้นที่พักใจ
ไม่มีพื้นที่ให้เด็ก ผู้สูงอายุ และคนในชุมชนใช้ร่วมกัน
ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “เมืองมีสีเขียวน้อย”
แต่คือ “เมืองยังใช้พื้นที่ที่มีอยู่ไม่เป็นธรรม ไม่สร้างสรรค์ และไม่ตอบโจทย์อนาคต”
เมืองควรเป็นอย่างไร?
กรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองที่ใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด เป็นธรรม และรับมือกับอนาคตได้
พื้นที่ร้างไม่ควรถูกปล่อยให้ร้าง
พื้นที่ว่างไม่ควรเป็นเพียงทรัพย์สินที่รอการเก็งกำไร
และพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิของคนบางย่านเท่านั้น
เมืองที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงง่าย ใกล้บ้าน และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่แค่สวนขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง
แต่รวมถึงสวนชุมชน สวนหย่อม พื้นที่ปลูกผัก ลานกิจกรรม พื้นที่พักร้อน พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่บนอาคาร พื้นที่ริมคลอง และพื้นที่รกร้างที่ถูกเปลี่ยนให้กลับมามีชีวิต
เมืองที่พึงประสงค์ควรมี 5 คุณสมบัติสำคัญ
- เขียวขึ้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งแนวราบ แนวตั้ง และพื้นที่ขนาดเล็กใกล้ชุมชน
- เย็นขึ้น ใช้พื้นที่สีเขียวช่วยลดความร้อน ลดฝุ่น เพิ่มร่มเงา และทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น
- กินอยู่มั่นคงขึ้น เปลี่ยนพื้นที่ว่างบางส่วนให้เป็นพื้นที่เกษตรเมือง สวนกินได้ หรือพื้นที่ผลิตอาหารของชุมชน
- เข้าถึงได้มากขึ้น พื้นที่สีเขียวต้องอยู่ใกล้บ้าน ใช้ได้จริง และเป็นมิตรกับเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง
- บริหารร่วมกันได้ ภาครัฐ เอกชน เจ้าของที่ดิน ชุมชน และประชาชนต้องร่วมกันออกแบบ ดูแล ใช้ประโยชน์ และแบ่งปันผลลัพธ์
ทำไมปัญหานี้จึงเกิดขึ้น?
ปัญหาพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจากการไม่มีที่ดินเท่านั้น
แต่เกิดจากโครงสร้างการใช้ที่ดินและการบริหารเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อประโยชน์สาธารณะ
- เมืองมีพื้นที่ร้าง แต่ไม่มีกลไกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ หลายพื้นที่ถูกปล่อยว่าง ถูกปิดไว้ หรือรอการพัฒนาในอนาคต โดยไม่มีระบบกลางในการนำมาใช้ชั่วคราวหรือใช้ร่วมกับชุมชน
- ภาษีและแรงจูงใจยังไม่ผลักให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มาตรการทางภาษีที่ดินยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้เจ้าของพื้นที่นำที่ดินรกร้างมาใช้เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุมชน หรือพื้นที่เกษตรเมือง
- การพัฒนาพื้นที่ยังมองแบบแยกส่วน สิ่งแวดล้อม เมือง อาหาร สุขภาพ ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากยังถูกมองเป็นคนละเรื่อง ทั้งที่พื้นที่สีเขียวสามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้พร้อมกัน
- พื้นที่สาธารณะยังไม่ถูกออกแบบให้ใช้ได้หลากหลายเวลาและหลากหลายกลุ่ม บางพื้นที่ใช้ได้เฉพาะบางเวลา บางกลุ่ม หรือบางกิจกรรม ทั้งที่เมืองต้องการพื้นที่ที่ยืดหยุ่น ใช้ได้ทั้งกลางวัน กลางคืน วันธรรมดา และวันหยุด
- ชุมชนยังไม่ได้เป็นเจ้าของร่วมของพื้นที่ หลายโครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเกิดจากบนลงล่าง ทำให้พื้นที่อาจสวย แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
- ขาดระบบประสานความร่วมมือ ระหว่าง กทม. เจ้าของที่ดิน เอกชน และภาคประชาสังคม กทม. เจ้าของที่ดิน เอกชน ชุมชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางที่ทำให้การเปลี่ยนพื้นที่ร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเกิดขึ้นได้ง่าย รวดเร็ว และต่อเนื่อง
ถ้าไม่เปลี่ยน จะเกิดอะไรขึ้น?
