Policy Watch Connect 2026 คือการรวมตัวกันของทุกภาคส่วนระหว่างวันที่ 12 – 23 ม.ค. 69 ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมกันทบทวนข้อเสนอนโยบายทุกด้าน ครอบคลุมวิกฤตสำคัญต่าง ๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เพื่อส่งต่อพรรคการเมือง ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพื่ออุดช่องว่างกระบวนการประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา
กิจกรรมในโค้งสุดท้าย เปิดจุดนัดพบให้ภาคประชาชนและพรรคการเมืองได้พัฒนานโยบายสาธารณะร่วมกัน ผ่านกิจกรรม Policy Market Place ที่พรรคการเมืองจะมาช็อปข้อเสนอจากภาคประชาชนที่ทำงานกับประเด็นสาธารณะมาอย่างยาวนาน นำปัญหาที่ถูกมองข้ามจากการเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายเพื่อการสร้างฐานเสียง มาเป็นข้อเสนอที่มีประเด็นของคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นฐานของประเทศ มาอยู่ในตลาดแห่งนี้
สำหรับตัวแทน 5 พรรคการเมือง ได้แก่
- กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย
- การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์
- เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน
- อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
- น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม

แต่ละพรรคจะได้รับเงิน 20 เหรียญ (1 เหรียญต่อ 1 ข้อเสนอ) สะท้อนถึงทรัพยากรที่มีจำกัดและแสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องใดของพรรคการเมือง โดยทั้ง 5 พรรคจะเวียนเข้า 5 ร้านนโยบาย ที่มีตัวแทนภาคประชาชนจากวงเสวนามานำเสนอและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมือง มากถึง 80 ข้อเสนอเชิงนโยบาย แบ่งเป็น
- ร้านนโยบายแก้ปัญหาการเมืองและการมีส่วนร่วม
ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน- โครงสร้างการเมืองและการกระจายอำนาจ (5 ข้อเสนอ)
- รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ (5 ข้อเสนอ)
- ร้านนโยบายแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ
ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน- การจัดการภัยพิบัติ (8 ข้อเสนอ)
- ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม (8 ข้อเสนอ)
- ร้านนโยบายแก้ปัญหาประชากรและระบบสุขภาพ
ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน- ปฏิรูประบบสุขภาพ (11 ข้อเสนอ)
- สังคมสูงวัย (8 ข้อเสนอ)
- ร้านนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน- ความเหลื่อมล้ำ รัฐสวัสดิการ (9 ข้อเสนอ)
- การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ (8 ข้อเสนอ)
- ร้านนโยบายแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐ
ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน- รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน (8 ข้อเสนอ)
- ฟอกเงิน ทุนเทา (10 ข้อเสนอ)

‘รายได้ผู้สูงอายุ – ผู้ดูแลคนพิการ’ นโยบายขายดีที่สุด
แม้ว่า 5 พรรคจะมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน แต่ก็เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัย และ การยกระบบผู้ช่วยผู้พิการ ซึ่งได้รับการเลือกจาก 4 พรรค เป็นอันดับ 1 ร่วมกันทั้ง 2 ข้อเสนอ
การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ จากร้านนโยบายแก้ปัญหาประชากรและระบบสุขภาพ เป็นการส่งเสริมแนวคิด Silver Economy โดยพัฒนานโยบายที่สร้าง ‘ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ’ สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านการจ้างงาน การประกอบอาชีพ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นแนวนโยบายของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับมติสมัชชาชาติในปี พ.ศ. 2568
การเพิ่มเบี้ย – การจ้างงานผู้ดูแลคนพิการ จากร้านนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รัฐสวัสดิการ เป็นการยกระบบผู้ช่วยคนพิการ (Personal Assistant: PA) ผ่านการเพิ่มค่าตอบแทนจาก 60 บาทต่อชั่วโมง เป็น 100–150 บาทต่อชั่วโมง จัดระบบฝึกอบรมที่มีคุณภาพและให้เครือข่ายคนพิการมีส่วนร่วมในการออกแบบ พร้อมกำหนดสัดส่วนผู้ช่วยต่อคนพิการในอัตรา 1:1 เพื่อให้การดูแลตอบสนองความจำเป็นจริง
‘ความเหลื่อมล้ำ รัฐสวัสดิการ’ ความเปราะบางในระบบที่อ่อนแอ
ในภาพรวม 5 ร้าน ร้านนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รัฐสวัสดิการ เรียกได้ว่ามียอดขายมากที่สุดถึง 25 เหรียญ ซึ่งนอกจากการเพิ่มเบี้ย – การจ้างงานผู้ดูแลคนพิการที่เป็นนโยบายขายดีอันดับ 1 แล้ว ยังมีข้อเสนออื่น ๆ ที่น่าสนใจสำหรับพรรคการเมืองอีกหลายข้อเสนอ เช่น สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้คนจน, สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, การศึกษาฐานสมรรถนะ ปฏิรูปแรงงาน – ทักษะ ให้ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นต้น
จากการแลกเปลี่ยนของภาคส่วนต่าง ๆ ในการกลั่นกรองข้อเสนอด้านความเหลื่อมล้ำ รัฐสวัสดิการ ที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ สะท้อนตรงกันว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมิได้เป็นเพียงผลของความแตกต่างด้านรายได้ หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และกลไกการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ ซึ่งยังตั้งอยู่บนฐานคิดของ ‘การสงเคราะห์แบบเลือกกลุ่ม’ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างถ้วนหน้า และยังคงมีผู้ที่ตกหล่นจากระบบ
ขณะที่ระบบการศึกษาไทยมีความเปราะบางมาก สมรรภนะผู้เรียนถดถอยสวนทางกับความต้องการของโลกยุคใหม่ จนเป็นความล้มเหลวเชิงระบบในการสร้างรากฐานทุนมนุษย์
อรรถวิชช์ พรรครวมไทยสร้างชาติ มองว่า ข้อเสนอด้านการศึกษาจากภาคประชาชนมีความหลากหลายและฉีกกรอบ ทำให้ได้รับความสนใจจากพรรคต่าง ๆ มาก

