จากความขัดแย้งรุนแรงจนไปสู่การใช้อำนาจทางการทหารหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยมีมหาอำนาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้คนเริ่มวิตกว่าจะเกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3”
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้นมาอีก เพราะคนเชื่อว่ามนุษย์ได้รับบทเรียนจากหายนะในอดีต แต่จากสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความโหดร้ายของสงคราม
เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้บริหารบริษัทกองทุนเฮจด์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก Brigdewater Associates และมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) แต่จากบทบาทเป็นผู้บริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่ ทำให้เขาศึกษาประวัติศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงของโลก และเขียนหนังสือหลายเล่มที่โดงดังไปทั่วโลก อาทิ เช่น Principles และ The Changing World Order ได้กล่าวย้ำอีกครั้งว่าโลกกำลังก้าวสู่สงครามโลกครั้งใหม่ และชี้ให้เห็นว่าเราอยู่ตรงไหนของสงครามครั้งนี้
ล่าสุด ดาลิโอ เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง The Big Thing: We Are In A World War That Isn’t Going To End Anytime Soon เพื่อย้ำมุมมองต่อหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน โดยมองว่าว่า เรากำลังอยู่ใน “สงครามโลก” ในขณะที่ผู้คนไม่ได้มองถึงภาพใหญ่และไม่ได้เชื่อมแต่ละเหตุการณ์เข้าด้วยกัน และสงครามโลกครั้งนี้ ยังจะไม่จบลงง่าย ๆ
5 เหตุผลทำไมเรากำลังอยู่ในสงครามโลก
“ดูเหมือนว่าคนจะโฟกัสกันที่สงครามสหรัฐฯ – อิหร่านเป็นหลัก โดยไม่ได้นึกถึงภาพใหญ่ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในความเป็นจริงแล้ว สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามโลกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และจะไม่จบลงเร็ว ๆ นี้ ผู้คนมักจะมีมุมมองที่แคบ ๆ และไม่มองการไกล ผมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุนี้ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมให้เราถึงอยู่ในสงครามโลก” ดาลิโอ กล่าว
ในมุมมองนี้ ดาลิโอ มีเหตุผลหลัก ๆ 5 ข้อเพื่ออธิบายมุมมองของเขา
ข้อที่ 1 สงครามโลกกำลังเกิดขึ้นอยู่ แล้วมันจะไม่จบลงเร็วๆ นี้ เราอยู่ในโลกที่มีความเชื่อมโยงกันสูง และโลกเรากำลังมีสงครามเกิดขึ้นอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุโรป-สหรัฐฯ สงครามอิสราเอล-กาซา-เลบานอน-ซีเรีย สงครามเยเมน-ซูดาน-ซาอุดีอาระเบีย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคูเวต อียิปต์ จอร์แดน และประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
หลายสงครามที่กล่าวมา มีอาวุธนิวเคลียร์เข้าเกี่ยวข้อง และในขณะเดียวกันก็มีสงครามที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางทหาร แต่เป็นเรื่องของสงครามการค้าขาย เศรษฐกิจ ชิงความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ เพราะฉะนั้น สงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ทั้งหมดนี้ ก่อให้เกิดสงครามโลกตามแบบคลาสสิก และมีความคล้ายคลึงกับสงครามโลกในอดีต ที่ “ไม่ได้มีวันเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน”
ข้อที่ 2 การแบ่งขั้วอำนาจที่ชัดเจน การเข้าใจว่าใครอยู่ฝั่งไหน จะช่วยให้เราทันโลกได้มากขึ้น ซึ่งการทำความเข้าใจฝั่ง-ฝ่ายสามารถดูได้จากการทำสนธิสัญญา (treaty) การเป็นพันธมิตร (alliances) การโหวตบนเวทีสหประชาชาติ (UN) และคำกล่าวของผู้นำประเทศ การแสดงออกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ และแนวโน้มของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นอย่างไรได้บ้าง