หากกรุงเทพฯ ยังปล่อยให้พื้นที่รกร้างอยู่คู่กับชุมชนที่ขาดพื้นที่สีเขียว
เมืองจะยิ่งร้อนขึ้น
คนเมืองจะยิ่งเปราะบางต่อมลพิษและภัยพิบัติ
ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตจะสูงขึ้น
และความเหลื่อมล้ำทางสิ่งแวดล้อมจะชัดเจนขึ้น
คนบางกลุ่มจะได้อยู่ใกล้สวน ใกล้ร่มเงา ใกล้อากาศที่ดี
แต่คนอีกจำนวนมากจะอยู่ในย่านที่ร้อน แออัด และไม่มีพื้นที่พักใจ
ถ้าพื้นที่ว่างยังถูกมองเป็นเพียงทรัพย์สินรอการพัฒนา
เมืองจะเสียโอกาสในการสร้างพื้นที่อาหาร
พื้นที่เรียนรู้
พื้นที่ดูแลสุขภาพ
พื้นที่สร้างความสัมพันธ์ของชุมชน
และพื้นที่รับมือวิกฤตภูมิอากาศ
สุดท้าย กรุงเทพฯ อาจมีที่ดินจำนวนมาก
แต่คนเมืองยังขาดพื้นที่ที่จะหายใจ พักพิง และอยู่รอดร่วมกัน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
หาวิธีทำให้ข้อเสนอนี้เด่นออกมาจากเนื้อหา 4 ก้อนข้างต้น
เปลี่ยนพื้นที่ร้าง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของเมือง
กรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนวิธีคิดจาก “พื้นที่ว่างคือพื้นที่รอการพัฒนา”
ไปสู่ “พื้นที่ว่างคือโอกาสในการสร้างเมืองที่เขียว เย็น เป็นธรรม และมั่นคงกว่าเดิม”
- สำรวจและเปิดข้อมูลพื้นที่ร้างทั่วเมือง
กทม. ควรจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ร้าง พื้นที่ว่าง อาคารร้าง พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ของรัฐ และพื้นที่เอกชนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์สาธารณะได้
ข้อมูลควรตอบให้ได้ว่า
- พื้นที่อยู่ที่ไหน
- ใครเป็นเจ้าของ
- ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
- เหมาะกับสวน พื้นที่เกษตร ลานกิจกรรม หรือพื้นที่พักร้อนหรือไม่
- ชุมชนรอบข้างต้องการอะไร
ถ้าเมืองไม่เห็นพื้นที่ เมืองก็จัดการพื้นที่ไม่ได้
- เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อสาธารณะ พื้นที่ว่างในเมืองสามารถกลายเป็นได้มากกว่าสวน
- อาจเป็นสวนชุมชน
- สวนกินได้
- พื้นที่ปลูกผัก
- พื้นที่ Co-farming
- ลานกิจกรรม
- สนามเด็กเล่น
- พื้นที่ออกกำลังกาย
- พื้นที่พักร้อน
- พื้นที่หน่วงน้ำ
- พื้นที่เรียนรู้สิ่งแวดล้อมของชุมชน
หัวใจคือการออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน และความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่
- ใช้มาตรการภาษีและแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินร่วมสร้างประโยชน์สาธารณะ
กทม. ควรออกแบบกลไกทางภาษีและแรงจูงใจใหม่
เพื่อสนับสนุนให้เจ้าของที่ดินนำพื้นที่ว่างหรือพื้นที่รกร้างมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
เช่น
– ลดหย่อนภาษีให้พื้นที่ที่เปิดเป็นสวนสาธารณะชั่วคราว
– ให้สิทธิประโยชน์กับเจ้าของพื้นที่ที่อนุญาตให้ชุมชนใช้พื้นที่ปลูกอาหาร
– สนับสนุนพื้นที่เอกชนที่ช่วยเพิ่มร่มเงา ลดความร้อน ลดน้ำท่วม หรือเพิ่มพื้นที่ซับคาร์บอน
และสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมระหว่างเจ้าของพื้นที่ ชุมชน และเมือง
ภาษีไม่ควรมีหน้าที่แค่เก็บรายได้
แต่ควรเป็นเครื่องมือชวนให้ที่ดินสร้างประโยชน์ต่อเมือง
- ออกแบบพื้นที่ให้ใช้ได้ทั้งวันและหลากหลายกลุ่ม
พื้นที่สีเขียวไม่ควรถูกใช้ได้เฉพาะบางเวลา หรือเฉพาะคนบางกลุ่ม
เมืองควรออกแบบพื้นที่แบบ All Day Use
– กลางวันใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน เรียนรู้ ปลูกผัก หรือออกกำลังกาย
– เย็นใช้เป็นพื้นที่กิจกรรมชุมชน
– กลางคืนใช้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย มีแสงสว่าง และไม่ถูกทิ้งร้าง