‘ประชากรและสุขภาพ’ หลายพรรคซื้อตรงกัน
ระบบสุขภาพไทยเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ ทั้งด้านงบประมาณ กำลังคน คุณภาพบริการ และความเหลื่อมล้ำ ขณะที่เป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับวิกฤตยังขาดแคลนและแยกส่วนการบริหาร
ข้อเสนอในร้านนโยบายแก้ปัญหาประชากรและสุขภาพ มีพรรคการเมืองเลือกซื้อตรงกันในหลายข้อเสนอ หรือค่อนข้างมีความกระจุกตัว ในด้านการปฏิรูปสุขภาพ พรรคเห็นตรงกันมากที่สุดในเรื่องการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน รวมถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ และการปรับการจ่ายงบประมาณ (หยุดเพิ่มสิทธิที่ไม่จำเป็น หากเพิ่มสิทธิต้องเพิ่มงบ)
ด้านสังคมสูงวัย นอกจากข้อเสนอสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ที่เป็นข้อเสนอขายดีอันดับหนึ่ง ก็ยังมีการสนับสนุนนักบริบาลที่ซื้อกันมากถึง 3 พรรค

‘การเมืองและการมีส่วนร่วม’ ขายออกเกือบทุกข้อเสนอ
ร้านนโยบายแก้ปัญหาการเมืองและการมีส่วนร่วม มี 10 ข้อเสนอสำคัญ ในการกระจายอำนาจและโครงสร้างการเมือง รวมถึงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ทำให้พรรคการเมืองเลือกกันอย่างกระจายตัวจนเกือบครบทุกข้อ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการกระจายอำนาจ สำหรับหัวข้อที่เห็นตรงกันมากที่สุด คือ OPEN DATA ให้เปิดเผยข้อมูลทุกระดับ ซึ่งถูกพูดถึงในทุกวิกฤต แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าข้อเสนอให้มีช่องทางประชาชนร่วมตรวจสอบ ไม่มีพรรคใดซื้อ
ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้ซื้อข้อเสนอใดเลยในร้านนี้ อรรถวิชช์ ชี้แจงว่าเพราะมีความสนใจในข้อเสนอการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมของร้านนโยบายแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติมากกว่า โดยเฉพาะการทำ EIA ที่มองว่าควรทำตามเสียงของประชาชน

รัฐโปร่งใสฯ ก้าวแรก ‘ความน่าเชื่อถือของรัฐ’
ข้อเสนอด้านรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน ในร้านนโยบายแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐ มียอดขายที่ 3 พรรคซื้อตรงกันถึง 3 ข้อเสนอ คือ
- เปิดเผยข้อมูล (เก็บข้อมูลเป็นอิเล็กทรอนิกส์ / ใช้ OPEN DATA เชื่อมข้อมูล)
- กลไกปกป้องคนร้องเรียนต้องใช้ได้จริง
- ใช้กลไกกฎหมายลงโทษอย่างเด็ดขาด
ภาคประชาชนกับพรรคารเมืองมองเห็นตรงกันว่าก้าวแรกของความโปร่งใส คือการเปิดเผยข้อมูลให้เข้าถึงและตรวจสอบได้ รวมถึงสร้างกลไกป้องป้องคนร้องเรียนเพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง
ที่ การดี พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า OPEN DATA นอกจากใช้ตรวจสอบรัฐแล้ว ยังใช้ในการบริหารจัดการวิกฤตต่าง ๆ ได้ด้วย ดังเช่นที่ข้อเสนอเกี่ยวกับข้อมูลเปิดถูกบรรจุมาในหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขภาพหรือภัยพิบัติ
ส่วนข้อเสนอจากเวทีสกัดเส้นเงินทุนสีเทา 10 ข้อเสนอ ซึ่งถูกรวมอยู่ในร้านนโยบายแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐ สามารถขายได้ 4 ข้อเสนอ เท่านั้น คือ
- กฎหมายต้องบังคับใช้ได้จริง บทลงโทษสอดคล้องกับความเสียหาย
- อำนาจรัฐถูกใช้อย่างถูกต้อง – เพิ่มบทบาทประชาชน
- ภาครัฐ – ภาคธุรกิจ – สถาบันการเงินที่มีความบกพร่อง ร่วมรับผิดชอบ
- มี OPEN DATA และบูรณาการการทำงานร่วมกัน
ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้ซื้อข้อเสนอใดในด้านฟอกเงิน ทุนเทาเลย แต่ซื้อข้อเสนอในด้านรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชันมากที่สุดในร้านนี้