เมื่อขยายความเพิ่มเติม ข้อสังเกตต่างๆ จะมีประโยชน์ดังนี้ 1) การลงเสียงในการทำมติเรื่องต่างๆ บทเวทียูเอ็น สะท้อนถึงเรื่องการเมืองว่าใครเข้าข้างใคร 2) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจช่วยเพิ่มความชัดเจนว่าใครค้าขายกับใคร ใครพึ่งพาเศรษฐกิจกับใคร หรือ ใครมีอำนาจต่อรองสูงเมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤต และ 3) การทำสัญญาต่าง ๆ ระหว่างผู้นำประเทศ อาจช่วยให้รู้ว่าใครจะช่วยเหลือใครเมื่อเกิดสงคราม
ข้อที่ 3 เมื่อคุณศึกษาและเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจะช่วยให้คุณเห็นและเข้าใจมากขึ้น ซึ่งดาลิโอ กล่าว การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้เราสามารถแยกแยะ จักรวรรดิที่ขยายใหญ่เกินไป (overextended empires) ได้ง่าย นอกจากนี้เราจะสามารถพัฒนาปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยให้เข้าใจจักรวรรดิเหล่านั้นได้ดีขึ้น
ณ ปัจจุบัน สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสภาวะ “overextended” อยู่ ดาลิโอ สะท้อนให้เห็นภาพอย่างง่ายดายจากข้อมูลดังต่อไปนี้ ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพมากกว่า 750 – 800 ฐาน ตั้งอยู่ใน 70-80 ประเทศทั่วโลก (ในขณะที่ประเทศจีนมีแค่ 1 ฐานตั้งอยู่นอกประเทศ) ข้อเท็จจริงนี้เป็นการสร้างข้อผูกมัดที่มีความเสี่ยงสูงมาก
ดาลิโอ ให้ความเห็นว่าจากจำนวนฐานทัพทั้งหมดอ เป็นที่ชัดเจนถึงมหาอำนาจที่ใหญ่โตเกินไปไม่สามารถทำสงครามครั้งละสองถึงสามครั้งในเวลาเดียวกันและประสบชัยชนะได้ด้วยเหตุนี้เอง จึงนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถของสหรัฐฯ ในการทำสงครามในพื้นที่ที่อื่นๆ เช่น เอเชีย หรือยุโรป
ดาลิโอ ชวนคิดต่อว่า หากในอนาคตมีปัญหาอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในเอเชีย มันอาจเป็นบททดสอบและความท้าทายให้กับสหรัฐฯ ว่าจะเข้ามาแสดงอำนาจได้อย่างไร เนื่องจากสหรัฐฯ มีภารกิจและภาระมากมายอยู่แล้วในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มที่ชาวอเมริกันก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทำสงคราม
ทั้งนี้ การเฝ้ามองพลวัตที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทุกวันนี้อาจนำไปสู่การตั้งคำถามระหว่างผู้นำประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ว่า สหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าจะเป็นคนช่วยปกป้องในยามสงคราม จะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่
ดาลิโอ ย้ำว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในหมู่ผู้นำโลก และเคยเกิดขึ้นในอดีต การคิดหรือการตั้งคำถามของบรรดาผู้นำประเทศนั้นเป็นส่วนหนึ่งของลำดับขั้นตอนที่เคยเกิดขึ้น
หากวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้เราดำเนินมา ขณะนี้โลกกำลังอยู่ขั้นตอนที่ 9 แล้ว นั่นคือ “ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด”

ดาลิโอ ระบุว่าตัวชี้วัดเหล่านี้กำลังบ่งบอกว่า เราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน (transition stage) จากช่วงก่อนสู้รบไปสู่ช่วงเวลาของการสู้รบ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เปรียบเทียบได้กับช่วงปี 1913-1914 และช่วงปี 1938-1939 หรือช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 นั้นเอง
ต่อเนื่องจากที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าสงครามโลกไม่ได้มีวันเริ่มต้นหรือวันสิ้นสุดที่ชัดเจน แต่ทว่า เราสามารถมองหาจุดสังเกตที่ช่วยให้เห็นภาพก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้นได้ นั้นก็คือ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ การเงิน และทางทหาร สิ่งเหล่านี้มักจะปรากฎขึ้นก่อนสงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น เราจะเริ่มเห็นการพัฒนาการใหญ่ ๆ ที่ตามมา เช่น 1) ปริมาณยุทโธปกรณ์และเงินทุนทางทหารกำลังถูกดึงออกมาใช้มากขึ้น 2) การเพิ่มงบประมาณ หนี้สิน การพิมพ์เงิน และการควบคุมเงินทุน 3) ประเทศคู่แข่งสังเกตการณ์ เรียนรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของอีกฝ่าย และ 4) มหาอำนาจที่ขยายตัวมากเกินไปเผชิญกับความท้าทายในการทำสงครามในหลายแนวรบที่อยู่ห่างไกลกันมาก
ข้อสังเกตุที่ ดาลิโอ พยายามสื่อสารออกไปไม่ใช่ว่าโลกจะดำเนินไปสู่จุดที่สู้รบอย่างเต็มที่ แต่เขาหวังว่า การให้มุมมองและแบบแผนลำดับขั้นตอน จะช่วยให้ผู้คนเห็นในสิ่งที่เขาเห็นและตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไรต่อ
ข้อที่ 4 ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้ว ประเทศที่ชนะไม่ได้เป็นประเทศที่แข็งแกร่งหรือมีอำนาจมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่อดทนต่อความเจ็บปวดได้นานที่สุดต่างหาก ในสงครามที่มีการต่อสู้กันอยู่ การชนะจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีใครสักคนยอมแพ้ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขจัดศัตรูทุกคนออกไป
ย้อนไปในอดีตในตอนที่จีนเข้ามาร่วมต่อต้านสหรัฐฯ ในสงครามเกาหลี ณ ตอนนั้นจีนไม่ได้มีอาวุธที่แข็งแกร่งหรือยิ่งใหญ่เท่ากับสหรัฐฯ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำประเทศจีนได้กล่าวไว้ว่า “พวกนั้นไม่สามารถฆ่าเราได้หมดหรอก” แปลได้ว่าศัตรูไม่สามารถเอาชนะเราได้หากยังมีคนที่สู้อยู่
ดาลิโอ อธิบายต่อว่า บทเรียนจากเวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถานนั้นชัดเจนมาก การชนะจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประเทศที่ชนะ (winning country) ไม่ได้มีประเทศที่แพ้ (losing country) เป็นภัยอันตรายแล้ว
ดาลิโอ ชี้ว่าถึงแม้สหรัฐฯ จะดูเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุด แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เป็นประเทศที่ขยายอำนาจมากเกินไป และเป็นประเทศที่อ่อนแอที่สุดในการที่จะยืนอยู่บนสภาวะสงครามในระยะยาว
โดยสรุป สงครามที่เกิดขึ้นอยู่นั้นจะเรียกว่าเป็น ‘สงครามแห่งความอึด’ ก็เป็นได้ โดยตัวชี้วัดความอึดนั้นเป็นได้หลายอย่าง เช่น แบบสำรวจความนิยม (popularity polls) ในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือ อำนาจของรัฐบาลที่จะคงรักษาการอยู่ต่อได้ในระบอบที่เป็นอำนาจเผด็จการ
ข้อที่ 5 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปตามรูปแบบวงจรใหญ่ที่คลาสสิก หรือ “Big Cycle” ในที่นี้ ดาลิโอ หมายความว่าเหตุการณ์ต่างๆ มักมีแรงจูงใจหรือถูกนำด้วย 5 แรงผลักดันดังต่อไปนี้
- เงิน หนี้ และเศรษฐกิจ ซึ่งดำเนินการตามระเบียบและความยุ่งเหยิงของระบบการเงิน
- การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองและสังคม อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งและความแตกต่างของค่านิยม
- การล่มสลายของระเบียบระดับภูมิภาค (regional order) และระเบียบโลก (world order) อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำระหว่างความมั่งคั่ง และความแตกต่างของค่านิยมเช่นเดียวกัน
- ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ทั้งในเชิงสันติภาพและในการทำสงคราม ทั้งนี้สภาวะทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้มักจะจบลงด้วยภาวะฟองสบู่แตก
- ภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดในวงกว้าง
จากบทวิเคราะห์ของ ดาลิโอ ที่เฝ้าศึกษามายาวนาน นอกจากจะมีความสนใจเป็นพิเศษต่อความเป็นไปของโลกแล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์โลกและการคาดการณ์ต่าง ๆ ถึงความเป็นไปได้ ยังมีการนำมาใช้ในการบริหารกองทุนของเขาอีกด้วย ซึ่งจากความรู้อย่างกว้างขวางนี้เอง ทำให้ ดาลิโอ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักลงทุน “ระดับตำนาน”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