พื้นที่เดียวกันควรรองรับเด็ก ผู้สูงอายุ คนทำงาน กลุ่มเปราะบาง และชุมชนรอบข้างได้อย่างยืดหยุ่น
- พัฒนาเกษตรเมืองและความมั่นคงทางอาหาร
พื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นแค่พื้นที่สวยงาม
แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารเมือง
กทม. สามารถสนับสนุนสวนกินได้ แปลงผักชุมชน Greenhouse ขนาดเล็ก Co-farming และตลาดผลผลิตชุมชน
สิ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ
– เพิ่มอาหารปลอดภัย
– สร้างรายได้เสริม
– สร้างทักษะใหม่
และทำให้เมืองมีภูมิคุ้มกันในวันที่ระบบอาหารภายนอกผันผวน
- สร้างระบบ Social Innovation เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
พื้นที่สีเขียวสามารถเป็นมากกว่าพื้นที่พักผ่อน
แต่เป็นพื้นที่เกื้อกูลทางสังคม
ชุมชนสามารถใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นจุดรวมกิจกรรมสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน คนพิการ หรือคนรายได้น้อย
เป็นพื้นที่แจกจ่ายอาหาร
– พื้นที่เรียนรู้ทักษะ
– พื้นที่จ้างงานชุมชน
หรือพื้นที่สร้างเศรษฐกิจแบ่งปัน
พื้นที่สีเขียวที่ดี จึงต้องดูแลทั้งโลก ดูแลเมือง และดูแลคน
- ตั้งกลไกประสาน “ผู้ว่า + กทม. + เจ้าของพื้นที่ + ชุมชน”
การเปลี่ยนพื้นที่ร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน
กทม. ควรตั้งกลไกประสานกลางเพื่อเชื่อมเจ้าของที่ดิน หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน ภาคประชาสังคม นักออกแบบเมือง และผู้ใช้พื้นที่
กลไกนี้ควรช่วยเรื่อง
– การจับคู่พื้นที่กับชุมชน
– การออกแบบการใช้พื้นที่
– ข้อตกลงการใช้ประโยชน์
– งบประมาณ
– การดูแลระยะยาว
และการประเมินผล
ถ้าจะเริ่มทำ ควรเริ่มจากอะไร?
- ทำแผนที่พื้นที่ร้างและพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ใดควรถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่อาหาร หรือพื้นที่ชุมชนก่อน
- นำร่อง “พื้นที่ร้างเป็นพื้นที่รอด” ในทุกเขต เลือกพื้นที่ว่างหรือพื้นที่รกร้างในแต่ละเขตมาพัฒนาเป็นสวนชุมชน พื้นที่เกษตรเมือง หรือพื้นที่สาธารณะขนาดเล็ก
- ออกมาตรการภาษีและแรงจูงใจสำหรับเจ้าของที่ดิน ให้พื้นที่ที่สร้างประโยชน์สาธารณะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม
- จัดตั้งกลไกบริหารพื้นที่ร่วม ให้ กทม. เจ้าของพื้นที่ ชุมชน และภาคีร่วมออกแบบ ใช้ และดูแลพื้นที่
- เชื่อมพื้นที่สีเขียวกับระบบอาหารเมือง สนับสนุนสวนกินได้ แปลงผักชุมชน ตลาดชุมชน และระบบแบ่งปันผลผลิต
- ติดตามผลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม วัดผลว่าพื้นที่ช่วยลดความร้อน เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มอาหาร เพิ่มรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนได้จริงหรือไม่
เปลี่ยนพื้นที่ร้างของกรุงเทพฯ
ให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยลดร้อน เพิ่มอาหาร สร้างชุมชน และทำให้เมืองเป็นธรรมขึ้น
เมืองที่ดี ไม่ได้วัดจากตึกสูงหรือถนนกว้างเท่านั้น
แต่วัดจากการที่คนทุกกลุ่มมีพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน
มีอากาศให้หายใจ
มีอาหารที่เข้าถึงได้
มีพื้นที่พักใจ
และมีส่วนร่วมในการดูแลเมืองของตนเอง
กรุงเทพฯ จะรับมือโลกร้อนได้
ไม่ใช่ด้วยโครงการใหญ่เพียงไม่กี่โครงการ
แต่ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ ทั่วเมืองให้กลับมามีชีวิต
เปลี่ยนพื้นที่ร้างให้เป็นพื้นที่รอด
เปลี่ยนที่ดินว่างให้เป็นประโยชน์สาธารณะ
เปลี่ยนสวนให้เป็นแหล่งอาหารและพื้นที่ชุมชน
และเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เขียว เย็น เป็นธรรม และอยู่รอดไปด้วยกัน