‘สิ่งแวดล้อม – ภัยพิบัติ’ ภัยความมั่นคงและสิทธิของคนรุ่นหลัง
สำหรับร้านนโยบายแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ มีข้อเสนอที่ถูกซื้ออย่างกระจายตัวเช่นกัน โดยเฉพาะด้านการจัดการภัยพิบัติที่ทุกคนตระหนักว่าต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการมีหน่วยงานกลางด้านภัยพิบัติ ที่เป็นองค์กรอิสระระดับชาติ เพื่อสนับสนุนและเสริมขีดความสามารถการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
โดย “ภัยพิบัติเป็นภัยด้านความมั่นคงของรัฐและประชาชน” การกระจายอำนาจการบริหารจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน เป้าหมาย 1 ตำบล 1 ศูนย์จัดการภัยพิบัติ คือกรอบทิศทางนโยบายตามฉันทามติจากการถกแถลงของภาคประชาชนในเวทีภัยพิบัตินี้
ขณะที่ เดชรัต พรรคประชาชน ยกให้ข้อเสนอร่างหรือแก้รัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อวางรากฐานสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ในด้านความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม เป็นข้อเสนอที่โดนใจที่สุดจากการ ‘ให้ความเป็นธรรมระหว่างรุ่น’ จนทำให้ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชนขอรับเป็นโจทย์ส่วนตัว เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของคนรุ่นปัจจุบันต้องไม่เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคนรุ่นอนาคต
สอดคล้องกับภาคประชาชนผู้ขับเคลื่อนความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ที่ชี้ว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ คือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผลักดันกฎหมายสิทธิสิ่งแวดล้อมที่ค้างในสภา รวมไปถึงการปฏิรูป EIA/EHIA และ SEA เปิดเผยข้อมูลมลพิษ ยุติ SLAPP ฟื้นสิทธิชุมชน ปฏิรูปการศึกษาความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาข้ามพรมแดน และส่งเสริมพลังงานสะอาดที่เป็นธรรม

28 นโยบายไม่ถูกซื้อ แต่ส่งถึงมือว่าที่รัฐบาลใหม่
ข้อเสนอที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างเข้มข้นจนได้ 80 ข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ ยังมีอีก 28 ข้อเสนอที่ไม่ถูกซื้อจากพรรคการเมืองด้วยหลายปัจจัย ทั้งความพร้อมในการขับเคลื่อน แนวทางของพรรค ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย และทรัพยากรที่มีจำกัด เช่น
- การปฏิรูปการศึกษา
- การลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์
- การเพิ่มสิทธิ – สวัสดิการแรงงานทั้งในและนอกระบบ
- สวัสดิการถ้วนหน้า เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด – พัฒนาสิทธิลาคลอด
- ปฏิรูปโครงสร้างราชการ องค์กรอิสระ
- เปิดเผยบัญชี BLACK LIST

ทั้ง 80 ข้อเสนอไม่ได้จบแค่เพียงเท่านี้ แต่จะถูกส่งต่อถืงพรรคการเมืองต่าง ๆ ในฐานะว่าที่รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง 69 ในรูปแบบสมุดปกขาว เพื่อนำไปออกแบบนโยบายให้เป็นจริงอย่างมีส่วนร่วม ที่ในวันนี้พรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าต้องร่วมกันทำงานเพื่อเดินหน้าแก้วิกฤตประเทศให้ได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- Policy Watch Connect 2026 ฝ่าวิกฤตด้วยนโยบายประชาชน
- โอกาสกระจายอำนาจสู่โครงสร้างการเมืองใหม่
- ข้อเสนอเชิงนโยบาย ฝ่าวิกฤตการเมือง
- 7 ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ: ให้อำนาจท้องถิ่น บริหารจัดการภัยพิบัติ
- สิ่งแวดล้อมวิกฤต ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
- วิกฤตระบบสุขภาพ: ต้องกระจายอำนาจ มีมาตรฐานเดียว
- รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แก้เหลื่อมล้ำ
- ประเทศไทยบนปากเหว: จะอยู่รอดอย่างไร? ภายใต้พลังมหาอำนาจโลก
- พัฒนาทุนมนุษย์ ขับเคลื่อนประเทศ
- เสนอขยายอายุเกษียณ 60-65 ปี สร้างระบบนิเวศงานที่ดี รับเศรษฐกิจสูงวัย
- รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เริ่มจากข้อมูลเปิดภาครัฐ
- 4 พรรคประชันวิสัยทัศน์ระบบสุขภาพ ต้องรื้อใหญ่ฝ่าวิกฤต
- สกัดเส้นเงินทุนสีเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน





