บทบาทของสหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่ในสมัยแรกและกลับมาอีกครั้งในสมัยที่สอง ทำให้สหรัฐฯเผชิญกับกระแสต่อต้านและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากคนทั่วโลกและในประเทศของตัวเองว่าสหรัฐฯกำลังสร้าง “จักรวรรดินิยมใหม่”
คำว่า“จักรวรรดินิยม (Imperialism)” หมายถึง การขยายอำนาจในการเข้าควบคุมหรือมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือดินแดนประเทศอื่น โดยใช้วิถีทางเพื่อการได้มา และการรักษาจักรวรรดิให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งจากการขยายอำนาจเข้ายึดครองดินแดนโดยตรง และจากการเข้าคุมอำนาจทางอ้อมในด้านการเมือง และหรือทางเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ
คำว่าจักรวรรดินิยมใหม่ (New Imperialism) ไม่ใช่คำใหม่ที่นำมาใช้ เพราะก่อนหน้านั้น มักจะใช้เรียกประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจเหนือประเทศอื่นด้วย “วัฒนธรรม” หรือ คำฮิตยุคนี้คือ ซอฟท์พาวเวอร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดยุคจักรวรรดินิยมเดิมในศตวรรษที่ 19 และมาสิ้นสุดเมื่อราวกลางศตวรรษที่ผ่านมา
แต่คำนี้กลับมานำมาใช้เรียกบทบาทของสหรัฐฯอีกครั้ง ในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์
โจเซฟ อี. สติกลิตซ์ (Joseph E. Stiglitz) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและสังคมหลายตำแหน่ง และเป็นผู้เขียนผลงานล่าสุดชื่อ The Road to Freedom: Economics and the Good Society ได้ออกมาวิเคราะห์และวิจารณ์การกระทำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากรุกอธิปไตยของประเทศอื่น ในขณะที่อำนาจของระบบนิติธรรมของสหรัฐฯเองก็ไม่อาจเป็นที่เพิ่งได้
จักรวรรดิ “ทรัมป์” ทำอะไรก็ได้?
หากถามว่าการควบคุมอำนาจของ ทรัมป์ มีลักษณะเป็นอย่างไร ก็อาจยากที่จะสรุปออกในมาคำเดียว แต่ถ้าอธิบายว่า ทรัมป์ เป็น “คนสุดโต่งและไม่สนใจว่าใครจะคิดอะไร” ก็คงจะไม่เกินจริง เพราะทั้งการกระทำ การตัดสินใจ และคำพูดต่าง ๆ ของทรัมป์ สามารถสะท้อนได้เป็นอย่างนั้น
สติกลิตซ์ กล่าวว่า การแทรกแซงทางทหารเริ่มเป็นที่ไม่นิยมมากขึ้นหลังจากความล้มเหลวของอเมริกาในเวียดนาม อิรัก อัฟกานิสถาน และที่อื่นๆ แต่ความเป็น ทรัมป์ เขาไม่ได้สนใจหรือใส่ใจใครมากอยู่แล้ว แม้กระทั่งชาวอเมริกันที่เลือกเขามาเป็ยนประธานาธิบดี
สติกลิตซ์ วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า การบุกจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร เผด็จการแห่งประเทศเวเนซุเอลา เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร้ยางอาย
การแทรกแซงทางทหารจำเป็นต้องมีการแจ้งให้รัฐสภา (Congress) รับทราบก่อน หากไม่ได้มีการได้รับอนุมัติล่วงหน้า ถึงจะมีการอ้างว่านี่เป็นกระบวนการของการบังคับใช้กฎหมาย (Law enforcement) แต่การดำเนินการกฎหมายระหว่างประเทศเองก็ต้องทำผ่านกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition) และไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะละเมิดอธิปไตยของอีกประเทศได้ หรือการฉกตัวประมุขของชาตินั้นๆ ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู และ ประธานาธิบดีของรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ต่างก็เคยถูกฟ้องร้องในข้อหาอาชญากรสงคราม แต่ยังไม่มีใครเสนอให้ส่งทหารไปจับกุมผู้นำของประเทศอื่น
สติกลิตซ์ ชี้ เรื่องเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับฝ่ายซ้าย ครั้งหนึ่ง ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของอเมริกา คือ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เคยกล่าวสุนทรพจน์อำลาตำแหน่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกล่มอุตสาหกรรมทางทหารไว้ว่า
“เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศซึ่งมีงบประมาณทางการทหารสูงเท่ากับงบประมาณของประเทศที่เหลือในโลกรวมกัน ในที่สุด ก็ย่อมจะใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นเพื่อพยายามแผ่อำนาจเหนือผู้อื่น”
ลัทธิทรัมป์ กระตุกเวทีโลก แต่ไม่ยั่งยืน?
ต่อเนื่องจากการเข้าจับกุมมาดูโร ทรัมป์ก็ยังไม่หยุดและอ้างต่อว่า รัฐบาลของเขาจะเข้ามาบริหารเวเนซุเอลา รวมถึงการควบคุมน้ำมันของเวเนซุเอลาด้วย การกล่าวออกมาเช่นนี้สามารถสื่อได้ว่าเวเนซุเอลาจะถูกระงับการขายน้ำมันให้แก่ผู้ที่ให้ราคาสูงสุด การกระทำลักษณะนี้สะท้อนว่ายุคใหม่ของจักวรรดินิยมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งก็คือ “อำนาจคือความชอบธรรม” และสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญ
ในตอนนี้ มีนักวิจารณ์จำนวนมากที่กล่าวถึงผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก สติกลิตซ์ มองว่า หากสหรัฐฯ จะอ้างสิทธิ์ในซีกโลกตะวันตกว่าเป็นเขตอิทธิพลของตน และขัดขวางไม่ให้จีนเข้าถึงน้ำมันของเวเนซุเอลา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เหตุใดจีนจึงจะไม่อ้างสิทธิ์ในเอเชียตะวันออกและขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ เข้าถึงชิปจากไต้หวันบ้าง? การทำเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องให้จีนเข้าไป “บริหาร” ไต้หวัน อาจเป็นในรูปแบบของการควบคุมนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายที่อนุญาตให้มีการส่งออกไปสู่สหรัฐฯ ก็เป็นได้
ทั้งนี้ โลกเคยเห็นบทเรียนเกี่ยวกับจักรวรรดินิยมในอดีตมาก่อน สติกลิตซ์ เล่าว่า สหราชอาณาจักรที่เคยเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ไปต่อได้ไม่สวยในศตวรรษที่ 20 ฉะนั้นแล้ว หากประเทศอื่น ๆ ร่วมมือกันเผชิญหน้าต่อลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันยุคใหม่นี้ ก็จะทำให้อนาคตในระยะยาวของสหรัฐฯ จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
สติกลิตซ์ มองว่าอย่างน้อยในยุคที่สหราชอาณาจักรเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิ ก็ยังพยายาม “ส่งออก” หลักการปกครองที่เป็นประโยชน์ไปยังเหล่าอาณานิคมของตน โดยการนำหลักนิติธรรมและสถาบัน “ที่ดี” อื่น ๆ เข้าไปใช้บ้าง สิ่งที่แตกต่างระหว่างจักรวรรดินิยมของทรัมป์และอดีตของอังกฤษคือความชัดเจน จักรวรรดินิยมแบบทรัมป์นั้นขาดอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน เป็นลัทธิที่ไร้หลักการอย่างเปิดเผย
ในจุดนี้ สติกลิตซ์ มองว่า เป็นเพียงการแสดงออกถึงความโลภและความกระหายในอำนาจเพียงอย่างเดียว และอำนาจลักษณะนี้จะดึงดูดกลุ่มคนชั่วที่โลภและหลอกลวงที่สุดเท่าที่สังคมอเมริกันจะมีได้ คนประเภทนี้ไม่ได้สร้างความมั่งคั่ง พวกเขาใช้พลังไปกับการแสวงหาผลประโยชน์โดยการเอาเปรียบผู้อื่นผ่านการใช้อำนาจทางตลาด การหลอกลวง หรือการเอารัดเอาเปรียบอย่างโจ่งแจ้ง ประเทศที่ถูกครอบงำโดยผู้แสวงหาผลประโยชน์อาจสร้างคนรวยอยู่จำนวนหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว ประเทศจะไม่พบกับความเจริญรุ่งเรือง
สติกลิตซ์ ยืนหยัดว่า ความเจริญรุ่งเรืองต้องอาศัยหลักนิติธรรม หากปราศจากหลักนิติธรรม ความไม่แน่นอนก็จะมีอยู่ตลอดเวลา ไร้ความมั่นคงว่ารัฐบาลจะยึดทรัพย์สินของฉันหรือไม่? เจ้าหน้าที่จะเรียกรับสินบนเพื่อมองข้ามความผิดเล็กน้อยหรือไม่? เศรษฐกิจจะเป็นสนามแข่งขันที่ยุติธรรมหรือไม่ หรือผู้มีอำนาจจะเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องของตนเสมอไป?
ผลพวงต่อระบบนิติธรรมล้มเหลว?
ลอร์ด แอคตัน เคยสังเกตุไว้ว่า “อำนาจมักนำมาซึ่งคอร์รัปชัน และอำนาจที่เบ็ดเสร็จย่อมนำมาซึ่งคอร์รัปชันที่เบ็ดเสร็จ”
แต่ในครั้งนี้ สติกลิตซ์ สะท้อนออกมาว่า ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จก็สามารถสร้างคอร์รัปชันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ ทันทีที่ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลเริ่มพังทลาย ดังที่เป็นอยู่ในสหรัฐฯในตอนนี้ ผู้มีอำนาจจะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องกลัวความผิด แต่ในท้ายที่สุด คนที่เหลือในสังคมจะต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบและความเสียหาย เพราะคอร์รัปชันเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจเสมอ
มหาอำนาจที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดและข่มเหงผู้อื่นจะต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ในมุมของตนเอง สติกลิตซ์ ย้ำ การต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมยุคใหม่นี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองของทุกคน แม้ว่าส่วนที่เหลือของโลกควรจะหวังให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และในการวางแผนนั้น อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและสังคม นโยบายสกัดกั้น (Policy of containment) อาจเป็นทางรอดหนเดียว
สติกลิตซ์ ทิ้งท้ายว่า “เราหวังว่า เราได้มาถึงจุดสูงสุดของทรัมป์แล้ว และยุคสมัยแห่ง ‘kakistocracy’ หรือการปกครองโดยกลุ่มคนที่เลวร้ายที่สุด จะสิ้นสุดลงด้วยการเลือกตั้งในปี 2026 และ 2028”
แต่อย่างไรก็ตาม ยุโรป จีน และส่วนที่เหลือของโลก ไม่ควรเฝ้ารอความหวังอย่างเดียว แต่ สติกลิตซ์ มองว่าคนอื่นควรวางแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีสหรัฐฯ อีกต่อไป
ที่มา:
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:



