เท่ากับว่า “สมรสเท่าเทียม” หรือ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 บังคับใช้ครบ 1 ปีพอดี ในวันที่ 23 ม.ค. 69 นั้น ซึ่งตลอดปี 2568 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้รายงานว่า สถิติจำนวนทะเบียนสมรสประจำปี พ.ศ.2568 เป็นทะเบียนสมรสทั้งหมด 275,480 ทะเบียน
มีสถิติทะเบียนสมรสเท่าเทียม ทั้งหมด 25,814 ทะเบียน โดยแบ่งเป็นจังหวัดต่างๆ เช่น ในกรุงเทพ จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม 6,537 ฉบับ แม่ฮ่องสอน 33 ฉบับ บึงกาฬ 79 ฉบับ ปัตตานี 22 ฉบับ นราธิวาส 10 ฉบับ
คู่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ไม่ได้สิทธิเท่าคู่สมรสชาย-หญิง 249,666 คู่
อย่างไรก็ดี ยังมีบางกฎหมายที่ไม่ได้ปรับตัวแก้ไขตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ มาตรา 68 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องดำเนินการทบทวนกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ สถานะทางกฎหมาย หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสามี ภริยา คู่สมรส เพื่อรับรองสิทธิคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ให้เหมาะสม
โดยหากเห็นว่าต้องแก้ไขกฎหมาย ก็ต้องเสนอร่างต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 180 วันนับหรือวันที่ 19 ก.ค. 68 ซึ่ง 180 วันก็แล้ว 1 ปีก็ล่วงมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไขใด ๆ ซึ่งกฎหมายที่รอการแก้ไขได้แก่
- บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ข) เรื่องเงินได้พึงประเมินสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่บุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีเงินได้ประเภทเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรที่บิดากับมารดามีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรมต่างกัน กฎหมายนี้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังรับผิดชอบ
- พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
- กฎกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2510) ตาม พ.ร.บ. สัญชาติฯ กระทรวงมหาดไทยผู้รับผิดชอบ ที่หญิงต่างชาติสมรสกับคนสัญชาติไทย กับชายต่างชาติที่สมรสกับคนสัญชาติไทย มีกระบวนการต่างกันในการขอแปลสัญชาติเป็นไทย
- พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ) ที่การอุ้มบุญนั้นจะทำได้เฉพาะคู่สมรสชายหญิงเท่านั้น ไม่รวมคู่สมรสเท่าเทียม กฎหมายนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบ
ที่บรรดากฎหมายเหล่านี้ยังคงให้สิทธิระหว่างชาย-หญิงอย่างไม่เท่าเทียม ทำให้สมรสเท่าเทียมยังไม่สามารถใช้ได้กับกฎหมายเหล่านี้ กล่าวได้ว่าแม้จะมีสมรสเท่าเทียมแล้ว สิทธิที่พึงได้ของคู่สมรสชาย-ชาย หญิง-หญิง ก็ยังไม่เท่าเทียมกับคู่สมรสหญิง-ชาย
ผ่านมา 1 ปี แต่ภาครัฐยังไม่พร้อม
นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FORSOGI) กล่าวกับ Policy Watch Thai PBS ว่า แม้ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะบังคับใช้ให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตาม แต่ในการปฏิบัติพบว่าเจ้าหน้าที่หรือคนที่เกี่ยวข้องยังขาดความละเอียดอ่อนในเรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือเคารพความหลากหลายทางเพศ ยังมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เป็นเรื่องแปลกประหลาด ที่มีคนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรส บางคนก็ยังหัวเราะ ดังนั้นจึงอยากให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญ แล้วก็คำนึงถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนให้บริการ การสอบถาม วิธีการใช้คำพูด จึงต้องละเอียดอ่อนและเข้าใจความหลากหลาย
จากความไม่เข้าใจของหน่วยงานภาครัฐ นัยนา สุภาพึ่ง ได้ยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรณีที่คู่สมรสเท่าเทียมชาวไทยกับชาวอังกฤษ ที่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอังกฤษในปี 2553 ที่สถานกงสุลใหญ่สหราชอาณาจักร ที่นครโฮจิมินท์
เมื่อประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียม ทั้งคู่จึงยื่นคำร้องขอบันทึกฐานะแห่งครอบครัวที่ทำการสำนักงานเขตพระโขนง กรุงเทพ ตาม พ.ร.บ. พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 เพื่อให้การสมรสต่างประเทศมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทย
และต่อมาทั้งคู่สมรสประสงค์จะรับบุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากเครือญาติของคู่สมรสชาวไทย ซึ่งครอบครัวของบุตรก็ยินยอม เพราะไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูบุตรได้ เมื่อคู่สมรสดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นัยนา กล่าวว่า ทั้งคู่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และมีความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจและสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม แต่คณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีมติเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ให้คู่สมรสชาวไทยสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้เพียงฝ่ายเดียว ปฏิเสธการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสทั้งสอง โดยอ้างเหตุผลว่าไปจดทะเบียนสมรสกันที่เวียดนาม ซึ่งไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นเรื่องกฎหมายขัดกัน ซึ่งมติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมขัดกับหลักการตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 หรือสมรสเท่าเทียม
“ทั้ง ๆ ที่หัวใจหลักของสมรสเท่าเทียมคือสิทธิในการสร้างครอบครัว หากแต่หน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถทำให้คู่รัก LGBTQIAN+ สามารถสร้างครอบครัวได้ตามสิทธิอันพึงมี ทำให้สมรสเท่าเทียมไม่บรรลุผล” นัยนาย้ำ
ในกรณีนี้ FORSOGI และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจึงได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชน และครอบครัวกลาง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้คู่สมรสทั้งสองสามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันในฐานะคู่สมรส ตามเจตนารมณ์ของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567
สมรสเท่าเทียมแต่สิทธิสวัสดิการยังไม่เท่ากัน
มากไปกว่านั้น การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการในฐานะคู่สมรสตามกฎหมายของ LGBTQIAN+ อาจจะยากลำบากกว่าคู่สมรสชายหญิง เพราะใช้เวลาแตกต่างกัน
“รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานราชการบางแห่ง ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเลย ต้องให้คู่สมรสเพศหลากหลายไปร้องขอ ไปดำเนินการ ไปเรียกร้อง กันเป็นราย ๆ ไป บางหน่วยงานก็มีนโยบายประกาศออกมาชัดเจนเช่นของการไฟฟ้า ยังรอ ครม. อนุมัติเซ็น แต่ไปรษณีย์ได้แล้ว ซึ่งการที่บางหน่วยงานไม่ปรับแนวทางปฏิบัติ ทำให้มีบางกรณีที่คู่สมรสบางคนเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นมา แต่ไม่ได้สิทธิ์ หรือเสียสิทธิ์ไป หรือบางคนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องภายหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับเอกชนที่พอมีทะเบียนสมรสแล้ว ก็สามารถใช้สิทิได้เลย เนื่องจากว่าเอกชนเขาดูจากเอกสารเป็นหลัก” นัยนา กล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- LGBTQIAN+ ทำไงหน่วยงานรัฐยังไม่ทบทวนกม.ตาม ‘สมรสเท่าเทียม’
- ส่องชีวิต LGBTQIA+ หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียม
- แก้กฎหมาย ”อุ้มบุญ” เพิ่มสิทธิ LGBTQ+ เข้าถึงบริการ




